ฮานะไปคิวชูครั้งแรกเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว สาเหตุที่ไปเพราะต้องการไปตามรอยรถไฟเจอาร์คิวชูที่ออกแบบโดยคุณเอจิ มิโตะโอกะ ผู้ที่เปลี่ยนรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข หลังจากกลับมาจากการเดินทางในครั้งนั้นฮานะก็วางแพลนที่จะกลับไปอีกครั้ง แต่เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คิวชูเมื่อเดือนเมษายน 2559 แผนการเดินทางที่วางไว้ก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด


และครั้งนี้ฮานะโชคดีได้เดินทางกลับไปคิวชูอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเดินทางทั้งหมด 6 วัน 5 คืน เน้นการเที่ยวด้วยรถไฟไปทั่วเกาะคิวชู ไปสัมผัสสถานที่เที่ยวมากมาย ไปแช่ออนเซ็น และทานอาหารอร่อยที่ขึ้นชื่อของคิวชู ใครที่กำลังวางแพลนไปเที่ยวคิวชูก็เตรียมกระเป๋าเดินทางกันให้พร้อม และมาออกเดินทางไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

Day 1

จากสนามบินสุวรรณภูมิเรานั่งเครื่องบินของสายการบินไทยไปยังสนามบินฟุกุโอกะ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง พอผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าปุ๊บก็เตรียมเดินทางเข้าเมืองกันค่ะ โดยวิธีเดินทางเข้าเมืองนั้นมีหลายวิธี ทั้ง รถไฟใต้ดิน รถแท็กซี่ และรถบัส ซึ่งครั้งนี้เราเลือกนั่งรถบัสไปลงสถานีรถไฟฮากาตะ  ป้ายรถบัสจะอยู่บริเวณหน้าประตูทางออกเลยค่ะ ออกจากประตูปั๊บก็มองหาป้ายหมายเลข 1 ซึ่งเป็นจุดจอดรถ City Bus ที่วิ่งเข้าเมืองฮากาตะ ค่ารถ 260 เยน สามารถซื้อตั๋วได้ที่เครื่องออกตั๋วอัตโนมัติภายในสนามบินได้เลย


ถึงแล้วค่าาา สถานีฮากาตะ กว้างใหญ่ดีจัง ^_^



พอถึงสถานีรถไฟก็ต้องนำตั๋วรถไฟเจอาร์คิวชูพาส ที่ซื้อมาจาก HIS ที่เมืองไทยไปเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงที่เคาน์เตอร์ของเจอาร์คิวชูภายในสถานี ซึ่งคิวชูพาสที่ฮานะเลือกมานั้นเป็นประเภท All Kyushu Area Pass แบบ 5 วันติดต่อกัน ราคา 18,000 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,458 บาท (อ้างอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนของวันที่ 5 กันยายน 2560) ทางเจ้าหน้าที่จะถามว่าเราว่าจะเปิดใช้วันที่เท่าไร เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปนั่งรถไฟได้แล้ว


แทนแท้นนนน ได้มาแล้วค่า ตัว All Kyushu Area Pass ที่เราจะใช้นั่งรถไฟตลอดทริป วิธีใช้ก็ง่ายมากแค่โชว์ตั๋วใบนี้ให้กับนายสถานี เราก็สามารถเดินผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย เป็นบัตรเบ่งที่คุ้มมากๆ เพราะใช้ได้กับรถไฟของเจอาร์คิวชูทุกสายทั่วทั้งเกาะคิวชู (ยกเว้นรถไฟ Sanyo Shinkansen ที่วิ่งระหว่าง ฮากาตะ และ โคคุระ) และยังสามารถจองที่นั่งได้ 16 ครั้งฟรี/คน สำหรับตั๋วแบบ 5 วัน ส่วนใครที่กลัวว่าขบวนสุดฮอตจะเต็มตอนนี้เขาสามารถจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ได้แล้วค่ะ แต่จะต้องเสียค่าจอง 1,000 เยนต่อเที่ยว ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย>>www.jrkyushu.co.jp/english/rai... 




