พอบอกว่าเราจะไป ปาย ใครๆ ก็ถามว่า "ทำไมไม่ไปหน้าหนาว?"  "ไปตอนนี้มีอะไร?"

จะบอกว่าพวกเธอพลาดแล้วจ้า ช่วงที่เหมาะแก่การไปเที่ยวปายและปายจะสวยที่สุดเนี่ยมันคือฤดูฝน

นอกจากบรรยากาศดีแล้ว มองไปทางไหนก็สีเขียวขจี สบายตาสุดๆ อากาศไม่ร้อน ไม่หนาว กำลังดี นี่สิช่วงที่ควรค่าแก่การไปพักผ่อน ขอบอกอีกว่าช่วงที่เราไปเห็นรุ้งกินน้ำทุกวันด้วยนะ คือดีมากกก ดีจนต้องมาบอกทุกคนว่า ไปค่ะ ไปเที่ยวปายด้วยกัน :)





ช่วงนี้เดินทางบ่อยเป็นว่าเล่น จนร่างกายเริ่มปรับสภาพให้ตื่นเช้า ผลักตัวเองลุกจากที่นอนไปอาบน้ำได้อย่างง่ายดาย ได้เวลาก็เรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าสู่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เมืองน่ารัก อากาศดี ที่ต้องไปเที่ยวช่วงหน้าฝน!


แหม.. ตื่นเช้าแล้วมันดีอย่างนี้ รถโล่งมากถึงมากที่สุด แบบไปสนามบินโดยไม่ต้องขึ้นทางด่วนก็ทันเช็คอินแบบสบายๆ เราใช้บริการเอื้องหลวง ‘การบินไทย’ ที่มีไฟลท์บินตรงไปลงเชียงใหม่เยอะมากๆ Lucky! ครั้งนี้ได้นั่งเครื่องบินลำใหม่ด้วยล่ะ เป็นดรีมไลน์เนอร์ โบอิ้ง 787-9 ลำแรกของการบินไทยที่ได้ชื่อพระราชทานว่า “พัฒนานิคม” เริ่มตื่นเต้น รีบเช็คอินแล้วไปขึ้นเครื่องกันดีกว่า

เครื่องลำใหญ่ยักษ์ ที่นั่งก็สบาย แถมจอด้านหน้ามีขนาดใหญา ภาพชัดระดับ HD มีเกมส์ให้เล่น และหนังให้ดูเพลินๆ จนเครื่องลงจอด ที่เราชอบมากคือระบบแสงสว่างที่จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่แสบตา และหน้าต่างที่ปรับแสงอัตโนมัติ

ถึงเชียงใหม่สายๆ อากาศกำลังดี มีรถตู้จากที่พักมารับถึงสนามบินเลยค่ะ ทริปนี้บอกเลยให้อิจฉาเล่น เพราะเราจะพาไปเช็คอินที่พักสุดหรูในปาย ภูริปายวิลล่า ใช้เวลาจากสนามบิน 3 - 4 ชั่วโมง และแน่นอนว่าต้องพิชิต 1,864 โค้ง อันเป็นที่เลื่องลือของนักเดินทาง เรานี่ลงเครื่องปุ๊บ กินยาแก้เมาปั๊บ หลับก่อนถึงทางโค้งพอดีเลยจ้า ฮ่าๆๆ!

หลับจริงจังมาก จนรู้ตัวอีกทีรถตู้ก็มาจอดถึงทางเข้า ภูริปาย แล้วค่ะ เราเช็คอิน เอาของไปเก็บในห้องพักแล้วออกมาทานอาหารที่ ‘Rhino Restaurant’ ห้องอาหารสุดโมเดิร์น โดดเด่นด้วยสีส้มสดใส ตกแต่งกระจกโมเสคเป็นรูปแรด แต่ที่เราอยากกรี้ดหนักมาก อยู่ที่วิวมุมกว้าง มองออกไปเห็นภูเขา ทุ่งนา และต้นไม้เขียวๆ ไกลจนสุดลูกหูลูกตา ตัดกับเส้นขอบฟ้า ที่รับรองเลยว่า ใครที่เมารถอยู่ต้องหายเมาแล้วหันมาตะลึงกับภาพวิวทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า! ที่นี่เปิดบริการตลอดทั้งวัน แถมมีทั้งอาหารไทยและเทศ เผื่ออยากตัดความเลี่ยนมากินแซ่บๆ แบบเราก็ได้ลองอาหารหลายรสดีค่ะ

