มาถึงตอนสุดท้ายของการเดินทางนั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ  6 วัน 5 คืน กันแล้วนะคะ ซึ่งจากตอนที่แล้วฮานะพาเพื่อนๆ ไปชมความน่ารักของน้องม้าที่ Toimisaki ไปแช่ออนเซ็นและชม Kirishima Open Air Museum ที่เมืองคิริชิม่า จากนั้นไปตามล่าหาคุมะมงที่เมืองคุมาโมโต้กันมาแล้ว ตอนสุดท้ายนี้ฮานะจะพาเพื่อนๆ ไปตกหลุมรักเมืองนางาซากิกันค่ะ พร้อมแล้วก็ตามไปชมกันเลย


(สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่นี่>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 1 นั่งรถไฟยูฟูอินโนะโมริไปแช่ออนเซ็นที่เบปปุ


>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ  6 วัน 5 คืน ตอนที่ 2 ไปแช่น้ำร้อนนอนกอดเขาที่คิริชิม่าแล้วไปตามหาพี่หมีคุมะมง)


Day 4

เช้าวันนี้เราร่่ำลาเมิืองน่ารักคุมาโมโต้ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองอาริตะซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องเคลือบดินเผา โดยนั่งรถไฟชินกันเซ็น TSUBAME 316 ไปยังสถานี SHIN-TOSU 

ใช้เวลาแค่ 28 นาที รถไฟชินกันเซ็นก็พาเรามายังสถานี SHIN-TOSU จากนั้นเราก็จะต้องต่อรถไฟ LTD. EXP MIDORI 5 ไปยังสถานีอาริตะ


มาแล้วค่ะ  LTD. EXP MIDORI 5 สีสันสดใสมากๆ 

จากสถานี SHIN-TOSU ประมาณ 57 นาทีเราก็มาถึงเมืองอาริตะ เมืองเล็กๆ ในจังหวัดซากะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะคิวชู เมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องเคลือบดินเผา (Porcelain) หรือที่เรียกว่า อาริตะ-ยากิ (Arita-yaki)

โดยวันนี้เราจะไปทำเครื่องประดับจากเครื่องเคลือบดินเผาที่ร้าน Ninomiya Kanzan ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟอาริตะ

ภายในร้านมีของฝาก เครื่องประดับน่ารักที่ทำจากเครื่องเคลือบดินเผาให้เลือกซื้อมากมาย

โดยที่นี่เขามีกิจกรรมให้เราได้ลองทำเครื่องประดับจากเครื่องเคลือบดินเผาด้วยตัวเองราคาค่าทำประมาณ 1,600 เยน หรือประมาณ 480 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง)  วิธีทำเขาจะเตรียมอุปกรณ์ที่ประกอบไปด้วยสี ดินสอ พู่กันและตัวล็อกเก็ตเอาไว้ จากนั้นก็ใช้ดินสอร่างลวดลายที่อยากได้ไปบนล็อกเก็ค แล้วใช้พู่กันจุ่มสีค่อยๆ เขียนลายไปบนล็อกเก็ต และทางร้านจะนำไปเผาให้โดยใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งทางร้านจะมีบริการส่งให้ภายในประเทศญี่ปุ่น ใครที่มีเพื่อนมีญาติอยู่ที่ญี่ปุ่นสามารถให้ทางร้านส่งไปได้เลยค่ะ 


บริเวณใกล้ๆ กับร้านมี Tourist Information ที่ดีไซน์เก๋ไก๋ สามารถเข้าไปสอบถามข้อมูล ขอแผนที่ และยังมีคาเฟ่ให้นั่งชิลอีกด้วย ใครที่ต้องการเช่ารถ เช่าจักรยานขับเที่ยวในเมืองก็มาติดต่อที่นี่ได้เลยค่ะ ค่าเช่าจักรยาน 500 เยน/วัน หรือประมาณ 150 บาท