และรถไฟที่เราจะขึ้นในครั้งนี้คือรถไฟขบวนยอดฮิต Yufuin No Mori หนึ่งในผลงานการออกแบบของคุณเอจิ มิโตะโอกะ โดยจะมีให้บริการวันละ 3 เที่ยว ได้แก่ Yufuin No Mori 1 ออกจากสถานีฮากาตะเวลา 9.24 น., Yufuin No Mori 3 ออกจากสถานีฮากาตะเวลา 10.25 และ Yufuin No Mori 5  ออกจากสถานีฮากาตะเวลาเวลา 14.35 น. ซึ่งขบวนที่ 1 กับ 5 จะวิ่งไปสุดสายที่สถานียูฟูอิน มีเพียงขบวนเดียวคือขบวน 3 ที่จะวิ่งยาวไปถึงสถานีเบปปุ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 10 นาที 


จุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้คือเมืองเบปปุ เมืองน้ำพุร้อนที่ขึ้นชื่อของเกาะคิวชูค่ะ โดยเราจะต้องนั่ง Yufuin No Mori 3 ออกจากสถานีฮากาตะเวลา 10.25 น. และจะไปถึงเบปปุตอน 13.35 น.


พอใกล้ถึงเวลา 10.25 น.  รถไฟสีเขียวมะกอก Yufuin No Mori ก็แล่นมาจอดที่สถานี และออกตรงเวลาเป๊ะๆ แบบไม่ผิดแม้เสี้ยวนาทีเลยล่ะค่ะ


ขอไปเดินสำรวจบรรยากาศบนรถไฟกันก่อนว่าจะสวยงามขนาดไหน โดย Yufuin No Mori ขบวนนี้เป็นรถรุ่น KiHa 72 มีทั้งหมด 4 ตู้โดยสารค่ะ ภายในเน้นใช้สีเขียวตามชื่อของ Yufuin No Mori   ที่แปลว่าป่าของยูฟูอิน เน้นใช้วัสดุจากผ้า งานไม้ ในการตกแต่ง


เริ่มจากตู้โดยสารที่ฮานะนั่งก่อนค่ะ เบาะนั่งกว้างขวางมากๆ นั่งสบายกว่าในเครื่องบินอีก ตัวเบาะจะบุด้วยผ้าที่เป็นลายใบไม้เก๋ไก๋ แหงนมองไปบนเพดานก็จะเจอลวดลายใบไม้สีเขียวคล้ายกับลายบนเบาะนั่ง ที่วางแขนและพื้นทางเดินทำจากไม้ หน้าต่างเป็นกระจกใสมีม่านบังแสงไม้ไผ่กันแดด


เดินมาชมที่หัวขบวนกันบ้างค่ะ บริเวณห้องคนขับจะเป็นกระจกใสเราสามารถมองเห็นคนขับรถไฟจากห้องคนขับได้เลย


