ใกล้เข้าหน้าร้อนเข้ามาทุกที หาที่เที่ยวหนีร้อน ไปเล่นน้ำกันดีกว่า อยากได้ฟีลแบบว่าใกล้ชิดธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ เลยลองนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวดู แล้วบังเอิญนึกขึ้นได้ว่าเคยอยากไป
เกาะตะรุเตา! คุ้นๆ ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติอยู่ทางภาคใต้ มีเกาะน้อย-ใหญ่หลายเกาะอยู่ใกล้ๆ กันกว่า 51 เกาะรวมเป็น 'อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา' แล้วเจ้าเกาะตะรุเตาที่เราอยากไปเนี่ย เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ส่วนเกาะอื่นที่ฮิตๆ ก็คงหนีไม่พ้นเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง เกาะราวี เพราะยังงี้คิดภาพออกเลยว่าน้ำทะเลจะใสแค่ไหน
02
 
 
เริ่มต้นการเดินทางด้วยเช้าวันสดใส เรารีบไปสนามบินดอนเมืองเพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังสนามบินหาดใหญ่ พอไปถึงเราก็ไม่รีรอค่ะ มองหารถตู้รับส่งที่เราได้ติดต่อไว้ ซึ่งจะนำพาเราไปส่งถึงท่าเรือปากบารา จ.สตูล ท่าเรือที่เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่หมู่เกาะตะรุเตาหรือแม้แต่ข้ามไปยังเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียก็ได้เช่นกัน จากท่าเรือใช้เวลา 40 นาทีโดยประมาณก็ถึงเกาะตะรุเตาแล้วค่ะ


เกาะตะรุเตาเป็นจุดที่ทำการของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวยังหมู่เกาะตะรุเตาจะต้องเสียค่าเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ส่วนชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท และให้เก็บตั๋วค่าเข้าอุทยานเอาไว้ใช้ขึ้นเกาะต่างๆ ไม่ว่าจะเกาะตะรุเตาเอง เกาะหลีเป๊ะ หรือตอนไปดำน้ำที่เกาะอื่นๆ
เราเลือกพักกันที่อ่าวพันเตมะละกาเพราะอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือที่เราขึ้นมาและศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว บริเวณบ้านพักนั้นสงบและร่มรื่น บ้านพักเป็นปูนยกพื้นสูงเล็กน้อยติดพัดลม ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่าย ไม่มีทีวี ตู้เย็น มีห้องน้ำในตัว จะมีไฟฟ้าให้ใช้ช่วงเวลาตั้งแต่ 18:00 - 24:00 น. มีคำเตือนจากพี่ๆ เจ้าหน้าที่นิดนึงว่าไม่ควรทิ้งของไว้นอกห้องและควรปิดประตูห้องพักให้เรียบร้อย เนื่องจากบางครั้งจะมีกลุ่มลิงแสมออกมาหาอาหารบริเวณบ้านพัก อาจทำให้ของที่ลืมทิ้งไว้เสียหายได้
สำรวจห้องพักเสร็จแล้ว เราออกไปถามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานดูว่าที่เกาะตะรุเตาแห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ก็ได้คำตอบว่าช่วงที่เราไปเที่ยวนั้นมีบางเส้นทางปิดให้บริการเพราะกำลังปรับปรุงถนนหนทางอยู่ค่ะ วันนี้พี่ๆ เลยแนะนำให้เราเหมารถไปเที่ยวศึกษาประวัติกับ 'ตำนานคุกตะรุเตา' กันที่อ่าวตะโละวาว  ว่าแล้วก็ขึ้นรถเลยค่ะ รถที่ให้บริการเป็นรถสองแถวขนาดใหญ่ สามารถเหมาไปเที่ยวได้รอบๆ เกาะเลย
ถึงแล้ววว! ยังไม่ทันลงรถก็เห็นภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ มีท่าเทียบเรือยื่นยาวลงไปในทะเล สามารถเดินเล่นชมวิวบริเวณนี้ได้แบบชิลๆ เพราะปัจจุบันท่าเรือนี้ไม่อนุญาตให้นำเรือมาจอดแล้ว
ถ่ายรูปเล่นกันเสร็จแล้ว เรามุ่งหน้าสู่เส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ที่จะนำเราไปสู่ ตำนานคุกตะรุเตา ทางเดินเข้าไปข้างในเป็นป่าดงดิบทึบ เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงของธรรมชาติ ทั้งธารน้ำไหลและเสียงของนกหลายสายพันธุ์
อดีตบริเวณนี้เคยเป็นสถานกักกันนักโทษและเป็นนิคมฝึกอาชีพของนักโทษ เนื่องจากเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลจากฝั่งและมีอุปสรรคทางธรรมชาติมากมายทำให้ยากต่อการหลบหนี และเนื่องจากเกิดสงครามเอเชียบูรพาเกิดขึ้นทำให้เกาะตะรุเตาถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ จึงขาดแคลนทั้งน้ำ อาหาร และเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ผู้คุมและนักโทษบางส่วนผันตัวไปเป็นโจรสลัดออกปล้นสดมเรือบรรทุกสินค้า! แต่ท้ายสุดโจรสลัดก็ถูกทหารปราบจนราบคาบและยกเลิกให้เกาะตะรุเตาเป็นทัณฑสถาน แล้วกลายมาเป็นพื้นที่สำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน

เรากลับมาที่รถนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วตัดสินใจไปเยี่ยมชมอีกอ่าวสำคัญของเกาะตะรุเตา อ่าวเมาะและ อีกหนึ่งอ่าวสวยที่มีชายหาดโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร มีเม็ดทรายมีความละเอียด สีขาวเนียน มีต้นไม้ให้ร่มเงาทอดยาวตลอดทาง อ่าวนี้เป็นอีกอ่าวหนึ่งที่มีที่พักของอุทยาน แต่จะสงบเงียบกว่าอ่าวพันเตมะละกา อีกทั้งยังมีลานกางเต็นท์และห้องน้ำให้บริการด้วย
เล่นน้ำ เดินเล่นชิลๆ อยู่พักใหญ่ เราเคลื่อนย้ายพลกลับไปที่หาดพันเตมะละกา เพราะพี่คนขับบอกกับเราว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินต้องที่ ผาโต๊ะบู อยู่ด้านหลังของที่ทำการอุทยานนี่เอง
ผาโต๊ะบู มีความสูงประมาณ 60 เมตร ใช้เวลาเดินขึ้นไปเพียง 15-20 นาทีก็ถึงแล้ว ด้านบนจุดชมวิวมีศาลาสำหรับนั่งรับลม ชมวิวได้กว้างมากจนเห็นทั้งหาดพันเตมะละกาและคลองพันเตมะละกา
เรานั่งพักและถ่ายรูปเล่นกันสักแป้บก็เจอกับเจ้าถิ่น ลิงแสมที่กำลังร้องเรียกเพื่อนๆ เหมือนกับบอกว่าทางนี้มีคนอยู่นะ แวะมาทักทายกันหน่อยเร็ว เราเลยได้แชะภาพน่ารักๆ มาสักรูปสองรูปก่อนจะลงจากเขามาพักผ่อนเก็บแรงไว้เที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้

 

วันนี้เราตื่นเช้ามาทานอาหารกันที่ร้านของอุทยาน มีอาหารตามสั่งหลายเมนูให้เลือกทาน จะเลือกเป็นแบบราดข้าวหรือแยกทานเป็นกับข้าวก็ได้เช่นกัน แอบบอกนิดนึงว่าร้านอาหารและร้านค้าที่นี่จะไม่ได้เปิดทั้งวัน มีเวลาเปิด-ปิดอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 07:30 - 14:00 น. และช่วงเย็น 15:30 - 20:00 น. เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่จะออกไปเที่ยวรอบๆ เกาะแบบเราในวันนี้ แนะนำว่าให้สั่งอาหารใส่กล่องสำหรับไว้ทานตอนกลางวันค่ะ
วันนี้เราจะพาไปสำรวจรอบๆ เกาะตะรุเตาว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เริ่มจากนั่งเรือออกไปชมความงามของท้องทะเล


โดยจุดแรกที่เราจะไปเล่นน้ำกันคือ หาดสารภี หาดทรายขาวทอดยาวไปบรรจบกับโขดหินตั้งตระหง่านสวยงาม แถมน้ำทะเลที่นี่ก็ใส๊ใส จนเห็นเหล่าปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายกันอยู่ ขอเล่นน้ำกันสักครู่ก่อนจะเข้าไปนั่งพักใต้ร่มเงาของต้นไม้







จากนั้นเรานั่งเรือต่อไปยังจุดดำน้ำ แต่ระหว่างทางเราเห็นอะไรแว้บๆ กลางทะเล พอเข้าไปใกล้ๆ เท่านั้นแหละค่ะ เห็นปลาโลมากำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เพิ่งจะเคยเห็นปลาโลมาใกล้ขนาดนี้เป็นครั้งแรกนะเนี่ย!

ตื่นตาตื่นใจกับปลาโลมาแล้ว เราไปดำน้ำสำรวจโลกใต้ทะเลกันบ้างดีกว่าที่จุดดำน้ำ อ่าวฤาษี ที่นี่เงียบสงบ ไม่มีคลื่นลมแรง ทำให้น้ำนิ่ง ดำน้ำได้สบาย ที่นี่ยังน้ำใสสุดๆ ขนาดมองจากบนเรือยังเห็นด้านล่าง ยิ่งพอได้ดำลงไป ได้เห็นสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ทั้งหอยเม่นและปะการังผักกาดเต็มไปหมด



 
ขึ้นเรือมาก็เที่ยงวัน เข้าฝั่งพักทานอาหารกันก่อนดีกว่า พักเหนื่อยเก็บแรงไว้ด้วย เพราะต่อไปเราจะไปผจญภัยกันเล็กน้อย ตอนไปชมวิวที่ผาโต๊ะบูเราแอบเห็นคลองพันเตมะละกากันมาแล้วใช่ไหมคะ วันนี้แหละ เราจะล่องเรือเข้าไปในคลอง ผ่านต้นโกงกางมากมาย ลึกไปจนสุดคลองจะมี ถ้ำจระเข้ อยู่ค่ะ