มีของหวานด้วยนะ ทั้งช็อคโกแลตลาวา มาพร้อมมะม่วงและไอศครีมวานิลลา ไอศครีมกะทิตัดเป็นทรงสี่เหลี่มวางบนข้าวเหนียวมูลโรยด้วยถั่วลิสงมันๆ และเมนูห้ามพลาด เป็นเมนูของหวานประจำชาติเลยจ้า ข้าวเหนียวมะม่วง รสชาติหวาน มัน!

อิ่มแล้วเราหนีไปพักท้องที่ห้องกันก่อนดีกว่า เราได้พักห้อง Pool Villa วิลล่าใหม่หลังใหญ่เบิ้ม เป็นพูลวิลล่าที่มีห้องพักถึง 2 หลัง! มีสระน้ำอยู่ตรงกลาง และมีโซนนั่งเล่น พร้อมที่สำหรับปาร์ตี้เล็กๆ สามารถก่อกองไฟ และมีเตาย่างบาร์บีคิวให้ด้วย อยู่ที่ชั้นล่าง

ภายในห้องหลังใหญ่จะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่นและมินิครัว ส่วนห้องหลังเล็กจะมี 1 ห้องนอนกับ 1 ห้องน้ำ แต่ความพีคอยู่ที่ทั้งสองหลังสามารถชมวิวทุ่งนาและภูเขาได้แบบ 180 องศา คือเปิดผ้าม่านไปก็เห็นวิวแบบกว้างๆ ตื่นเช้ามาเห็นหมอกลอยผ่านเลยอะะ! แถมระเบียงหน้าห้องยังมีที่นั่งชิลๆ จะนั่งหรือจะนอนชมวิวก็เพลิ๊นนนเพลิน จนเผลอหลับไปกับอากาศเย็นสบาย



เช้านี้เราลุกมาดูทะเลหมอกลอยอยู่ไกลๆ ดูสดชื่นและหนานุ่มดีจัง ชื่นชมยังงั้นอยู่ 10 นาทีก็กลับไปนอนต่อดีกว่า นี่วันหยุดนะ เราจะตื่นเช้าทำไมเนี่ยยย

...

ไม่รู้ว่าหลับต่อไปอีกนานแค่ไหน ตื่นมาอีกทีก็สว่างจ้า มีแสงเล็ดลอดผ่านเข้ามา จนทำให้รู้สึกว่าควรดันตัวเองลุกแล้วออกไปเจอโลกภายนอกบ้าง เป็นเช้าที่อากาศสดชื่นมาก (ขอย้ำว่ายังเช้าอยู่ ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าหลับไปนานมาก) อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ออกไปทานอาหารเช้าที่ Rhino Restaurant อาหารเช้าที่นี่มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งไข่ดาว ออมเล็ต ไข่คน ไปจนถึงเอ้กเบเนดิกต์ ที่เสิร์ฟพร้อมกับสลัดผักสดๆ นอกจากนี้ก็มีเมนูทานง่าย อย่างข้าวต้มและก๋วยจั๊บญวณด้วยค่ะ

วันนี้อากาศดีก็นึกสนุก ไม่อยากอยู่ที่พัก ออกไปขับรถ ATV กันแบบแมนๆ ดูบ้างดีกว่า นานๆ ทีจะได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ! เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 11 โมง เริ่มด้วยโรดทริปง่ายๆ ไปตามถนน ต่อด้วยลัดเลาะหุบเขาเมืองปาย เหมือนเป็นการไต่เลเวลความยากที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ใครที่เป็นมือใหม่หัดขับอย่างเราไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ เพราะจะมี ‘พี่สิงห์ ’ เจ้าของ SSJ ATV at PAI มาดูแลแบบใกล้ชิด ระหว่างทางจะคอยแวะจอดเป็นพักๆ แนะนำการขับและสถานที่ที่น่าสนใจด้วย

ทริปนี้เราเจอเส้นทางหลายแบบมาก ทั้งโคลนแบบจัดเต็มและดินแบบซอฟต์ๆ ทั้งขึ้นเขา ลงดอย ครบ!

