สวัสดีครับ


จากที่คราวก่อนหมายตาโปรแกรมท่องเที่ยวกับการรถไฟ ขบวนรถนำเที่ยว 909 น้ำตกไทรโยคน้อย ตามโปรแกรมนี้

ออกจากรุงเทพ 06.30น. แต่ผมอยู่ลำพูนครับ  แต่จะไปยังไงให้ทันเวลารถออก ไม่ให้เสียวันลางาน และไปแบบประหยัดที่สุด  จะนั่งรถทัวร์ไป หลายบาท หลายต่อ ดูแล้ววุ่นวายและแพง 
 
ย้อนมาดูรถไฟ  ขบวนรถไฟฟรี 102  ออกเดินทาง จากลำพูน 06.52 น. ถึง กทม. 3 ทุ่ม เหลือเวลาบานเเบอะ แต่จากนั้นจะนอนไหน  เปิดโรงแรมก็เสียตังเพิ่ม จะนอนหน้าสถานีแบบคนอื่นๆก็นะ แถมต้องลางาน 1 วันด้วยตัดทิ้ง
 
มาเจอรถไฟขบวน 52  ปลายทาง 05.25 น. เออแฮ่ะ ถึงทันก่อนรถออก แต่อย่างว่า รถไฟไทย อาจจะเอาแน่เอานอนกับเวลาไม่ได้ เลยทำการบ้านก่อน


ต่อให้ช้า 30 นาที ถึงกรุงเทพ 6 โมง ผมก็มีเวลาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ถ้าไม่ทันละ...
ตามเวลา ขบวน 909 จะจอดที่สถานีสามเสนและบางซื่อ หากนั่งขบวน 52 มาแล้ววันนี้เกิดโชคไม่ดี ตีว่า 6 โมงผมยังอยู่ บางซื่อ 1 ก็ให้ลงรถที่นี่เลย  แล้วรอขึ้นขบวน 909 ที่สถานีบางซื่อ 2 เอา ยังมีเวลาให้อาบน้ำได้สบายๆ
จากนั้นเมื่อเที่ยวกับขบวน 909 เสร็จ เดินทางกลับมากรุงเทพ 19.25 น.  อาบน้ำอาบท่า ตีตั๋วขึ้นขบวน 51 ออก 22.00 น. กลับ  ถึงบ้านเทียงวัน  จบทริป
 
เมื่อแผนการเดินทางลงตัว  จากนั้นก็ทำการโทรจองที่นั่งรถไฟนำเที่ยว ขบวน 909 เลย เพราะถ้าอยากนั่งติดหน้าต่างชมวิวด้านแม่น้ำแคว ต้องจองแต่เนิ้นๆ เพราะถ้าช้าที่นั่งอาจเต็มทั้งขบวน นั่นก็คืออดไปนั่นเอง
 

 
ตีตั๋วรถนั่งชั้น3 เข้าเมืองกรุง ด้วยอัตรา 268 บาท 

 
เมื่อถึงวันเดินทางมารอขึ้นรถไฟที่สถานีลำพูน ด้วยขบวนรถด่วน ที่ 52 รถมาถึงสถานี 15.50 น. ล่าช้า 4 นาที เริ่มต้นก็ช้าละ แต่ไม่เป็นไรรถเค้าแรงเดี๋ยวแซงทำเวลาได้ (คิดบวกไว้ก่อน ^_^)

 
ก่อนจะขึ้นขุนตานน้าต้อม 4211 (หัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom) เราต้องพึ่งพาเพื่อนช่วยกันลากจูงกันขึ้นเขา 


