ผ่านไปแล้วกับทริปญี่ปุ่นที่จัดโดยชิลไปไหน พาสมาชิกทั้ง 11 ชีวิตเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น

งานนี้ฮานะเลยอาสาขอทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวเก็บตกภาพเหตุการณ์ประทับใจในการเดินทาง

มาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟัง

karok_eat

เราออกเดินทางกันวันที่ 24 พฤษภาคม เวลาตี 3 โดยนัดกันที่สุวรรณภูมิ 

เป็นวันแรกที่สมาชิกทริปทุกท่านได้มาเจอกัน จากคนแปลกหน้าวันนี้เป็นวันแรกที่เราจะต้องเดินทางร่วมกัน

ฮานะสังเกตว่าทุกคนต่างก็ตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เดินทางในวันนี้

ตัวฮานะเองที่ไปญี่ปุ่นมาหลายครั้งแล้วก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเลยล่ะค่ะ

 

เราเช็คอิน รับบอร์ดดิ้งพาส ผ่านขั้นตอนทาง ตม.ประเทศไทย เรียบร้อยก็เข้าไปรอกันที่เกท

โดยครั้งนี้เราใช้บริการสายการบินเดลต้าแอร์ไลนส์ เที่ยวบินที่ DL284

ออกจากเมืองไทย 6 โมงเช้า แล้วไปถึงญี่ปุ่นตอน บ่าย 2 โมง

เครื่องบินพาเราบินออกจากประเทศไทย ผ่านเวียดนาม ผ่านใต้หวัน

จอพีทีวีตรงที่นั่งฮานะกำลังแสดงว่าเรากำลังบินผ่านทะเลจีนใต้ เข้าสู่ทะเลของญี่ปุ่น

ประเทศที่เป็นเกาะ ที่ประกอบด้วย 4 เกาะ คือฮกไกโด ฮนชู คิวชูและชิโกกุ

ฮานะว่าญี่ปุ่นนั้นด้วยความที่เป็นเกาะส่วนหนึ่งจึงมีวัฒนธรรมในแบบของตัวเอง

และอีกส่วนก็นำวัฒนธรรมของที่อื่นมาอะแด๊ปให้เป็นแบบญี่ปุ่น

จากประวัติศาสตร์ในอดีตที่ฮานะเคยอ่านมามีบางช่วงที่เขาอินดี้ก็ปิดเกาะไม่ติดต่อกับใคร

แต่หารู้ไหมว่าภายในประเทศเขาเองก็มีการพัฒนาไปเหมือนกัน

มีคนมากมายเคยถามฮานะว่าทำไมไปญี่ปุ่นบ่อยจัง ประเทศนี้มีอะไรดีเหรอ

ฮานะก็จะตอบไปว่า เมืองน่ารัก อากาศดี อาหารอร่อย มีวัฒนธรรมแบบเก่าที่ยังรักษามาถึงวันนี้

และยังสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ที่มีแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ทำได้

แถมคนยังซื่อตรง เป็นระเบียบ ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว

มีเหตุผลอะไรล่ะคะที่ทำให้ฮานะไม่ชอบญี่ปุ่น (แถมผู้ชายยังน่ารักอีกต่างหาก)

 เล่าซะยาวมาดูการเดินทางกันต่อ เราถึงญี่ปุ่นประมาณ บ่าย 2 โมง

(เครื่องบินใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่บ้านเขาเร็วกว่าเรา 2 ชั่วโมง)

ผ่าน ตม.อย่างเรียบร้อย ใครว่าว่าตม.ญี่ปุ่นผ่านยากขอเถียงขาดใจ

เพียงแค่คุณอย่าทำอะไรให้เขาสงสัยว่านี่มาเที่ยวหรือมาเป็นโรบินฮู้ด

แค่นี้เขาก็คงไม่อยากคุยกับคุณนานแล้วล่ะค่ะ

จากนาริตะ เรานั่งรถไฟเข้าเมืองมายังสถานีมินามิเซนจู 

ภาพวิวสองข้างทางและวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ใช้รถไฟเป็นหลักก็ทำให้เราเพลินไปกับการนั่งมองภาพข้างหน้า