อย่าเพิ่งกลัวกันนะคะว่าจะมีจระเข้อาศัยอยู่จริงๆ แต่อดีตนั้นอาจจะใช่ค่ะ บังคนขับเรือที่พาเรามาเล่าว่า สมัยก่อนชาวบ้านพบว่ามีจระเข้อาศัยอยู่ที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนะ กลายเป็นถ้ำสำหรับเที่ยวชมความงามของหินงอก หินย้อยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถเหมาเรือหางยาวของอุทยานฯ มาแบบเราหรือจะเช่าเรือคะยัคแล้วพายมาเองก็ได้ ภายในถ้ำนั้นมืดสนิท ก่อนจะเข้ามาที่นี่แวะยืมไฟฉายจากที่ทำการอุทยานฯ มาก่อนก็ดีนะ ไม่งั้นจะไม่สามารถเข้าถ้ำได้ เพราะมองไม่เห็นอะไรเลย
ที่ปากทางเข้าถ้ำจะมีโป๊ะตั้งอยู่ เราถึงได้รู้กันว่า อ๋ออ เราต้องล่องแพรเข้าไป! พอทุกคนขึ้นไปบนแพแล้ว ขอแนะนำว่าให้นั่งกับพื้นและพร้อมหมอบในทุกสถานการณ์ บังจะเป็นคนพาเราเข้าไปโดยการดึงเชือกไปเรื่อยๆ แพรก็จะไหลไปตามเชือก ระหว่างทางจะมีหินย้อยลงมาจากถ้ำ พร้อมกับค้างคาวตัวจิ๋วเต็มไปหมด
เมื่อถึงแล้ว ไม่เพียงแต่หินงอก หินย้อยเท่านั้นนะ ยังมีเสาหินรูปร่างแปลกตาเต็มไปหมด ไฮไลท์ของที่นี่น่าจะเป็น หินรูปอูฐตัวใหญ่ นั่งทักทายนักท่องเที่ยวอยู่ นอกนั้นก็มีหินรูปคน รูปแพะ ระหว่างเดินชมความงามอยู่ก็ระวังลื่นสักนิดนะคะ เพราะพื้นจะเป็นดินเหนียวๆ ถ้าเหยียบพลาดอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้


เดินชมกันจนรอบถ้ำ เราก็กลับออกมาด้วยความตื่นเต้นและประทับใจ จบทริปวันนี้แบบจัดเต็มมากๆ กับธรรมชาติที่รายล้อมเกาะตะรุเตา เราเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวแล้วออกมาทันชมพระอาทิตย์ตกเย็นที่หาดพันเตมะละกา บรรยากาศสงบ ราวกับเราอยู่กันเพียงคนเดียวบนเกาะ

เหนื่อยล้ามาทั้งวัน เราปิดท้ายกันด้วยมื้อเย็นแบบจัดเต็ม และแน่นอนว่าที่ร้านอาหารของอุทยานเช่นเดิมค่ะ เย็นนี้เราสั่งจานเด็ดของที่นี่มาเลย นั่นคือ ต้มข่าตะรุเตา หรือต้มข่าทะเลนั่นเอง เสริมทัพด้วยหมึกมะนาว กระเพราไก่ และไข่เจียว อื้อหือออ งานนี้บอกเลย เกลี้ยงทุกจาน!



 

 
Good Morning! เช้าวันสุดท้ายบนเกาะตะรุเตา เมื่อวานเราจัดหนักกันมามากพอแล้ว เช้านี้เลยขอตื่นสายหน่อย เราออกมาทานอาหารเช้าแล้วโชคดีสุดๆ เจอหมูป่าออกมาหาอาหารบริเวณนี้ พี่ๆ เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ บอกว่าเจ้าตัวนี้มาแถวนี้บ่อยจนคุ้นชินกับคน บางทีก็พาลูกน้อยมาด้วยแหละ
นอกจากนี้ที่เกาตะรุเตายังมีนกเงือกมาอาศัยอยู่ด้วยค่ะ เงยหน้าขึ้นไปดูบนต้นไม้จะเห็นอยู่กันเป็นคู่ น่ารักสุดๆ เลยค่ะ
เช้าๆ แบบนี้ ไม่พลาดไปเดินเล่นที่หาดพันเตมะละกา น้ำลดลงไปไกลจนเห็นเป็นสันทรายโผล่พ้นเหนือน้ำ เหมือนกับเป็นทะเลแหวกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกเช้า มาเล่นน้ำ รับลมเย็นๆ ตรงนี้ชิลดีเหมือนกันนะ


จากนั้นเราไม่ลืมบอกลาและขอพรจาก เจ้าพ่อตะรุเตา อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลและเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นเรือกลับ บอกลาเกาะตะรุเตากับ 3 วัน 2 คืนที่ฟินไม่เบาจริงๆ

 
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
โทร 074-783485 และ 074-783597


 

โดย ชิไปไหน huhuhu