 
และแล้วน้าต้อม 4123 ก็ต้องโบกมือลาเพื่อน 4211  ให้เดินทางเพียงลำพัง

 
พ้นอุโมงค์ขุนตานมาผ่านเหวทั้ง 3  ระหว่างทางช่วงนี้ก็อาจจะแห้งแล้งตามฤดูการณ์

 
แม้จะไม่มีเพื่อนช่วบขับเคลื่อนแล้วแต่ขบวนรถเราก็ต้องเดินหน้าซิ่งลงเขากันต่อไป

 
ช่วงนี้ไฟป่าก็เผากันอยู่ทุกวี่ทุกวัน  อากาศขุ่นมัว อาจจะไม่เหมาะกับนักชมวิวที่อยากเก็บภาพซักเท่าไหร่ 

 
เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยใกล้ตกดิน  เวลานี้แหละเป็นช่วงเวลาดีๆที่เหมาะกับการกินข้าวไป ชมพระอาทิตย์ตกดินไป  และแน่นอนว่าหนุ่มเหนือย่างผมก็คงหนีไม่พ้นอาหารสุดอมตะ...


 
เอาละ ค่ำแล้ว วิวข้างทางอะไรก็มองไม่เห็นละ  วันนี้ตู้ที่เรานั่งคนไม่เยอะ นั่นก็แปลว่าผมสามารถดีไซด์ท่านอนได้อย่างสบายๆ VIP ยังชิดซ้าย

 
เปิดวาร์ปมาอีกที กำลังจะเข้าจอดสถานีลพบุรี ทันได้ถ่ายพระปรางค์ 3 ยอดพอดี แต่กลางคืนไม่เห็นเจ้าลิงออกมาทักทาย มองดูเวลาขณะนี้  03.06 น. นาที แปลว่ารถเราล่าช้า 21 นาที

 
มาถึงหลักสี่ ตี 5 พอดี รถเราล่าช้า 22 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องตัดสินใจแล้วว่าจะทันลงที่หัวลำโพงไหม หรือว่าต้องลงที่สถานีชุมทางบางซื่อ

 
ณ ชุมทางบางซื่อ 1 เวลา 05.20 น. รถเรายังล่าช้าที่ 20 นาที  ถ้าคงเวลานี้ไปตลอดเราจะถึงปลายทางสถานีหัวลำโพง 05.45น.  มีเวลาก่อนขบวนรถ 909 ออก 45 นาที  พอให้เราเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าสบายๆ ผมเลยตัดสินใจลงหัวลำโพงโลดดดด

 
05.41 น. ขบวนรถด่วนที่ 52 เชียงใหม่-กรุงเทพก็เข้าเทียบชานชลา ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง  สุรปเวลา ล่าช้า 16 นาที ถือว่าเป็นโชคดีอีกครั้งของผม

 
ด้วยวันนี้ 26 มีนาคม 2559 เป็นวันครบรอบ 119 ปีการรถไฟแห่งประเทศไทย  มีการจัดนิทัศการณ์ที่สถานีด้วย และมีการรถจักรไอน้ำทำขบวนพิเศษ กรุงเทพ-อยุธยา เลยถือว่าเป็นโชคดีอีกครั้งของผมที่ได้เห็นรถจักรไอน้ำคันเป็นๆที่ยังทำการเดินรถได้ (แม้จะไม่ได้เห็นมันวิ่งก็ตาม)  เลยแวะถ่ายมานิดหน่อยก่อนไปอาบน้ำ





โชคร้ายก็มาถึงเมื่อวันนี้คิวคนรออาบน้ำเยอะเหลือเกิน  ต้องยืนรอเข้าคิวอาบน้ำ จะออกไปถ่ายรูปก่อนก็อดอาบน้ำแน่ๆ กว่าจะอาบน้ำแบบรีบๆ เขาก็ประกาศขึ้นรถ ขบวน 909 แล้ว  อดดูทั้ง นิทัศการณ์ที่ และรถจักรไอน้ำเพิ่มเลย Y_Y

 
เอาเข้าจริงรถออก 06.39 น. เสียดาย รู้งี้แว๊บไปถ่ายอีกซักนิดก็ยังดี เอาเป็นว่า มองผ่านหน้าต่างขณะรถเราเคลื่อนออกจากสถานีไปละกัน