แอบอิจฉาพี่คนขับที่น้่งขับรถไฟไปพร้อมกับชมวิวสวยๆ อย่างเต็มตา

ระหว่างตู้ขบวนจะมีทางเดินเชื่อมที่เขาทำเป็นสะพานทางเดินเก๋ไก๋มากๆ ค่ะ

ห้องน้ำสะอาดมากๆ ไม่มีกลิ่นมารบกวน

ใครที่นั่งเมื่อยๆ อยากยืดแข้งยืดขาก็มีที่ให้ยืนชมวิวได้ด้วยค่ะ


อ๊ะ เริ่มหิวแล้วค่ะ ไปหาของกินที่ห้องสเบียงกันค่ะ

ห้องเสบียงขนาดเล็กมีพนักงานยืนประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เราสามารถเดินมาสั่งอาหารในห้องเสบียงได้ และยังมีบริการขายอาหารและของฝากถึงโต๊ะที่นั่งอีกด้วยนะ ส่วนอาหารที่ขายบนรถไฟก็มีมากมายค่ะทั้งขนมขึ้นชื่อของคิวชู เครื่องดื่มและข้าวกล่องรถไฟหรือที่เรียกว่าเอกิเบน แต่ละขบวนข้าวกล่องก็หน้าตาไม่เหมือนกันนะคะ อย่างขบวนนี้จะมีให้เลือก 2 แบบ คือกล่องเล็ก Yufuin Wappa ราคา 720 เยน หรือประมาณ 220 บาท ซึ่งเป็นข้าวปั้นที่ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ น่ารัก คลุกด้วยผงโรยข้าว ทานกับผัก เห็ดหอม เต้าหู้ วางมาในกล่องไม้ไผ่ หน้าตาดีและยังอร่อยด้วย

ส่วนกล่องนี้ชื่อ Yufuin No Mori Bento ราคา 1,030 เยน หรือปประมาณ 312 บาท ตัวข้าวจะเป็นข้าวผัดซอสทานกับเครื่องเคียงผักต้ม ไข่หวาน เต้าหู้ บรรจุอยู่ในกล่องไม้ไผ่อร่อยไม่แพ้กันเลย

นั่ง Yufuin No Mori  ก็ต้องลองมาชิม Yufuin Cider แค่เห็นขวดก็เก๋แล้วค่ะ ฮานะเก็บขวดกลับมาบ้านด้วยชอบมากๆ รสชาติคล้ายๆ สไปรท์ทานแล้วสดชื่นมากๆ 


และสำหรับรถไฟคิวชูนั้นเขามีความพิเศษคือแจกโปสการ์ดฟรีที่สามารถปั๊มลายของรถไฟได้ด้วยค่ะ 

ด้านหน้าของโปสการ์ดจะเป็นรูปรถไฟ Yufuin No Mori เก็บเป็นของที่ระลึกกลับบ้านได้ด้วย

ระหว่างที่นั่งชิลชมวิวอยู่ก็มีพนักงานมาเดินให้บริการถ่ายรูปกับป้ายรถไฟ น่ารักมากๆ เลยค่ะ

วิวระหว่างทางจากกระจกหน้าต่างรถไฟ ภาพทุ่งนาสีเขียวขจี ล้อมรอบด้วยทิวเขา และบ้านหลังเล็กหลังน้อย พร้อมสายฝนที่ตกโปรยปรายมาให้ชุ่มฉ่ำ

3 ชั่วโมงกว่าๆ รถไฟก็มาถึงสถานีเบปปุ เราถ่ายรูปความประทับใจและยืนรอส่งรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา เหมือนกับคุณเอจิกล่าวไว้ว่า "รถไฟไม่ได้เป็นเพียงพาหนะที่นำพาเราไปยังจุดหมายปลายทาง แต่รถไฟนั้นคือพื้นที่แห่งความสุข"  และด้วยสาเหตุนี้เองที่รถไฟขบวนนี้กลายเป็นสายสุดฮิตที่มักเต็มตลอดเวลา ก็เพราะหลายคนต่างฝันที่จะมาสัมผัสความสุขบนรถไฟขบวนนี้กันให้ได้สักครั้งหนึ่ง

เที่ยวบนรถไฟจนอิ่มใจกันไปแล้วก็ถึงเวลาไปตะลุยเที่ยวเมืองเบปปุกันบ้างค่ะ เบปปุตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ เป็นเมืองออนเซ็นที่ขึ้นชื่อที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งไฮไลท์ของเมืองนี้ก็คือบ่อน้ำร้อนขุมนรก 8 บ่อ!! ประกอบไปด้วย Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku และ Yama Jigoku ที่ตั้งชื่อได้น่ากลัวก็เพราะเขาเปรียบความเดือดพล่าoของน้ำร้อนให้เหมือนขุมนรก แต่ขุมนรกที่นี่ใครๆ ก็อยากจะมากันทั้งนั้นเลย ถ้างั้นเราไปทัวร์บ่อนรกกันเลย โดยวันนี้เราไม่ได้ไปทัวร์ทั้ง 8 บ่อนะคะ แต่ฮานะขอเลือก 3 บ่อเด่นๆ คือ Chinoike Jigoku, Umi Jigoku,  และ Kamado Jigoku มาให้เพื่อนๆ ได้ชม แต่ละบ่อนั้นจะมีค่าเข้าชม 400 เยน/บ่อ ใครที่อยากชมทั้ง 8 บ่อสามารถซื้อแบบตั๋วรวม 2,000 เยนก็ได้ค่ะ จะประหยัดกว่า 