หลายคนบอกว่าบรรยากาศเหมือนหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่าน

ภาพบ้านหลังเล็กๆ รถไฟที่วิ่งผ่านท้องทุ่ง แก๊งค์เด็กนักเรียนญี่ปุ่นที่ดูเฮฮากันเมื่ออยู่บนรถไฟ

   

และนี่คือภาพผู้ร่วมชะตากรรม อุ๊ปส์!! gangnamผู้ร่วมเดินทางชิลทริปในครั้งนี้

จากสถานีรถไฟเราเดินมายังที่พักที่ Palace Japan ซึ่งเป็นที่พักที่เราใช้พักตลอดทริปนี้

อากาศในปลายเดือนพฤษภาคมนั้นกำลังดี ไม่หนาวและร้อนจนเกินไป 

ที่พักของเรายังใกล้กับ Tokyo Sky Tree

ทำให้สามารถมองเห็นโตเกียวสกายทรีสัญลักษณ์แห่งใหม่ของกรุงโตเกียวได้จากที่พักของเราเลยล่ะค่ะ

ประมาณ 5 นาทีเราก็เดินมาถึง  Palace Japan Hotel

 

ที่พักที่เราเลือกพักแห่งนี้น่าพักมากๆ ค่ะ เป็นโฮสเทลเปิดใหม่ที่ใช้ห้องน้ำรวม

แต่ห้องน้ำนั้นสะอาดและไฮเทคมากเพราะเขาใช้ระบบอัตโนมัติทุกอย่างเลยค่ะ

แค่เดินเข้าไปก็จะมีระบบเซ็นเซอร์ทำให้ไฟเปิดเองอัตโนมัติ

ถ้าไม่มีใครอยู่ไฟก็จะปิดเอง หรือถ้ายืนแปรงฟันอยู่นิ่งๆ ไฟก็จะดับเอง

ทำให้ระหว่างที่เราแปรงฟันก็จะต้องเต้นไปด้วย

กลายเป็นเรื่องเล่าขบขันในทริปนั้น

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ฮานะชอบคือฝักบัวอาบน้ำของเขา

ก็จะเป็นระบบที่จะต้องใช้มือควบคุมเพราะถ้าปล่อยมือน้ำมันก็จะหยุด

หลายคนอาจจะคิดว่าไม่สะดวกแต่ฮานะว่าช่วยให้ประหยัดน้ำได้ดีมาก ใช้เท่าที่จำเป็น

บางคนระหว่างอาบน้ำก็ชินกับการเปิดน้ำไปด้วยจนเคยตัว

ยังไม่หมดเท่านี้ชักโครกของเขาก็ยังเป็นระบบอัตโนมัติเป็ดประตูไปปุ๊บฝาชักโครกก็เปิดรอ

พอเราเดินออกไปฝาชักโครกก็ปิดเอง

นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนแล้วเข้าตอนกลางคืนนี่แอบหลอนแน่ๆ เพราะนึกว่าคงโดนเข้าแล้วชัวร์

ส่วนห้องอายน้ำแต่ละชั้นจะมี 3 ห้อง ห้องสุขา 2 ห้อง 

แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่พอเพราะสามารถขึ้นไปใช้ชั้นอื่นต่อ มีลิฟต์เดินทางสะดวก

  

 ส่วนห้องนอนเป็นห้องเล็กๆ น่ารักและนอนสบายมากค่ะ

โดยเขามีให้เลือกทั้งแบบไพรเวต แบบทวินเตียงสองชั้น

และแบบดอร์มคือนอน 4 คน เตียงสองชั้น 2 เตียง แต่ละห้องมีตู้เย็นและทีวี พร้อมตู้เก็บของให้