 
ออกสถานีหัวลำโพงมา  ชาวกรุงเทพคงเบื่อกับสิ่งก่อสร้างอะไรพวกนี้ แต่สำหรับผมนานๆเห็นมันก็แปลกหูแปลกตาดีเหมือนกันนะ

 
จากนั้นขบวนรถ 909 ก็ทยอยรับผู้โดยสารตามสถานีเรื่อยๆ

 
ผ่านชุมทางบางซื่อ 2 (สายใต้) มุ่งหน้าสู่สถานีนครปฐม


 
ระว่างเดินทางก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบตั๋วและที่นั่ง  พร้อมทั้งมาอธิบายแผนการท่องเที่ยวครั้งนี้


เมื่อมาถึงสถานีนครปฐม  รถจะจอดให้เราเที่ยวนนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ หรือจะแวะซื้อของกินที่ตลาดได้ตามอรรถยาศัย   แต่มีเวลาให้ 40 นาที

 
ลงรถกันทีสถานีคับคั่งด้วยผู้คน

 
มีคนแนะนำว่า เดินไปองค์พระปฐมมันไกล นู้นละลิบๆนั่นละ แต่คนมันเยอะนะ จะเดินจะวิ่งมันไม่สะดวกหลอกให้หาของกินแทน

 
แต่ๆไหนๆก็ไหนๆ ไอ้เราก็เดินทางมาตั้งไกล  ยังไงก็ขอให้ได้ไปเห็นซักครั้ง ไปโลดดดด



 
มาถึงด้านบนแล้ว หันหลังดูที่เราเดินมา.. .. เอาเรื่องนะ สำหรับ เวลา 40 นาทีที่มีอยู่

 
เดินกลับออกมา ยังไงกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง  เล็งๆอยู่ว่าจะซื้อไรกินดีที่ง่ายๆไม่ยุ่งยาก



 
คุ้นๆเคยอ่านเห็นผ่านหูผ่านตา ไก่ย่างเจ๊อ้วน นั่นไง จัดไป 1 ไม้ 40 บาท ผมว่าอร่อยดีนะ แต่กับคนอื่นไม่รู้ละ

 
เมื่อเสบียงเราพร้อมแล้วก็เดินกลับสถานี ช่วงนี้ทางสถานีก็เริ่มประกาศให้นักท่องเที่ยวที่โดยสารมาขึ้นรถกันได้แล้ว

 
มาสังเกตดู วันนี้มีตู้เหมามาด้วย 2 คัน ติดแอร์ซะด้วย คงเย็นฉ่ำสบายเลย ส่วนเรานั่งดมฝุ่นต่อไป



จากนั้นก็เดินทางกันต่อมาถึงสะพานแควใหญ่ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าสะพานข้ามแม่น้ำแควนั่นเอง  รถไฟจะจอดให้เราแวะเที่ยวชมกันตั้ง 25 นาที... แหม..


 
เมื่อรถจอด ที่นี่ก็เป็นไฮไลท์ที่คนนิยมมาเที่ยวกัน ดังนั้นผู้คนมันยิ่งกว่างานปอยหลวง..  โมเม้นที่จะไปนั่งเดี่ยวๆฟินอยู่บนสะพานลืมมันไปซะเถอะ เอาเป็นว่าเก็บภาพมุมมหาชมแบบรวมๆมาฝากก็ละกันนะครับ







ถึงเวลารถไฟออก เป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่บนขบวนรถหรือบนสะพานล่างสะพานรอคอยเพื่อจะบันทึกภาพโบกมือทักทายกัน

 
ด้านข้างสะพานก็หลบรถไฟได้อยู่นะ แบบแนบมิดชิดใกล้ดี

 
พอข้ามมาอีกฝั่งนึงของสะพาน ดูเงียบเหงามาก... สงบดี แตกต่างกับอีกฝั่งลิบลับ

 
จากจุดนี้เดินทางกันต่ออีก 20 – 25 นาที เพื่อไปถึงเส้นทางรถไฟสายมรณะ ด้านซ้ายก็จะมีวิวแม่น้ำแควบ้าง หินเขาเล็กๆไรบ้างสลับไปมานิดๆหน่อยๆ