เราเจอทั้งทุ่งนาเขียวๆ ต้นถั่วเหลืองที่มองๆ ดูแล้วเหมือนมันเฉา (แต่เปล่านะ ต้นเค้าสีน้ำตาลอยู่แล้ว!) เจอป่ายางที่สองข้างทางเป็นต้นยางสูงๆ ถ่ายรูปสวยมากกก เราผ่านดอยกระเทียมด้วย เพราะแม่ฮ่องสอนเค้าดังเรื่องกระเทียมนะ เห็นปลูกเต็มเลย

ไปๆ มาๆ ใช้เวลาไปเกือบทั้งวัน เราปิดท้ายทริปสุดมันส์นี้ด้วยการแวะทานอาหารยูนนานแบบเรียกได้ว่าจัดเต็ม! ที่หมู่บ้านสันติชล ชุมชนที่ดึงเอาความเป็นจีนยูนนานขึ้นมาเป็นจุดเด่น เราจะได้ลิ้มรสเมนูดังอย่างหมั่นโถวกับขาหมูก็มื้อนี้นี่แหละ 

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเรากลับชอบเมนูผักๆ ของที่นี่มากกว่า ทั้งผัดฟักแม้ว ผัดถั่วแขก และผักอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เจ้าของร้านเอามาโชว์ให้เราดู เช่นอันนี้หน้าตาเหมือนหัวไชเท้า แต่ไม่ใช่ จะมีความกรุบๆ เอามายำ(มั้ง?) เหมือนเป็นส้มตำยูนนานเลยค่ะ อร่อยดี

หมู่บ้านสันติชลมีร้านอาหารหลายร้าน มีบ้านพักเป็นบ้านดินให้บริการด้วย รวมถึงหมู่บ้านจำลองที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนก้าวเข้าไปอยู่ในประเทศจีนยังไงยังงั้น

ขากลับเรายังพอมีเวลาว่าง จะแว๊นซ์ ATV กลับที่พักเลยก็เสียดาย เลยขอแวะเที่ยว ‘น้ำตกหมอแปง’ น้ำตกจิ๋วแต่ฮอตฮิตใน อ.ปาย ที่มีน้ำไหลมาตลอดทั้งปี เราเห็นมีฝรั่งกับเด็กๆ ไปเล่นน้ำเยอะเลยค่ะ คงเพราะไม่ใหญ่มาก น้ำไม่แรง เล่นสนุกและไม่อันตรายด้วย

กว่าจะถึงที่พักก็ตกเย็น วันนี้ถือว่าสนุกมากกกกก ใครว่ามาเที่ยวปายได้แค่มาชิล คราวหน้าแนะนำว่าต้องลองทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์สนุกๆ ดูนะคะ จะได้เที่ยวแบบครบรสเลย

เราล้างเท้า อาบน้ำ เลอะโคลนเปื้อนเหงื่อมาทั้งวัน เจอน้ำเย็นๆ แล้วชื่นใจ จากนั้นจะได้ไปดินเนอร์ใต้แสงดาวกันที่ห้องอาหารที่วิวปังที่สุดในปาย!

The Barn เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของภูริปายเลยก็ว่าได้ ไฮไลท์อยู่ที่ลานไม้กว้างๆ วางบีนแบ็กให้นั่งข้างกล่องลังเก็บของที่นำมาดัดแปลงเป็นโต๊ะเล็กน่ารัก บอกได้คำเดียวว่าชิลกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แถมยังใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ ด้วยวิวมุมกว้าง มองไปทางไหนก็เขียวสบายตา หรือวันไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็หลบเข้ามาอยู่ในกลาสเฮ้าส์ ตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เหมือนอยู่ในโรงนาที่ฮิปสุดๆ ไปเลย

แล้วยิ่งคืนวันเสาร์ยังงี้ เค้ามีอัพเกรดความชิลไปอีกขั้นด้วยดนตรีสดให้ฟังเพลินๆ ตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม เราเลยนั่งยาวไปถึงดึกเลย กว่าจะแยกย้ายกันได้หมอกก็เริ่มกลับมาหาแล้วอีกแล้ว.. ได้เวลา ราตรีสวัสดิ์