เราพักผ่อนทำธุระส่วนตัวกันสักพักก็เตรียมตัวเดินทางไปชมโตเกียวทาวเวอร์

ก่อนจะเดินทางไปชมฮานะขอเติมพลังด้วยข้าวหน้าเนื้อจานนี้ก่อนค่ะ

จากร้านโยชิโนยะที่ญี่ปุ่น ถามว่าแตกต่างกับโยชิโนยะบ้านเราไหม

แน่นอนว่าที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าและเยอะกว่าแถมถูกกว่า

แต่ฮานะว่าร้านนี้ก็ยังไม่ใช่ร้านข้าวหน้าเนื้อในดวงใจของฮานะ ที่เคยกินมาแล้วคิดว่าอร่อยแบบละลายในปาก

ต้องร้าน Nakau แถบคันไซ แถวนั้นอร่อยจริงจัง

ส่วนราคาขอบอกว่าข้าวหน้าเนื้อที่นี่เหมือนกับข้าวแกงบ้านเรา

หากินไม่ยาก เป็นฟาสต์ฟู้ดแบบญี่ปุ่น ราคาประมาณ 300 กว่าเยน หรือชามละประมาณ 90-150 บาทเท่านั้น

เมื่่อเติมพลังกันอิ่มแล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปยังโตเกียวทาวเวอร์

ระหว่างที่เรากำลังเดินมา โตเกียวทาวเวอร์ก็ออกมาปรากฎกายทักทายอยู่ใกล้ๆ 

ทำให้พวกเราสมาชิกทริปตื่นเต้นกันมากๆ 

ถ้าใครเคยดูเรื่อง Always คุณจะจินตนาการได้ว่าในสมัยอดีต

ภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไร โตเกียวทาวเวอร์นั้นสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ดังนั้นการเกิดขึ้นของโตเกียวทาวเวอร์ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความหวัง

และการก้าวข้ามความโหดร้าย และยากลำบากของประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น

โตเกียวทาวเวอร์นั้นมีความสูง 333 เมตร

แบ่งเป็นชั้น Main Observatory ความสูงชั้นนี้ 150 เมตร ค่าขึ้นชั้นนี้ 820 เยน

ส่วนถ้าจะขึ้นชั้นถัดไปคือ Special Observatory สูง 250 เมตร ถ้าจะขึ้นชั้นนี้ก็เพิ่มเงินอีก 600 เยน

ก็จะได้มุมมองที่สูงกว่าจุดเดิม

 

ส่วนพนักงานที่โตเกียวทาวเวอร์นั้นแต่ละคนก็น่ารักมาก

หน้าตาแต่ละคนอย่างกับสมาชิกวง  AKB48 

หนุ่มมาๆ มาที่นี่คงจะเพลิดเพลินกันแน่ๆ

วิวด้านบนของโตเกียวทาวเวอร์สวยเกินจะบรรยายเลยค่ะ

เราสามารถมองเห็นไกลไปถึงสะพานสายรุ้งที่โอไดบะเลยล่ะค่ะ

แค่ได้ยืนมองวิวอันงดงามของที่นี่ก็ทำให้เรารู้สึกอิ่มแล้วล่ะค่ะ

การเดินทางของเรายังไม่จบเท่านี้

ฮานะยังมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอีก รอติดตามกันตอนหน้านะคะ

ส่วนใครอยากร่วมเดินทางไปทริปญี่ปุ่นมันส์แบบนี้

ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย ชิลแพ็คเกอร์อินโตเกียว ครั้งที่ 2

 

ตอนที่ 2 และ 3 มาแล้วนะจ๊ะ

บันทึกการเดินทางทริปชิลแพ็คเกอร์อินโตเกียว ตอนที่ 2 กินช้อปให้จุในในโตเกียว

บันทึกการเดินทางทริปชิลแพ็คเกอร์อินโตเกียว ตอนที่ 3 การเดินทางจากนิกโกถึงโยโกฮาม่า

 

เรื่องโดย นางสาวฮานะ

ภาพโดย Clubbank, Pla Pla