 
บนขบวนรถก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้สั่งอาหาร-ของฝากโดยจะส่งให้บนรถตอนที่เดินทางกลับ ผมสายประหยัดเอาแค่ก๋วยเตี๋ยวแห้ง 2 ห่อพอละ


ที่สุดเราก็มาถึงไฮไลท์ของวันนี้ จุดจอดแรกคือสวนไทรโยค อีกแป๊บๆเราก็จะได้ผ่านเส้นทางมรณะนี้กันแล้ว แต่แดดบนฟ้านี่ก็มรณะไม่แพ้กัน  บ่ายโมงเปรี้ยงๆอยู่กลางหัว ร้อนแรงมว๊ากกก


 
ทุกอย่างพร้อม ขบวนรถก็ค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆ  ไม่พูดพล่ามทำเพลงไรมากละเก็บภาพมาฝากดีกว่า









 
เวิ้งโค้งๆของลำน้ำแคว เก็บมาฝากเช่นกัน ตอนหน้าฝนคงสวยหน้าดู

 
ข้ามสะพานมาเสร็จรถจะจอดที่ถ้ำกระแซ หากใครที่โดยสารมากับขบวนรถนำเที่ยว จะลงเที่ยวที่นี่เลยก็ได้ ขากลับรถก็จะจอดแวะรับอยู่ดี  ถ้าลงตอนนี้ก็จะได้เห็นรถสายธนบุรี-น้ำตก ผ่านมาแล้วก็กลับอีกด้วย

 
แต่ผมต้องการไปต่อ ยังไงก็ต้องเอาให้สุดสายปลายทาง

 
แต่วันนี้รถที่เราเดินทางมาไม่ใช่ขบวนรถดีเซลราง จึงไม่สามารถไปจนถึงสุดปลายทางได้ เพราะมันไม่มีที่กลับหัวรถจักร และไม่ได้เดินรถได้สองทาง ซึ่งขบวนรถ รถจะจอดให้เราลงที่สถานีน้ำตกเท่านั้น 

 
จากนั้นใครจะเดินขึ้นไปยังน้ำตกไทรโยกน้อยเองก็ได้ หรือจะโดยสารรถสองแถวก็คนละ 20 บาท  ซึ่งผมก็เลือกนั่งรถเอา แต่รีบครับ ไม่ได้ถ่ายรถโดยสารซะงั้น เอาว่าวาร์ปมายังที่น้ำตกไทรโยกน้อยเลยละกัน  เดินขึ้นมาก็จะพอกับหัวรถจักรไอน้ำตั้งโชว์อยู่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันได้ตลอด กว่าจะรอให้คนซาๆก็แทบจะไม่ว่างเลย แถมเขาบอกว่าถ้าฤดูน้ำมานี่น้ำไหลมาถึงนี่กันเลย จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ละ



 
และนี่แหละคือน้ำตกไทรโยกน้อยที่อยู่สุดสายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้  ถ่าย 2 รูปจบพอ เอาให้รู้ว่าถึงก็พอละ 55+ เพราะยังไงก็ทำใจจากบ้านไว้แล้วว่าน้ำมันไม่มี




ถ้าเป็นรถดีเซลรางเขาก็จะขึ้นมาจอดเราที่จุดนี้เลย และคราวนี้ผมจะลองเดินตามรางลงไปยังสถานีน้ำตก เพื่อไปให้ทันเวลารถอีกขบวนมา

 
เดินมาได้ซักพัก นึกในใจไม่น่าเลย นั่งรถ 20 บาทลงตั้งแต่แรกก็ดี  เพราะอากาศมันร้อนอิ๊บอ๋าย!!  ยังดีนะมันเป็นเดินลงเขา