เริ่มจากบ่อแรก Chinoike Jigoku (บ่อนรกสีเลือด) การเดินทาง นั่งรถบัสสาย 26A จากสถานีเบปปุ(East Exit) ไปลงป้าย Chinoike Jigoku Mae ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ค่ารถ 390 เยน


พอมาถึงก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า บ่อสีแดงๆ ส้มๆ ที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้สีเขียวมีควันสีขาวลอยเอื่อยอยู่บนผืนน้ำ โดยสาเหตุที่เป็นสีแดงก็เพราะมีส่วนประกอบของสนิมเหล็ก อุณหภูมิของน้ำร้อนประมาณ 78 องศาเซลเซียส ในอดีตเคยมีการนำโคลนสีแดงในบ่อมาย้อมเสื้อผ้าด้วยนะคะ

มีบ่อออนเซ็นเล็กๆ ให้แช่เท้าฟรีด้วยค่ะ

จาก Chinoike Jigoku Mae เราจะเดินทางต่อไปยัง Umi Jigoku โดยนั่งรถบัสสาย 26A ไปลงป้าย Umi Jigoku Mae ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 นาที 

ก่อนจะเดินเข้าไปชมบ่อน้ำร้อนก็จะผ่านสระบัว ที่เขาบอกว่าใบบัวขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในน้ำนั้นสามารถรับน้ำหนักเด็กตัวเล็กๆ ได้สบายเลยค่ะ

มาถึงแล้วค่ะ Umi Jigoku บ่อนรกสีฟ้าใสที่มีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นไปด้านบนพร้อมกับเสียงน้ำพุร้อนดังฟู่ๆ แร่โคบอลต์ (Cobalt) ในน้ำทำให้น้ำมีสีฟ้าสวยงามราวกับน้ำทะเลเดือด บ่อแห่งนี้มีความลึก 150 เมตร และมีความร้อน 98 องศาเซลเซียสค่ะ

มีบริการต้มไข่ด้วยนะคะ จิ้มกับเกลืออร่อยมากๆ 

บริเวณใกล้ๆ กับบ่อน้ำร้อนมีศาลเจ้าเล็กๆ พร้อมกับเสาโทริสีแดงให้เดินขึ้นไปไหว้ได้ด้วยค่ะ 

ปิดท้ายด้วยบ่อ Kamado Jigoku ที่อยู่ใกล้ๆ กับ  Umi Jigoku  สามารถเดินไปได้ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

Kamado Jigoku หรือบ่อเตาอบนรก ที่มาของชื่อนี้เนื่องจากสมัยใช้บ่อนี้ในการปรุงอาหาร โดยภายในจะแบ่งเป็นบ่อย่อยๆ ได้อีก 6 บ่อ

บ่อแรกจะเป็นบ่อเล็กๆ สีส้มแดงเหมือนกับบ่อ Chinoike Jigoku

รูปปั้นยักษ์ที่นั่งอยู่บนหม้ออบคือสัญลักษณ์ของบ่อนรกแห่งนี้

มีจุดให้ลองชิมน้ำร้อนได้ด้วยค่ะ ฮานะไปชิมมาแล้วรสชาติก็จะออกเค็มๆ และมีกลิ่นแร่ธาตุค่อนข้างแรง