อาริตะนั้นเป็นเมืองที่เหมาะกับการมาปั่นจักรยานมากๆ ค่ะ เพราะมีที่เที่ยวน่าสนใจมากๆมาย ทั้ง พิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้า ที่เที่ยวทางธรรมชาติ แต่วันนี้เรามีเวลาไม่เยอะเลยขอเดินชมบริเวณตัวเมืองที่มีบ้านเรือนทรงตะวันตกและบ้าน Machiya house ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่น สร้างตั้งแต่สมัยปลายยุคเอโดะจนถึงต้นยุคโชวะ ตั้งเรียงรายสองข้างทาง


จากนั้นเรามาทานอาหารกลางวันที่ร้าน Aritayaki gozen-Honjin 

เป็นร้านเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่นมีหน้าต่างกระจกที่ให้เราสามารถทานอาหารไปพร้อมกับชมสวนสไตล์ญี่ปุ่นได้อีกด้วย


โดยจุดเด่นของร้านนี้คือเมนู Aritayaki-Gozen ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นของอาริตะ โดยจะเสิร์ฟมาในเครื่องเคลือบดินเผาอาริตะ-ยากิ (Arita-yaki) รูปทรงกล่องสี่เหลี่ยม

พอเปิดฝากล่องมาก็จะพบเมนูอาหาร 5 อย่าง ที่ทำจากไก่ของเมืองอาริตะ ผักที่ปลูกในท้องถิ่น และเต้าหู้ ทานกับข้าวสวย ซุป พร้อมกับมีของหวาน และกาแฟร้อนเสิร์ฟปิดท้าย โดยเซ็ทนี้ราคาเพียง 1,300 เยนหรือประมาณ 400 บาทเท่านั้นค่ะ ร้านนี้ฮานะแนะนำเลยเพราะหน้าตาสวยงาม รสชาติอร่อย และยังราคาถูกอีกด้วย ใครที่อยากตามไปทานสามารถไปตามพิกัดนี้ได้เลย GPS : 33.186669, 129.893357

จากเมืองอาริตะเรามุ่งหน้าสู่เมืองนางาซากิ โดยนั่งรถไฟ LTD. EXP MIDORI 11 ไปลงสถานีไฮกิ แล้วต่อรถไฟขบวน Seaside liner ไปลงนางาซากิ 

รถไฟขบวนสีฟ้าที่ทำให้นึกถึงทะเล หน้าต่างกว้างๆ เพื่อให้สามารถชมวิวทะเลได้อย่างเต็มตา

รถไฟวิ่งเลียบริมอ่าวโอมูระที่ทอดตัวยาวทำให้เรารู้สึกเหมือนรถไฟขบวนนี้วิ่งอยู่บนทะเลเลยค่ะ

ผ่านสวนสนุก Huis Ten Bosch ด้วยค่ะ เดี๋ยวไว้ทริปหน้าจะต้องแวะมาที่นี่ให้ได้

ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงเมืองนางาซากิแล้วค่ะ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฮานะมาเมืองนี้ ความรู้สึกแรกที่พบเมืองนี้คือเป็นเมืองที่มีบรรยากาศวินเทจมากๆ 

พาหนะหลักของคนเมืองนี้คือรถไฟ รถราง และรถบัส รถรางก็มีทั้งแบบสมัยใหม่ และแบบเรโทร ค่ารถราง 120 เยน/เที่ยวเท่านั้น (ประมาณ 36 บาท) ซึ่งวันนี้เราจะนั่งรถรางไปเที่ยวกันค่ะ สถานที่แรกที่เราจะไปนั้นคือโบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church) 

วิธีการเดินทางจากสถานีนางาซากินั่งรถใต้ดินสาย 1 แล้วไปต่อสาย 5 ลงที่ป้าย Ouratenshudo-shita เดินไปตามถนน Glover ที่ทั้งสองข้างทางจะมีร้านขายของฝาก ร้านขนมขึ้นชื่อของนางาซากิมากมายให้เลือกชิมกันค่ะ

ขนมขึ้นชื่อของนางาซากิก็คือคัสเทลล่า เป็นสปอนจ์เค้กเนื้อนุ่มทำจากแป้ง น้ำตาล และไข่ไก่ ซึ่งมีขายอยู่บนถนนเส้นนี้แนะนำว่าต้องซื้อกลับไปเลยค่ะเพราะอร่อยมากๆ 