 
สุดท้ายก็มาถึงสถานีน้ำตก โล่งอกโล่งใจเพราะรถอีกขบวนยังมาไม่ถึง  เพราะถ้ารถมาตรงเวลา ผมคงตกรถไปแล้ว

 
จากนั้นก็ทำการตีตั๋วลงที่สถานีถ้ำกระแซครับ คราวนี้เป็นรถไฟรีนะจ๊ะ

 
อีกไม่นานขบวนรถ 258 ก็มาถึง ทำขบวนโดยคุณปูจีอี 4031 (หัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า General Electric)

 
ขบวนนี้ยาวครับ ปู่ลากมาหลายตู้ ผมเลือกนั่งที่ตู้แรกๆเลยโล่งๆหน่อย

 
มาถึงสถานีถ้ำกระแซ ผมลงรถที่นี่เพื่อแวะถ่ายรูปรถไฟแล่นผ่านเส้นทางสายมรณะ และแวะเที่ยวถ้ำกระแซ  เพื่อรอรถขบวน 910 ที่จะผ่านมารับเราในอีก 1 ชั่วโมงกว่าๆข้างหน้า


ได้เวลาปล่อยขบวนรถ ก็ขอเก็บภาพที่ระทึกอะไรไว้บ้าง







 
เมื่อขบวนรถไฟไปแล้ว ก็ลงมาเดินเล่นในถ้ำกระแซดู ก็เป็นถ้ำเล็กๆ ไม่ลึกมาก




 
อันนี้ไม่รู้พระองค์ท่านเปลี่ยนจากน้ำแดงมาเป็นเบียร์ช้างไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ ^_^


ออกถ้ำมาก็ซักครั้งที่ขอเดินบนทางรถไฟสายมรณะ
 
ช่วงนี้มีการซ่อมแซมราง เปลี่ยนไม้หมหอนเก่าที่ชำรุดด้วย


 
อยู่บนนั้น บรรยากาศมันดีจริงๆนะครับ

 
เอาละ พร้อมแล้วขอลองเดินดูกะเค้าบ้างนะครับ (ใครๆก็เดินได้แหละ)

 
แล้วผมก็มาเจอลายแทงสมบัติ แต่ป่านนี้คิดว่าน้องตู่คงเจอพี่กานลิ้นช้างเบิร์นไปแล้วเรียบร้อย

 
เดินจบไปช่วงนึงสั้นๆ เอาเข้าจริงๆก็กลัวความสูงนะ มองแต่ข้างล่างเลยตาลายเหมือนกันแฮ่ะ

 
และนี่ก็อีก 1 ลายแทง ของชาติ จะมาเขียนทำไม สวยก็ไม่สวย

 
เอาละเดินอีกนิด ก็จะสุดแล้ว


เดินข้างบนมันก็สวยดี ได้มองวิวไกลๆ แต่ถ้าใครกลัวความสูง ข้างล่างเขาก็มีทางให้เดินได้นะ ได้ภาพมุมเสยสวยด้วย

 
แอบส่องคนอื่นเขาเดินกันบ้าง  คนอื่นเดินดชิวจัง

 
อีกซักแป๊บรถไฟขบวน 910 ก็จะผ่านมารับเราที่จุดนี้
 
ว่าแล้วรถไฟก็มา ได้ชมได้เก็บภาพอีกครั้ง





เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถแล้ว เราก็พร้อมออกเดินทางกันต่อเพื่อจะกลับไปยังสถานีกาญจนบุรี


 
สถานีท่ากิเลน จอดแวะให้ซื้อน้ำอะไร เพราะจากนี้ไปต้องเดินทางในอากาศที่ร้อนๆกว่า 20 นาที

 
ถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควอีกครั้ง ไหนๆที่แอคชั่นมาผมก็จัดไป

