ใกล้เข้าหน้าร้อนแล้ว หลับตาปุ๊บก็เห็นภาพน้ำทะเลใสแจ๋ว หาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้ง และแสงแดดแรงๆ ตัดกับท้องฟ้าสดใสของทะเลอันดามันแวบเข้ามาในสมองอยู่บ่อยครั้ง เป็นสัญญาณเรียกร้องว่าถึงเวลาที่ร่างกายต้องการ “วิตามินซี” (Vitaminsea) อีกแล้วล่ะสิ! คราวนี้เราจะหนีลงใต้ไปสัมผัสกับหาดสวย น้ำใส ไปตะลอนทัวร์เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล จัดเป็นทริปกะทัดรัดแบบ 3 วัน 2 คืนกำลังฟิน จะสนุก มันส์ เป๊ะเว่อร์ขนาดไหน…แพ็คกระเป๋าแล้วตามเราไปลุยกันเล้ยยย..!!



Day 1  

ด้วยความที่ทริปนี้มีเวลาค่อนข้างจำกัด เราจึงเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ เพื่อประหยัดเวลา ซึ่งพวกเราต้องไปเช็คอินขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองกันค่ะ วิธีการเดินทางไปสนามบินที่สะดวกที่สุดหากไม่มีรถส่วนตัวก็น่าจะเป็นรถแท็กซี่ แต่ช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ แถมมีสัมภาระพะรุงพะรัง…จะให้เดินไปเรียกรถที่หน้าปากซอยก็ลำบาก เพื่อนสาวเธอเลยจัดแจงหยิบโทรศัพท์เปิดแอพฯ เรียก Uber มารับเลยดีกว่า



แป๊บเดียวเราก็ได้รถพาไปส่งสนามบินแล้วค่ะ ในแอพฯ มีข้อมูลรถยนต์ คนขับ และเวลาที่จะมาถึงบอกไว้ละเอียด แถมไม่ต้องกังวลว่าค่าโดยสารจะบานปลาย เพราะแค่เราใส่จุดหมายปลายทางที่เราต้องการจะไป แอพฯ ก็จะคำนวณค่าโดยสารให้เห็นก่อนออกเดินทาง อย่างเราเลือกรถธรรมดาแบบ UberX ที่โดยสารได้ 3-4 คนกำลังพอดี เรทราคาไปสนามบินก็จะฟิกซ์อยู่ที่ 350 บาทเท่านั้นเอง (ราคาอาจมีการปรับขึ้นบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา)



ระหว่างทางพี่คนขับอัธยาศัยดี แถมเฟรนด์ลี่สุดๆ พอทราบว่าพวกเราจะต้องไปให้ทันเช็คอินไฟลท์บินให้ทันเวลาก่อนขึ้นเครื่อง ก็ช่วยเลือกเส้นทางที่ประหยัดเวลาและรถติดน้อยที่สุดให้ แต่ถึงจะรีบยังไง…ก็ขับอย่างนิ่มนวล ปลอดภัย ไม่มีอะไรให้ต้องหวาดเสียวเลยค่ะ




ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสนามบินดอนเมืองเรียบร้อย ทันเวลาเช็คอินขึ้นเครื่องสบายๆ ไม่ต้องกังวล เป็นการเริ่มต้นที่เป๊ะตั้งแต่ออกสตาร์ท…น่าจะเป็นสัญญาณว่าทริปนี้ของพวกเราต้องสนุกแน่! แถมพี่คนขับยังมีน้ำใจช่วยพวกเราสองสาวยกกระเป๋าเป้ใบเขื่องลงจากท้ายรถอีกด้วย บริการประทับใจแบบนี้…กดให้คะแนน 5 ดาวเต็มไปเลยค่ะ




พอถึงสนามบินหาดใหญ่ รับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยก็ใช้บริการรถตู้ไปท่าเรือปากบาราเพื่อไปยังเกาะหลีเป๊ะกันต่อ ค่าโดยสารคนละ 250-300 บาทต่อเที่ยว รับส่งจากสนามบินถึงท่าเรือเลยค่ะ




นั่งเรือโต้คลื่นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงเกาะหลีเป๊ะแล้วค่ะ น้ำทะเลที่นี่ใสมว๊ากกกก..(ก.ไก่ล้านตัว) เห็นแล้วอยากจะทิ้งตัวลงบนหาดทราย ไปว่ายน้ำนอนลอยคอแช่น้ำเล่นให้หนำใจ แต่ต้องอดใจเอาสัมภาระไปเก็บไว้ยังที่พักกันก่อน




คืนนี้พวกเราพักกันที่ภูริตรารีสอร์ท ที่พักวิวดีที่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะหลีเป๊ะ ระหว่างหาดซันไรซ์กับหาดซันเซ็ท ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ห้องพักดีไซน์เก๋ไก๋ แหวกแนวไม่เหมือนใคร อย่างห้องพักที่รูปร่างเหมือนครีบฉลาม หรือห้องพักรูปทรงรีแบบแคปซูล โดยแต่ละหลังจะแยกออกจากกันเป็นโซนๆ จึงมีความเป็นส่วนตัว ใกล้ชิดธรรมชาติ เหมาะกับการมาเช็คอินพักผ่อนสุดๆ เลยค่ะ