พอเดินมาสุดถนนเราก็จะพบกับโบสถ์โออุระ (Oura Catholic Church) โบสถ์ศาสนาคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างมาตั้งแต่ยุคเอโดะประมาณปี ค.ศ.1864 ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อค้าชาวตะวันตกเข้ามาทำการค้าขายในเมืองนางาซากิ ตัวโบสถ์เป็นสไตล์โกธิกมีรูปปั้นพระแม่มารีย์อยู่ด้านหน้า

ด้านในตกแต่งด้วยไม้และกระจกสี และด้วยความสวยงามและความเก่าแก่ทำให้โบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติของชาติญี่ปุ่น โบสถ์เปิดทุกวันตั้งแต่ 8.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 600 เยน (ประมาณ 180 บาท)

จากโบสถ์โออุระเราเดินต่อไปยังสวนโกลฟเวอร์ (Glover Garden) ซึ่งเป็นที่ตั้งคฤหาสน์หรูของพ่อค้าชาวสกอตแลนด์ โทมัส เบลค โกลฟเวอร์ ที่เดินทางเข้ามาในนางาซากิเมื่อปี ค.ศ.1863 

ซึ่งที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีอาคารสไตล์ตะวันตกมากมาย ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่พักอาศัยของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าขายในนางาซากิโดยบ้านแต่ละหลังนั้นสามารถเข้าไปชมด้านในได้ Glover Garden เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 610 เยน (ประมาณ 185 บาท)


เริ่มจากหลังแรก Former Mitsubishi No.2 Dock House สร้างในปี 1896 สไตล์ตะวันตก มีเสาระเบียง 8 เสาในอดีตเคยเป็นที่พักของลูกเรือของบริษัทมิตซูบิชิที่ทำงานในอู่ซ่อมเรือ โดยจากชั้นบนสามารถชมวิวท่าเรือนางาซากิและภูเขาอินาเสะได้


ส่วนหลังนี้เป็นคฤหาสน์ของ โทมัส เบลค โกลฟเวอร์ (Former Glover House) บ้านสไตล์ตะวันตกย้อนยุค ด้านในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของโทมัส เบลค โกลฟเวอร์ 

ส่วนหลังนี้คือ Former Nagasaki District Court President's Official Residence เป็นบ้านของอดีตผู้ว่าเมืองนางาซากิ สร้างในปี ค.ศ.1883 เป็นอาคารสไตล์ยุโรปของรัฐบาลหลังเดียวที่ยังเหลืออยู่และปัจจุบันมีบริการให้เช่าชุดสไตล์ยุโรปในสมัยวิคตอเรียถ่ายรูปด้วยค่ะ โดยคิดค่าเช่าเริ่มต้นที่ 500 เยน

เช่าแล้วก็สามารถเดินถ่ายคู่กับสถานที่ต่างๆ ได้ เป็นกิจกรรมที่ฮานะชอบมากๆ สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนอยากจะมีภาพเก๋ๆ ก็มาถ่ายรูปสวยๆ กันได้เลย 

และสำหรับเมืองนางาซากินั้นมีความเชื่อว่าถ้าใครพบหินรูปหัวใจจะสมหวังในความรัก ซึ่งที่เมืองนางาซากินั้นมีทั้งหมด 2 ดวงค่ะวันนี้ฮานะเจอดวงแรกแล้วอยู่ที่สวนโกลฟเวอร์นี่เองค่ะ


จากสวนโกลฟเวอร์เราจะเดินทางไปชมวิวยามค่ำคืนของนางาซากิที่ได้รับการจัดอันดับเป็นวิวยามค่ำคืนที่สวยติดอันดับสามของโลกเลยล่ะค่ะ (รองจากฮ่องกงและโมนาโค)