 
แอบถ่ายบ้าง เสียดายป้ายห้องน้ำ ไม่ต้องตัวใหญ่ขนาดนั้นได้มั้ง เสียหมด



แต่คราวนี้ขบวนรถไม่จอดให้แล้วนะครับ ดิ่งตรงไปจอดยังสถานีกาญจนบุรีเลย



 
ออกสถานีมาข้ามถนนไปแวะชมสุสานทหารพันธมิตร  เขาปิด 17.00น. ทำให้วันนี้เรามีเวลาแค่ 20 นาทีหลังจากรถจอดเท่านั้น
ถ้าใครไม่อยากเดินก็นั่งรถเอาครับ ไป-กลับคนละ 10 บาท
 
มาถึงภายในสุสานก็ไม่มีญาติอะไรแถวนี้เท่าไหร่ ก็เก็บบรรยากาศรวมๆไป









กลับถึงขบวนรถ มุ่งหน้ากลับสู่หัวลำโพง พนักงานก็ทยอยแจกอาหารแต่ละอย่างที่สั่งกันไว้ ผมมีแค่ก๋วยเตี๋ยวราชบุรีละครับ กล่องละ 20 บาท แถมขนมหม้อแกงเมืองเพชรอีกอัน



 
ตามเวลาถึงสถานี 19.25น. แต่ 2 ทุ่มติดแหง๊ก รอใครไม่รู้ผ่าน มีไฟตำรวจแว๊บๆนำ

 
ก่อนจะเข้าหัวลำโพง อุ่นใจคงจะทันถ่ายรถจักรไอน้ำอยู่ ที่ไหนได้  เขาออกมาพอดีสวนกัน อดได้ถ่ายเลย

 
มาถึงสถานีนิทัศการณ์อะไรเขาก็เก็บหมดแล้ว อดดูอีก  จัดการอาบน้ำอาบท่าออกตั๋วหาไรตุนไว้ดีกว่า


เดินออกมา 7-11 ข้างนอก ก็ขอเก็บบรรยากาศกลางคืนไว้บ้าง


 
กลับเข้ามา พอมีเวลาเหลือนิดๆหน่อย ขอเช็คอินไว้เป็นที่ระทึกไรบ้าง

 
เดินมาดูแกลลอรี่รูป เห็น 2 สาวเค้า.... คุยกันเฉยๆ

 
เอาละได้เวลาขึ้นรถแล้ว อีกไม่ถึง 10 นาที ขบวนรถที่ 51 ก็จะออก

 
ชั้น 3 ตามเดิมละครับ 268 บาท

 
ก่อนขึ้นรถขอแวะไปดูว่าใครจะเป็นคนพาเรากลัว คราวนี้น้าต้อม 4210 ครับ ฝากด้วยนะน้า


เปิดวาร์ปอรุณสวัสดิ์ยามเช้า แต่วันนี้แสงเช้าไม่มา

 
รถคนไม่แน่นครับ นั่งๆนอนๆแบบ VIP มาสบายๆ

 
รถขบวน 51 ส่วนใหญ่ก็จะมาเช้าเอาแถวๆอุตรดิตถ์นี่ละครับ กำลังดีเหมาะกับการนั่งดูวิวสายเหนือเลย


 
น้าต้อมเราวิ่งมาตั้งไกล ยังจอดแวะกินน้ำมันเลย ผมเองก็เริ่มหิวละเหมือนกันแต่รอไปกินที่บ้านปินเอา


เติมน้ำมันเสร้จน้าต้อมแกอิ่มทีนี้ก็ซิ่งเลยละครับ  ผมเลือกนั่งฝั่งขวาเพราะจะไม่มีแนวสายไฟบัง จะได้ชมวิวถ่ายถนัดๆหน่อย