เช้านี้เราตั้งใจว่าอยากไปชมความงามของสะพานไม้ไผ่กลางทุ่งนาสีเขียว ‘โขกู้โส่ สะพานบุญ บ้านแพมบก ซึ่งห่างจากที่พักของเราไม่มาก ประมาณ 30 นาทีก็ถึง (ระหว่างทางมีขึ้นเขาและทางชัน อาจต้องให้คนชำนาญทางพาไป) แล้วก็ต้องประทับใจสุดๆ กับวิวที่เห็นตรงหน้า.. อะไรจะชิลขนาดนี้ ขนาดเพื่อนที่มาด้วย ทุกคนต่างพูดเสียงเดียวกันว่า ดีมาก! 

โขกู้โส่ แปลว่า สะพานบุญ เป็นสะพานไม้ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้าง ระยะทางยาวประมาณ 800 เมตร ทอดผ่านกลางทุ่งนาเขียวๆ รายล้อมไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่สลับไปมา เป็นภาพที่งดงามจริงๆ แถมเรายังโชคดีที่วันนั้นมีงานบุญใหญ่ ชาวบ้านจัดงานทอดกฐิน และมีพระมาบิณฑบาตร (เฉพาะโอกาสพิเศษและงานบุญใหญ่) เราเลยถือโอกาสนี้ทำบุญพร้อมกับชาวบ้านไปด้วยเลย

นอกจากชาวบ้านชุมชนบ้านแพมบกแล้ว ยังมีชาวเขาหลายเผ่าแต่งชุดสวยงาม เดินทางมาร่วมทำบุญด้วยกัน เป็นภาพที่เราประทับใจมาก ทุกคนน่ารักและเป็นกันเอง พอตักบาตรกันเสร็จแล้วก็พากันเดินไปทำบุญที่วัดต่อ ส่วนเราเริ่มจะหิวข้าวแล้ว ไปหาที่นั่งพักชมวิวฟินๆ แบบนี้กันก่อน

บริเวณสะพานไม้ไผ่มีร้านกาแฟที่ชุมชนสร้างขึ้น เพื่อบริการนักท่องเที่ยวและช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้ หากใครยังนั่งจิบกาแฟ ท่ามกลางทุ่งนาและบรรยากาศสุดฟินแบบนี้ มานั่งพักกันที่นี่ได้เลย คนที่ชงกาแฟและเครื่องดื่มให้เราก็เป็นเด็กนักเรียนในหมู่บ้านนี่เองแหละ น่ารักเชียว มีเอาดอกดาวเรืองใส่ถ้วยจิ๋วมาวางตกแต่งตามโต๊ะด้วยค่ะ

เรานั่งเล่นกันสักพัก อยากอยู่อีกนานๆ จังเลย ใกล้ๆ นี้ยังมีที่เที่ยวอีกแห่งที่เราไปแวะกันคือ ‘น้ำตกแพมบก’ น้ำตกที่มองตอนแรกเหมือนจะเล็กนะคะ แต่ต้องเดินขึ้นเนินไปประมาณร้อยกว่าเมตร ข้ามสะพาน แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ ต้องร้อง โอ้โห! เลยล่ะ น้ำตกที่ไหลลงมาเป็นสาย ผ่านหน้าผาสูง (น่าจะหลายสิบเมตรนะ) ได้ยินเสียงน้ำตกกระทบด้านล่างแล้วเพลินเชียวค่ะ ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นสักแป๊บเราก็กลับออกมา มีฝรั่งกำลังมาถึง พร้อมไปเล่นน้ำกันแล้ว!

เราสังเกตว่าทำไมป้ายน้ำตกของที่นี่ ทั้งน้ำตกแพมบกที่ยืนอยู่ตรงนี้ กับน้ำตกหมอแปงที่แวะไปเที่ยวเมื่อวาน ต่างเต็มไปด้วยสติ้กเกอร์มากมาย แปะทั่วจนมองไม่เห็นตัวหนังสือเลยค่ะ เดาว่าน่าจะเป็นฝรั่งที่มาเที่ยวน้ำตกได้มาแปะไว้ มีความคูลๆ เหมือนอยู่เมืองนอกเลยเนอะ

ก่อนกลับเราแวะไปชิลที่คาเฟ่ในเมืองซะหน่อย อยากส่งโปสการ์ดหาเพื่อนด้วย :)