หลังจากเดินทางกันมาทั้งวัน กระเพาะก็เริ่มส่งสัญญาณอีกแล้ว สายแข็งอย่างพวกเรามีเหรอจะพลาด มาถึงเกาะหลีเป๊ะทั้งทีต้องกินซีฟู้ดให้สะใจ ส่วนใครอยากกินอาหารไทยแบบปักษ์ใต้แท้ๆ ที่ภูริตารีสอร์ทก็มีร้านอาหารชื่อ Shambala Restaurant เสิร์ฟอาหารไทย อาหารใต้ และอาหารฝรั่ง ที่รสชาติดีอย่าบอกใคร ให้เราได้เพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยๆ พร้อมชมวิวทะเลไปด้วยอย่างใกล้ชิดแบบริงก์ไซด์


 


อิ่มแล้วย้ายไปนั่งชิลกันต่อที่ Lalla Bar บีชบาร์ริมชายหาดและอยู่ใกล้ๆ กันกับร้านอาหาร มีทั้งค็อกเทล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และน้ำผลไม้พร้อมเสิร์ฟ หรือจะสั่งเครื่องดื่มสักแก้วไปนั่งจิบชมวิวทะเลจากมุมสูงแบบนี้ก็ได้




Day2

วันนี้เราจะไปตะลอนทัวร์ดำน้ำ เที่ยวถ้ำ ชมเกาะแบบ 1 day trip ประเดิมด้วยการไปชม ‘หาดทรายกลางทะเล’ หาดทรายขาวที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ หนึ่งในแลนด์มาร์คของการมาเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งบางช่วงเวลาเราสามารถเดินจากหน้าหาดไปยังกลางทะเลได้ มีเฉพาะช่วงไฮซีซั่น ประมาณเดือนธันวาคม-เมษายนเท่านั้น บอกเลยว่าสวยห้ามพลาดเลยค่ะ!



จุดต่อไปเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์อีกแห่ง เพราะสามารถดำน้ำชมปะการังเจ็ดสีได้ที่นี่ นั่นก็คือ ‘ร่องน้ำจาบัง’ เป็นร่องน้ำที่ไหลผ่านระหว่างเกาะจาบังและเกาะอาดัง โดยจุดนี้น้ำไหลค่อนข้างเชี่ยว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจะมีเชือกให้จับไปตามจุดต่างๆ และควรทำตามคำแนะนำที่ไกด์บอกกันด้วยนะคะ




เต็มอิ่มกับการถ่ายรูปปะการังใต้น้ำแล้ว เราไปต่อกันที่เกาะมหัศจรรย์อย่าง ‘เกาะหินงาม’ เกาะที่ปราศจากเม็ดทราย แต่เต็มไปด้วยหินสีดำทรงกลม จะมีความวิบวับสวยงามเมื่อโดนคลื่นทะเลซัดเป็นระลอกๆ สามารถถ่ายรูปและเล่นน้ำที่เกาะนี้ได้ นอกจากนี้ด้านหลังเกาะแห่งนี้ยังเป็นจุดดำน้ำที่สวยงามอีกแห่ง ที่มีปะการังอ่อนและฝูงปลาหลากชนิดให้เราได้ชมอย่างใกล้ชิดอีกด้วยค่ะ 



เล่นน้ำมาครึ่งวันแล้ว เราแวะพักเติมพลังมื้อเที่ยงกันที่ ‘เกาะรอกลอย’ จุดเด่นของเกาะแห่งนี้คือมีทะเลแหวกเล็กๆ เชื่อมระหว่างเกาะรอกลอยและเกาะดง แถมยังมีจุดชมวิวที่ทำให้เราสามารถขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูงได้ เห็นวิวหาดทรายขาวและทะเลด้านหน้าได้แบบพาโนรามา แถมน้ำทะเลที่นี่ก็ใสมากๆ เลยค่ะ นักท่องเที่ยวแต่ละคนต่างอดใจไม่ไหวต้องเล่นน้ำกันจนตัวเปื่อยกันไปข้าง…เรียกว่าแดดแรงขนาดไหนก็ไม่หวั่นกันเลยทีเดียว





อีกหนึ่งเกาะที่เป็นไฮไลท์ห้ามพลาด เพราะเป็นเกาะที่เราเห็นในโปสการ์ดอยู่บ่อยครั้ง และถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ นั่นคือ ‘เกาะหินซ้อน’ เกาะที่มีหินขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ซ้อนกัน จนมองดูคล้ายใบหน้าคน ดูสวยแปลกตา ราวกับมีคนจับวางไว้ อย่าลืมแชะภาพเป็นที่ระลึกส่งแทนโปสการ์ดให้เพื่อนสักใบก็ไม่เลว