 
บรรยากาศยามเช้า ที่เห็นไม่ใช่สายหมอกนะครับ นั่นควันไฟป่าจางๆ

 
เข้าสู่แก่งหลวง ช่วงน้ำแห้งแล้งจริงๆ น้ำไม่ค่อยมีเลย


จะ 8 โมงแล้ว แสงแดดยังไม่สามารถทะลุออกมาได้ ก็นั่งชมวิวกันสบายๆไปครับ ไม่ร้อนดี


 
มาถึงสถานีบ้านปินที่ผมรอคอย ^_^


 
แอ่นแอ๊นนนนน  ข้าวหลามไส้สังขยาที่หมายปอง กับบะมี่ยามเช้า


กินอิ่มแล้วก็นั่งชมวิวดมควันไปป่าไป  แอบถ่าย พขร. ไรบ้าง

 
เผลอหลับไปมาถึงลำปางอีกที รถที่นั่งมาหัวหายซะแล้ว เพราะเขาปลดตู้ออกและเสริมหัวรถจักรอีกหัวเพื่อจะช่วยกันขึ้นดอยขุนตาน


 
ได้ 2 หัวก็ช่วยกันซิ่งฉิวเลยทีนี้


 
สุดท้ายแบตกล้องผมก็มาดับเอาก่อนจะเข้าอุโมงขุนตานพอดี  บ่าถึงบ้านซักกำ -*-


เมื่อป้าpขาวๆเล็กที่สลักว่าลำพูนใกล้เข้ามา...

 
สุดท้ายทริปมันก็ต้องจบ เมื่อรถไฟต้องจอดสถานีลำพูน

 
 
ลงรถเวลาเที่ยงตรงพอดี  ล่าช้า 10 นาทีเองนะเนี่ย เยี่ยมเลย

 
ก็เป็นอันว่าทริปนี้ได้จบลงแล้ว  สรุปคร่าวๆได้ดังนี้
 
นั่งรถไฟไป บ่ายวันที่ 25 15.50น. ถึงเช้าวันที่ 26 05.40น = 13 ชม. 50 นาที
วันที่ 26 ท่องเที่ยวกับขบวนรถ 909/910 ออก 06.40น. - 20.35น. = 13 ชม. 55 นาที
นั่งรถไฟกลับ คืนวันที่ 26 22.00 น. ถึงวันที่ 27 12.00น. = 14 ชม.
 
ค่าตั๋วไป  = 268 บาท
ค่าตั๋วรถท่องเที่ยว = 120 บาท
ค่าตั๋วกลับ = 268 บาท
ค่าที่พัก - ฟรี
 
ค่าอาหารที่ห่อขึ้นรถ หมูปิ้ง 20 ไส้อั่ว 30 ข้าวเหนียว 10 น้ำ 10 = 70 บาท
อาบน้ำ = 10 บาท
ไก่ปิ้ง 40 ข้าว 20 น้ำ 10 หมวกฝรั่ง 5 = 75 บาท
น้ำอัดลมที่สถานีน้ำตก = 20 บาท
ค่าโดยสารรถสองแถวไปน้ำตก = 20 บาท
น้ำเปล่าที่สถานีน้ำตก = 10 บาท
น้ำบ๊วยโซดาที่สถานีถ้ำกระแซ = 20 บาท
น้ำเปล่าที่สถานีท่ากิเลน = 10 บาท
ไอติม = 20 บาท
ก๋วยเตี๋ยวแห้งราชบุรี 2 กล่อง = 40 บาท
ขนมหม้อแกง 1 ถาด = 40 บาท
น้ำตาลสด 1 แก้ว = 10  บาท
 
อาบน้ำ = 10 บาท
โอวัลติล + ขนมปัง 7-11 = 20 บาท
ข้าวหลามของฝาก = 150
บะหมี่ = 20 บาท
น้ำเปล่า = 10 บาท
-----------------------------------
เบ็ดเสร็จค่าโดยสารพื้นฐาน  656 บาท
 
ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการกินๆๆๆ  420 บาท
 
รวมทั้งสิ้น  1076 บาท

 
ขอบคุณรีวิวดีๆจากคุณ SuperDOM
เรียบเรียงโดย ชิไปไหน