วิธีการเดินทางนั่งรถรางสาย 1 หรือสาย 3 ไปลงสถานี Takaramachi แล้วเดินต่อไปประมาณ 5 นาทีก็จะถึงสถานีกระเช้าที่ขึ้นสู่ยอดเขาอินาสะ ค่ากระเช้า 720 เยน (ประมาณ 220 บาท) สำหรับเที่ยวเดียว และ 1,230 เยน  (ประมาณ 370 บาท) สำหรับไป-กลับ โดยใช้เลาประมาณ 15 นาที ซึ่งสถานีกระเช้าเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-22.00 น. นอกจากนี้ยังสามารถนั่งรถแท็กซี่หรือขับรถขึ้นไปบนยอดเขาได้ด้วยค่ะ

พอขึ้นมาถึงจุดชมวิวก็ประทับใจกับภาพตรงหน้าที่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา 

ทั้งวิวเมือง วิวทะเล และบรรยากาศยามพระอาทิตย์กำลังตกดินประทับใจเรามากๆ เลยค่ะ

วิวท่าเรือนางาซากิและยังสามารถมองเห็น Giant Cantilever Crane เครนยักษ์อีกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของนางาซากิได้ด้วย

บริเวณจุดชมวิวยังมีร้านอาหารที่วิวระดับล้านให้เราทานอาหารอร่อยพร้อมชมวิวยามค่ำคืนได้ด้วยกับร้าน Hikari Restaurant


ฮานะสั่งเมนูไฮไล์ของร้านนั่นก็คือ Nagasaki Beef Steak Turkey Rice โดยจะเป็นข้าวผัดสไตล์ตุรกี เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อของนางาซากิที่ย่างมาได้ที่ตัวเนื้อนุ่มไม่ต้องราดซอสก็อร่อยค่ะ ในจานยังมีสลัด สปาเก็ตตี้ผัดซอสมะเขือเทศ และซุป ในราคาเพียง 2,500 เยน (750 บาท) เท่านั้น ราคานี้กับวิวระดับล้านบอกเลยว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ค่ำคืนในนางาซากิผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนที่พักคืนนี้ฮานะพักที่ JR Kyushu Hotel Nagasaki ที่พักทำเลดีเยี่ยมซึ่งตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟนางาซากิเลยค่ะ ห้องขนาดกะทัดรัดสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคา 10,800 เยน/คืน (ประมาณ 3,200 บาท)


Day 5

เช้านี้เรายังเที่ยวนางาซากิกันต่อค่ะ โดยวันนี้ยังมีที่เที่ยวมากมายที่รอเราอยู่ ฮานะเริ่มต้นที่แรกที่เดจิมะ (Dejima) การเดินทางนั่งรถรางสาย 1 ไปลงสถานีเดจิมะ ค่าเข้าชม 510 เยน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น.

ซึ่งในอดีตที่นี่เคยเป็นเกาะที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกสในปี 1636 แต่เมื่อชาวโปรตุเกสถูกไล่ออกไปเพราะเรื่องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ พ่อค้าชาวดัชต์ก็มาแทนที่ ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ได้อนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่าและปรับปรุงบูรณะให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เหมาะกับการมาเดินเที่ยวถ่ายรูปพร้อมกับชมประวัติศาสตร์ของเมืองนางาซากิ


ระหว่างเดินเล่นในย่านเดจิมะเราก็จะได้พบกับเหล่าซามูไรที่เดินกันขวักไขว่ในเมือง ทุกคนน่ารักใจดี ขอถ่ายรูปได้ด้วยค่ะ


อาคารแต่ละหลังสามารถเข้าไปชมได้โดยเขาจะจัดแสดงพิพิธภัฑ์บอกเล่าประวัติศาสตร์ของนางาซากิ และจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนให้เราได้ชมชีวิตสุดหรูหราของเหล่าพ่อค้าชาวตะวันตกที่เข้ามาในนางาซากิ

ใกล้ๆ กับเดจิมะยังมีย่านไชน่าทาวน์ที่เรียกว่านางาซากิชินจิไชน่าทาวน์ (Nagasaki Shinji Chinatown) เป็นย่านไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ในญี่ปุ่นสร้างประมาณต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงท่ี่มีพ่อค้าชาวจีนเดินทางเข้ามาในนางาซากิ ภายในไชน่าทาวน์จะมีร้านอาหารจีน ร้านขายของที่ระลึกที่ตกแต่งสไตล์จีนพร้อมกับเพลงจีนที่เปิดคลอไปด้วย มาเดินที่นี่ทำให้นึกถึงเยาวราชบ้านเราเลยค่ะ