ถึงแล้ววววว ‘PuriPai Cafe’ มาพักภูริปายทั้งทีต้องขอสอง! มานั่งชิล จิบชากันก่อน คาเฟ่นี้จะตกแต่งคล้ายๆ ที่ภูริปายวิลล่า แต่มีความชิคเก๋และมีสีสันด้วยภาพเพ้นท์สวยๆ ที่ตกแต่งตามฝาผนัง ที่ร้านมีทั้งชา กาแฟ และเบเกอร์รี่ แถมตั้งอยู่บนถนนคนเดินปาย ใครแวะเวียนไปมา หาร้านกาแฟอยู่ก็มานั่งเล่นที่นี่ได้นะคะ ข้างๆ มีร้านโปสการ์ดที่เราต้องการ สั่งชาแล้วไปเลือกโปสการ์ดสวยๆ ส่งให้เพื่อนก่อนนะ

เถลไถลมานาน จนเพื่อนต้องเตือนสติให้กลับไปที่พักได้แล้ว เดี๋ยวจะไม่มีเวลาเก็บกระเป๋ากลับบ้าน แต่เอาเข้าจริงเหลือบดูนาฬิกาก็ยังมีเวลาชิลอยู่นะ เคยเป็นไหม? วันไหนที่ตื่นเช้าจะรู้สึกว่าใช้เวลาทั้งวันได้คุ้มมาก ระหว่างรอมื้อกลางวันเลยไปเก็บตกแถว The Barn เพราะข้างๆ จะมีสระว่ายน้ำใหญ่ เป็น Main Pool สามารถมาเล่นน้ำ นอนอาบแดดได้ ใครที่พักห้องแบบ Deluxe Room ก็ใกล้หน่อยโนะ บันไดที่อยู่ตรงกลางสระว่ายน้ำ จะนำไปสู่ห้องพักสุดพิเศษ ที่ตกแต่งไปเหมือนใครด้วยแหละ!

กระเถิบไปอีกนิดจะเป็นบาร์เครื่องดื่ม ผสมกับคาเฟ่ เพราะเขามีบริการทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบค็อกเทลเก๋ๆ หรือน้ำผลไม้ กาแฟ ชา และขนมเค้กก็มีให้สั่งมาทานกัน ใครอารมณ์ไหน เลือกสั่งกันได้เลย ที่สำคัญใครมากับเพื่อนและกำลังหาเกมส์สนุกๆ ตรงนี้ก็มีโต๊ะพูลด้วยจ้า

สั่งเสาวรสปั่นมาดื่มแล้วรู้สึกจดจื้น! ไปทานอาหารกลางวันกันดีกว่าค่ะ มื้อส่งท้ายแบบนี้การันตีความพรีเมี่ยมด้วยบุฟเฟต์อาหารเหนือ! กรีดร้องงงง มาแม่ฮ่องสอน 3 วัน ได้กินอาหารเหนือแล้วเจ้าาา

เช็ตแบบนี้สามารถสั่งล่วงหน้าได้สำหรับกลุ่มใหญ่ๆ 10 - 20 คน อะไรแบบนี้ มีครบทั้งน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ที่รายล้อมไปด้วยผักต้มและผักสุก ของโปรดเลยค่าาา ต่อด้วยลาบคั่ว(ลาบสไตล์เหนือ) แกงฮังเล แกงอ่อม ข้าวซอยน้ำเงี้ยว ข้าวซอยไก่ โหยยยยยย ฟิน! ปิดท้ายด้วย ข้าวต้มหัวหงอก หรือข้าวต้มใส่ถั่วแล้วน้ำมาคลุกกับมะพร้าวจนขาวนั่นเอง 


ปิดท้ายทริปเที่ยวปาย 3 วัน 2 คืน ซึ่งเรายกให้ PuriPai Villa เป็นหนึ่งในที่พักที่เก็บเข้าลิสต์ที่ต้องมาชิลหน้าฝน สูดกลิ่นหญ้า สัมผัสแดดอ่อนๆ พร้อมกับชมวิวรุ้งกินน้ำ รับรองว่าวันหยุดแล้วใครอยากหนีความวุ่นวายของเมืองกรุง อยากหลบไปใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องที่นี่เลยค่ะ



โดย ชิไปไหน