มีบ่อสีฟ้าใสเหมือนกับ  Umi Jigoku ด้วย

บ่อโคลนที่มีโคลนกำลังเดือดเลยค่ะ

บ่อน้ำสีฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดใน 6 บ่อ

ข้างๆ กันเป็นบ่อสีเลือด ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาโชว์การเป่าควันบุหรี่ลงไปที่บ่อ เมื่อควันกับควันเจอกันก็กลายเป็นควันขนาดใหญ่พวยพุ่งออกมาจากบ่อน้ำร้อน ซึ่งถ้าเราเป่าแค่ลมหายใจลงไปก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่แปลกมากๆ และเป็นการโชว์ที่นักท่องเที่ยวชอบมากๆ 

หลังจากทัวร์บ่อนรกเรียบร้อยแล้ว แพลนวันนี้ของเราคือนอนค้างที่เบปปุหนึ่งคืนค่ะ แต่ก่อนจะเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมฮานะขอไปทานอาหารเย็น อร่อยๆ กันก่อนที่ร้าน Suzuyoshi ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม Sunvalley Annex ที่เราจะพักกันคืนนี้พิกัดร้านนี้ที่นี่เลยค่ะ GPS : 33.303369, 131.495412

สไตล์อาหารของร้านนี้เรียกว่าอาหารสไตล์ไคเซกิ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดของอาหารญี่ปุ่น มีการจัดตกแต่งประณีตสวยงาม โดยเขาจะจัดมาในจานเล็กๆ ให้เราได้ทานอาหารได้หลากหลาย ขอบอกว่าอร่อยทุกอย่างเลยค่ะ โดยเซ็ตนี้ที่เราสั่งมานั้นราคา 1,950 เยนหรือประมาณ 600 บาทเท่านั้น

ทานอาหารกันจนอิ่มอร่อยแล้วก็ปิดท้ายค่ำคืนนี้กับโรงแรม Sun Valley Annex ที่พักพร้อมออนเซ็นตั้งอยู่ใกล้ทะเล สามารถชมวิวทะเลจากห้องพักได้ ราคาที่พักเริ่มต้นที่ 6,480 เยน/คน หรือประมาณ 2,000 บาทเท่านั้น

ห้องพักของเราในคืนนี้ค่ะแบบ Single Room สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน 


มีชุดยูกาตะไว้ให้ด้วย 

ห้องน้ำขนาดไม่ใหญ่แต่มีอ่างอาบน้ำให้แช่ผ่อนคลายจากการเดินทาง

แต่คืนนี้เราจะไม่แช่น้ำในอ่างอาบน้ำเพราะเราจะไปแช่ออนเซ็นของโรงแรม ซึ่งเป็นห้องอาบน้ำแบบรวมแยกหญิง-ชายที่เราสามารถเข้าใช้บริการฟรี โดยออนเซ็นจะเปิดเวลาประมาณตี 5 และปิดตอนเที่ยงคืนค่ะ คนไทยอย่างเราอาจจะไม่ชินกับการแช่น้ำรวมกับคนอื่นแต่ฮานะแนะนำว่ามาญี่ปุ่นก็ต้องลองมาแช่ออนเซ็นกันสักครั้ง เพราะถ้าได้ลองแช่ครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็รับรองจะเลิกเขินและติดใจเหมือนฮานะแน่นอนค่ะ 


ขั้นตอนการแช่ออนเซ็นของญี่ปุ่นคือเราจะต้องอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนจะลงแช่ในบ่อน้ำร้อน โดยต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วนำไปเก็บไว้ในล็อกเกอร์หรือในตะกร้า แล้วนำผ้าผืนเล็กๆ สำหรับไว้เช็ดหน้าแค่เพียง 1 ผืนติดตัวไปด้วย จากนั้นก็มานั่งอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด แล้วใช้น้ำร้อนในบ่อราดตัวเพื่อให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิของน้ำร้อน ราดที่หัวด้วยเพื่อลดการวิงเวียนศีรษะและหน้ามืด 