จากนั้นเรานั่งรถรางสาย 5 ไปลงสถานี Nigiwaibashi เพื่อไปยังสะพานแว่นตาหรือ (Megane Bashi) อีกหนึ่งที่เที่ยวไฮไลท์ของนางาซากิ สะพานแห่งนี้เป็นสะพานหินสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1634 โดยเป็นสะพานรูปโค้งเมื่อเงาของสะพานสะท้อนกับผิวน้ำจะทำให้เกิดรูปแว่นตาขนาดใหญ่


ซึ่งไม่ใช่ทุกมุมที่จะมองเห็นเงาสะท้อนในน้ำเป็นรูปแว่นตานะคะ ฮานะต้องเดินวนหลายรอบกว่าจะได้เห็นแว่นตาสวยๆ แบบนี้

อ๊ะ!!! หินรูปหัวใจก้อนสุดท้ายของนางาซากิฮานะเจอแล้วค่ะอยู่ที่สะพานแว่นตานี่เอง ขออธิษฐานเรื่องความรักก่อนนะคะ

มื้อกลางวันนี้เรามาฝากท้องไว้ที่ร้าน Shikairou (พิกัด GPS : 32.736533, 129.869766) ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนที่มีเมนูจัมปงซึ่งเป็นเมนูเลื่องชื่อของนางาซากิ 


ตัวร้านจะอยู่บนชั้น 5 ในอาคารทรงจีนซึ่งตั้งใกล้กับถนนโกลฟเวอร์ ด้านล่างจะเป็นพิพิธภัณฑ์จัมปงที่บอกเล่าเรื่องราวของจัมปงให้เข้าชมฟรีอีกด้วย 


บรรยากาศภายในร้านเนืองแน่นด้วยลูกค้ามากมาย และมีลูกค้าที่รอคิวเข้าไปทานอีกเยอะเลยค่ะ สาเหตุที่ร้านนี้ฮอตฮิตเพราะเป็นร้านต้นตำรับของจัมปงเมนูบะหมี่ที่คิดขึ้นโดยคนจีนในนางาซากิ ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1899 เป็นอีกร้านเด็ดที่ใครมานางาซากิก็ต้องมากินที่ร้านนี้


วิวในร้านสามารถมองเห็นท่าเรือนางาซกิได้ด้วย

รอไม่นานเมนูเด็ดของเรามาแล้วกับเมนูจัมปง บะหมี่เส้นเหนียวนุ่มในน้ำซุปรสกลมกล่อม พร้อมกับเครื่องมากมายทั้ง  เนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก ไข่ ผัก เสิร์ฟมาในชามใหญ่มากๆ ชามนี้ราคา 1,080 เยน (ประมาณ 324 บาท)


และที่เที่ยวสุดท้ายในนางาซากิที่ฮานะจะพาไปชมนั้นก็คือ Nagasaki Peace Park อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี ค.ศ.1945 ที่ทำลายเมืองนางาซากิแห่งนี้และมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน


การเดินทางไปที่นี่สามารถนั่งรถรางสาย 1 หรือสาย 3 ไปลงสถานี Hamaguchimachi แล้วเดินไปอีกนิดนึงค่ะ โดยสวนจะตั้งอยู่บนเนินมีบันไดและบันไดเลื่อน พอขึ้นไปปุ๊บก็จะพบกับสวนโล่งกว้างมีประติมากรรมที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้มากมาย หน้าทางเข้าจะมีน้ำพุพร้อมคำจารึกจากบันทึกของเด็กผู้หญิงในเหตุการณ์ครั้งนี้เขียนว่า


"คอแห้งจังเลยอยากกินน้ำ แต่น้ำที่มีก็มีเต็มไปด้วยน้ำมันที่ลอยอยู่เหนือน้ำ

ก็เลยต้องดื่มน้ำที่มีคราบน้ำมันนั้นเข้าไป"