ถ้ายังไม่เหนื่อยเราไปดำน้ำกันต่อที่ ‘เกาะผึ้ง’ เกาะเล็กๆ ที่ตั้งขวางทางน้ำอยู่ระหว่างเกาะดงและเกาะราวี ทำให้น้ำที่นี่ไหลแรง แต่สามารถดำน้ำได้โดยการใส่ชูชีพและไต่ไปตามแนวเชือก จะเห็นปะการังสีสันสวยงามอยู่ตามโขดหินใต้น้ำ เป็นภาพที่ชวนประทับใจจริงๆ ค่ะ


 

ถ้ายังไม่เหนื่อยเราไปดำน้ำกันต่อที่ ‘เกาะผึ้ง’ เกาะเล็กๆ ที่ตั้งขวางทางน้ำอยู่ระหว่างเกาะดงและเกาะราวี ทำให้น้ำที่นี่ไหลแรง แต่สามารถดำน้ำได้โดยการใส่ชูชีพและไต่ไปตามแนวเชือก จะเห็นปะการังสีสันสวยงามอยู่ตามโขดหินใต้น้ำ เป็นภาพที่ชวนประทับใจจริงๆ ค่ะ



ปิดท้ายทริปดำน้ำวันนี้ด้วยการแวะขึ้นไปพักผ่อนบน ‘เกาะราวี’ เกาะที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงนอนอยู่หน้าหาด เป็นสัญลักษณ์ของเกาะนี้ ห้ามพลาดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก แล้วถ้าใครได้ยินเสียงแปลกๆ บนต้นไม้อย่าตกใจไป ลองเงยหน้าขึ้นไปดูอาจจะเห็นกระรอกบิน กระโดดเหินฟ้าข้ามจากต้นไม้หนึ่งไปสู่อีกต้นไม้หนึ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่พบได้บนเกาะราวี



ดำน้ำเที่ยวเกาะกันจนหายอยากแล้ว เราไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดที่ที่พักกันก่อน เสร็จแล้วออกไปเดินเล่น ซื้อของฝากที่ Walking Street ถนนคนเดินเล็กๆ บนเกาะหลีเป๊ะเป็นการสั่งลา มีร้านขายของกิน เสื้อผ้า ของที่ระลึกน่ารักๆ ชวนให้ควักกระเป๋าสตางค์เพียบเลยค่ะ



Day 3

ได้เวลาบ๊ายบายเกาะหลีเป๊ะกันแล้ว…กำลังชิลจนไม่อยากกลับเลย แต่โอ้เอ้เดี๋ยวตกเรือแล้วจะไม่ทันไฟลท์กลับกรุงเทพฯ เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับเกาะหลีเป๊ะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเช็คเอาท์ แพ็คกระเป๋าไปขึ้นเรืออีกครั้ง




จากสนามบินหาดใหญ่เราใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสนามบินดอนเมืองกันแล้วค่ะ ไฟลท์ช่วงเย็นที่ดอนเมืองมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางค่อนข้างเยอะ แต่หมดกังวลเรื่องการเดินทางต่อรถกลับบ้าน เพราะเราใช้บริการ Uber เหมือนเดิม แค่เรียก Uber ผ่านแอพฯ ในมือถือ บอกจุดหมายปลายทาง เลือกรถ แล้วไปยืนรอที่จุดบริเวณประตูทางออกที่เราอยู่ใกล้ที่สุด คนขับก็จะนำรถมาเทียบถึงหน้าประตูเลยค่ะ 






ขากลับเราได้พี่คนขับใจดีอีกแล้ว ชวนคุยสนุกมาตลอดทาง เผลอแป๊บเดียว…ก็มาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว ทั้งสะดวก รวดเร็ว และหมดปัญหาเรื่องการรอคอย แถมค่าโดยสารก็มีอัตราแน่นอน ถ้าหากเรียกจากสนามบินไม่ว่าจะไปส่วนไหนก็ตามในกรุงเทพฯ ก็ฟิกซ์อยู่ที่ 300 บาทเท่านั้น (ราคาอาจมีการปรับขึ้นบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา) ไม่แปลกใจที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะวางใจและชอบใช้บริการรับส่งของ Uber  บริการเป๊ะแบบนี้…ถูกใจคนชอบเที่ยวที่เดินทางบ่อยอย่างเราสุดๆ 





มีคนเคยกล่าวว่า ความงดงามของการเดินทางนั้น…จุดหมายปลายทางอาจไม่สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง และหากเรามีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆ ที่มีส่วนช่วยให้การเดินทางของเรานั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ก็ยิ่งสร้างความทรงจำที่ประทับใจให้เรื่องราวระหว่างการเดินทางนั้นสมบูรณ์แบบและชัดเจนไม่แพ้ภาพถ่ายเลยทีเดียว เหมือนกับทริปเที่ยวหลีเป๊ะ 3 วัน 2 คืน ที่เราอยากชวนให้ทุกคนหาเวลาออกเดินทางไปค้นพบความสวยงามแบบนี้กันค่ะ