เวลาลงแช่แนะนำว่าลงไปแค่ครึ่งตัวก่อนเพื่อให้ร่างกายสัมผัสน้ำร้อนอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ลงไปอย่างเต็มตัว เมื่อร่างกายปรับอุณหภูมิได้แล้วก็เริ่มขยับแขนขา จะรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลาย สบายตัวมากๆ แต่ไม่ควรแช่นานนะคะเพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ หลังจากแช่แล้วก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวไม่ต้องอาบน้ำอีกครั้งเพราะจะทำให้แร่ธาตุถูกชะล้างออกไป

ค่ำคืนแรกผ่านไปอย่างมีความสุข พักผ่อนอย่างเต็มที่ในคืนนี้ เพราะโปรแกรมเที่ยวของเรากำลังรอเราอยู่มากมายในวันพรุ่งนี้ค่ะ


Day2

เช้านี้เช็คเอาท์และร่ำลาเมืองเบปปุเพื่อเดินทางต่อยังเมืองมิยาซากิด้วยรถไฟ Limited Express NICHIRIN 3 ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 31 นาที ด้านนอกใช้สีดำ ให้อารมณ์แบบโมเดิร์นล้ำๆ เท่ๆ 

ด้านในจะใช้สีเงินราวกับว่าเรากำลังนั่งอยู่ในยานอวกาศเลยค่ะ เบาะบุผ้า มีพื้นที่กว้างนั่งสบาย

ฮานะชอบที่นั่งแบบนี้มากๆ เป็นที่นั่งสำหรับ 4 คน มีกระจกใสกั้นเป็นส่วนตัว 

และที่ปลื้มที่สุดคือกระจกหน้าต่างที่กว้างมากๆ สามารถชมวิวได้อย่างเต็มตา โต๊ะไม้สามารถพับเก็บได้ พร้อมโคมไฟโมเดิร์นได้อารมณ์ยานอวกาศมากๆ เลย

นั่งชิลชมวิวเพลินๆ ก็มาถึงสถานีมิยาซากิแล้วค่ะ โดยเราจะไปทานอาหารขึ้นชื่อของเมืองมิยาซากิกันที่ร้าน Ogura main shop ร้านดังของเมืองมิยาซากิที่มีดาราดังของญี่ปุ่นมาทานกันมากมาย ตัวร้านจะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีมิยาซากิ  ซึ่งร้านนี้เขามี 3 สาขาค่ะ โดยสาขาแรกนั้นเปิดมาตั้งแต่ปี 1955 รวมเวลาแล้วก็ 60 กว่าปี ถือเป็นร้านที่ใครมาเมืองนี้ก็ต้องแวะมากิน ช่วงตอนกลางวันคนจะเยอะมากๆ ต้องจองคิวกันเลยค่ะ ใครที่อยากตามไปทานก็ไปตามนี้ได้เลย GPS : 31.908206, 131.429667

อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ Chicken Namban หรือไก่ทอดซอสนัมบัง เสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดและสปาเก็ตตี้ผัดซอสมะเขือเทศในจานใหญ่มากๆ ซึ่งตัวไก่จะไม่ได้กรอบมากแต่จะมีความนุ่ม ความชุ่มของเนื้อไก่ ตัวซอสจะเปรี้ยวๆ หวานๆ ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมากๆ ค่ะ จานนี้ราคา 1,010 เยน หรือประมาณ 300 บาทเท่านั้น

ทานเสร็จแล้วก็เตรียมตัวเดินทางกันต่อ แต่อ๊ะ!!! ไม่ใช่ตอนนี้นะคะ เพราะเรื่องราวการเดินทางต่อจากนี้เราขออุบไว้ก่อน แต่ขอแง้มไว้ว่าตอนหน้าจะพาไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ด้วยในญี่ปุ่น จะเป็นที่ไหนรอติดตามกันเลย


ติดตามตอนต่อไปที่นี่>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 2 ไปแช่น้ำร้อนนอนกอดเขาที่คิริชิม่าแล้วไปตามหาพี่หมีคุมะมง

>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 3 นางาซากิเมืองนี้ที่หลงรั