แค่ข้อความสั้นๆ ข้อความนี้ก็ทำให้เราเห็นภาพความโหดร้ายของสงครามแล้วล่ะค่ะ


ด้านในมีรูปปั้นเสรีภาพ (Peace Statue) ซึ่งเป็นรูปปั้นผู้ชายสีฟ้าออกแบบโดย Seibo Kitamura ชาวนางาซากิ มือที่ชี้ขึ้นฟ้าแสดงถึงอันตรายของระเบิดปรมาณู มือที่ผายออกไปด้านข้างแสดงถึงสันติภาพ และดวงตาที่ปิดลงแสดงถึงการอธิษฐานให้กับผู้เสียชีวิตในครั้งนี้



ร่ำลานางาซากิและเดินทางกลับไปยังฮากาตะด้วย LTD. EXP KAMOME 30 ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 53 นาที

พอถึงฮากาตะปุ๊บท้องก็เริ่มร้องเลยค่ะ เราเลยไปจัดมื้อเย็นนี้ที่ร้าน Hakata Hanamidori ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟฮากาตะ (พิกัด GPS : 33.587336, 130.417219)โดยมีเมนูเด็ดของฮากาตะคือ Mizutaki (chicken hot pot) ซึ่งเป็นเมนูหม้อไฟที่ขึ้นชื่อของที่นี่ 

ซึ่งเมนูที่ฮานะสั่งมาจะเป็นเซ็ทเมนูราคา 4,350 เยน (ประมาณ 1,252 บาท) โดยจะเสิร์ฟเป็นเซ็ทที่มีเมนูออเดิร์ฟ และหม้อไฟพร้อมน้ำซุปและเนื้อไก่ เมื่อหม้อไฟเดือดได้ที่จะมีพนักงานคอยมาบริการที่โต๊ะโดยเริ่มจากตักน้ำน้ำซุปที่ใส่ต้นหอมกับเกลือให้เราชิม น้ำซุปรสกลมกล่อมหอมอร่อยมากๆ ค่ะ จากนั้นพนักงานจะรินซอสพอนสึพร้อมตักเนื้อไก่ใส่ลงไปในถ้วยซอส ซึ่งเนื้อไก่นุ่มเปื่อยทานกับน้ำซอสพอนสึที่มีรสเปรี้ยวนำอร่อยมากๆ 


พอเราทานหมดแล้วพนักงานก็จะนำไก่บดตักให้เป็นก้อนแล้วนำไปใส่ในหม้อไฟ จากนั้นใส่เครื่องในไก่ลงไป ตามด้วยคอลลาเจน แล้วให้เราใส่ผัก ใส่ฟองเต้าหู้ ได้ตามชอบเลยค่ะ


พอทานเสร็จปุ๊บพนักงานก็จะนำข้าวและไข่มาใส่ลงในน้ำซุปกลายเป็นเมนูข้าวต้มที่อร่อยสุดๆ เลยค่ะ


ค่ำคืนสุดท้ายของเราคนนี้พักที่ Nishitetsu Hotel Croom Hakata ที่พักสุดหรูดีไซน์สวยและตั้งอยู่ใกล้สถานีฮานกาตะอีกด้วย ห้องที่เราพักเป็นแบบ Business Single Room ราคา 13,000 เยน/คืน (ประมาณ 3,900 บาท) สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

Day 6

เช้าวันสุดท้ายเราเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยแล้วค่าาาา


6 วัน 5 คืนทริปนี้ของฮานะได้จัดเต็มเที่ยวคิวชูตั้งแต่เหนือจดใต้ แต่ที่เที่ยวที่ฮานะพาไปชมนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งในคิวชูเท่านั้นนะคะ ยังมีที่เที่ยวอีกมากมายที่รอให้เราไปสัมผัส แค่อ่านบทความนี้มันไม่มันส์หรอกค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเที่ยวคิวชูนั้นมันส์ขนาดไหนก็มาออกเดินทางไปสัมผัสคิวชูด้วยตัวคุณเองเลยดีกว่า