วันเสาร์สบายๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาทริปเที่ยว ชิล ๆ ในหนึ่งวันแล้วล่ะก็

                    ผมนายค็อปเตอร์ไม้ไผ่ ขอแนะนำให้ทุกคนไปทำบุญไหว้พระ 9 วัด กับ ขสมก. กัน

               โดยจะมีเส้นทางให้เลือกเดินทาง เพื่อไปทำบุญไหว้พระ ตามวัดเด่น วัดดัง ในแต่ละจังหวัด

               สำหรับผมเลือกเส้นทางไปยัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ผมเลือกไปจังหวัดนี้

               คือ เพื่อเดินลอดใต้ฐานหลวงปู่ศุข และลอดโลงหลวงปู่สำราญ ณ วัดปากคลองมะขามเฒ่า

                   ชมความงดงามของวิหารแก้ว และกราบสักการะหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ณ วัดท่าซุง

                  และ ชมบรรยากาศสวยๆ บนเขาสูง ที่มองเห็นทั้งเมืองอุทัยธานี ณ วัดสังกัสรัตนคีรี




ว่าแล้วก็ตามผมกันมาเลยครับ
เวลา 6.30 น. มาถึงอู่บางเขน จากนั้นเดินเข้ามาซื้อตั๋วกันเลยครับ









และที่อู่บางเขน ก็มีโปรโมชั่น ด้วยนะครับ ไหว้พระ 9 ครั้ง ฟรี 1 ครั้ง




และรถที่ผมจะนั่งไปในทริปนี้ คือ รถเมล์สาย 107 นะครับ
รถออกเดินทางจากกรุงเทพ ประมาณ 7.40 น.

เดินทางมาเรื่อยๆ จนเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ก่อนที่เราจะไปวัดแรกกัน ก็ต้องเติมพลังให้กับตัวเองกันที่
ร้านเฮียเล็ก จังหวัดสิงห์บุรี ให้เวลา 40 นาที แวะทานข้าวเช้า แล้วพร้อมกันที่รถ เวลา 9.40 นะ




หลังจากที่อิ่มท้องกันแล้ว ก็เดินทางมาไม่กี่กิโลเมตร จะถึงจังหวัดชัยนาทแล้ว
แต่เดี๋ยวก่อน ไกด์นำทาง จะพาทุกคนเข้าสู่ วัดโพธิ์ศรี  เป็นวัดแรกกันก่อนนะครับ




วัดโพธิ์ศรี

    เวลาประมาณ 10.00 น. มาถึงวัดโพธิ์ศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี



ประวัติโดยย่อ

       วัดโพธิ์ศรี เป็นวัดธรรมยุต สายวัดบวรนิเวศ ซึ่งพระผู้ใหญ่ในวัดบวรราชนิเวศ จะเดินทางมาดูแลเป็นประจำและ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนิน มาทรงผูกพัทธสีมาที่วัดโพธิ์ศรี
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2512



เมื่อลงจากรถมาแล้วให้เดินมารับดอกไม้ ธูปเทียน แผ่นทอง เพื่อกราบสักการะ อธิษฐานขอพร หลวงพ่อลา
และหลวงพ่อนาค ณ วัดโพธิ์ศรี




หลวงพ่อลา วัดโพธิ์ศรี จังหวัดสิงห์บุรี



เรือสาวทองสุก ณ วัดโพธิ์ศรี จังหวัดสิงห์บุรี





 
เดินมาด้านหน้าสุดของวัดจะเป็น พระอินทร์เทวาธิราชทรงช้างเอราวัณ สร้างขึ้นเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายแด่ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวโรกาสเจริญพระชนมายุ 100 พรรษา
วันที่ 3 ตุลาคม 2556

ออกเดินทางจากวัดโพธิ์ศรีประมาณ 10.30 น. แล้ว มุ่งหน้าสู่วัดธรรมามูลวรวิหาร เพื่อเข้าสักการะ
หลวงพ่อธรรมจักร และหลวงพ่อโต



วัดธรรมามูลวรวิหาร

     เวลาประมาณ 11.00 มาถึงวัดธรรมามูลวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท



ประวัติโดยย่อ


      วัดธรรมามูลวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองชัยนาท สันนิษฐานว่าพระมหาธรรมราชากษัตริย์แห่ง
ราชวงศ์สุโขทัยทรงสร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ.2120 และได้มีการบูรณะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่บนไหล่เขา
ธรรมามูลริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา







พอเข้ามาถึงวัด ปุ๊บ ไกด์นำทางจะให้ทุกคนมารับดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อกราบสักการะ หลวงพ่อธรรมจักร



หลวงพ่อโต วัดธรรมามูลวรวิหาร จังหวัดชัยนาท



บรรยากาศด้านหลังของวัดธรรมามูลวรวิหารนะครับ


 
ส่วนด้านหน้าเป็นบันไดขึ้นไปนมัสการวิหารพระนาค ที่มีความสูง 565 ขั้น ทางด้านซ้ายจะเป็นพระพุทธรูป
หลวงพ่อสุโขทัย ไกรจักษ์ จริง ๆ แล้วผมอยากขึ้นไปบนยอดเขานะครับ แต่ไกด์นำทาง เขาสั่งเลยว่า ห้ามขึ้นไปเพราะว่าจะไม่มีใครมารอรับคุณกลับ



เบื้องหน้าที่ทุกคนเห็นเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนสะพานที่เห็นเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นเส้นทางที่จะพาเราไปยัง สถานที่ต่อไป คือ วัดปากคลองมะขามเฒ่า นะครับ




วัดปากคลองมะขามเฒ่า (หลวงปู่ศุข)

      เวลาประมาณ 12.00 น. มาถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท



ประวัติโดยย่อ


            เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยตำนานที่ยังเล่าขานกันสือมาในเรื่องของวิชาอาคม และเครื่องรางของขลัง ความนิยมในพระเครื่องหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า ยังมีอยู่สูงมากในปัจจุบัน แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 หลวงปู่ศุขได้พัฒนาวัดปากคลองมะขามเฒ่าจนมีความเจริญรุ่งเรือง ด้วยความเมตตาของท่านนั้นทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายและท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่นนี้จนสิ้นอายุขัยด้วยวัย 76 พรรษา



มาถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่า (หลวงปู่ศุข) ไกด์นำทางจะพาเราเข้าไป เพื่อกราบสักการะหลวงปู่ศุขครับ









ให้มารับธูปเทียน ดอกบัว แผ่นทอง กันก่อน แล้วให้มากราบสักการะ หลวงปู่ศุข ณ จุดรับลองจากนั้นก็นำดอกบัวไปวางด้านในนะครับ







เมื่อเข้ามาด้านในแล้ว ที่สำคัญ คือ ต้องเดินลอดใต้ฐานหลวงปู่ศุข และลอดโลงหลวงปู่สำราญ 
พร้อมอธิฐานไปด้วย 3 รอบ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา กันครับ







ก่อนที่จะกลับ ทุกคนสามารถมาตักน้ำมนต์ และ เอาขวดน้ำมัน กลับบ้านกันได้ด้วยครับ จุดใกล้ ๆ กันสามารถเลือกชมพระเครื่อง หากใครประสงค์จะทอนพระ ไว้สักการะบูชาก็เชิญมุมนี้เลยครับ





 
เมื่อเราเดินออกมา ทางด้านขวา ให้เราเดินมานมัสการรูปหล่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก่อนนะครับ
ผมทราบมาว่า มีภาพฝีพระหัตถ์ของกรรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ด้วย แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปเยี่ยมชมได้เพราะมีเวลาน้อย อย่างเช่นวัดนี้ใช้เวลาประมาณ 40 นาที 12.40 น. พร้อมกันที่รถ






บริเวณรอบ ๆ วัดแห่งนี้ จะมีเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ และ มณฑปหลวงปู่ศุข อยู่ด้วย


เวลา 12.40 เดินทางออกจากวัดปากคลองมะขามเฒ่า



วัดกระทงทอง


      เวลาประมาณ 13.00 น. มาถึงวัดกระทงทอง อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท



ประวัติโดยย่อ


      แรกเริ่มเดิมที วัดนนี้แทบจะไม่มีอะไรเลย เป็นวัดเงียบสงบ อยู่กลางป่าอยู่ห่างไกลความเจริญ พระอุโบสถทรุดโทรม ขาดการบูรณะปฏิสังขรณ์ จนกระทั่งคณะทัวร์ ขสมก. ได้มาสำรวจ และได้รับการรวบรวมเงินบริจาค ถวายสังฆทาน นำเงินบริจาคทั้งหมด บูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น และมีความหัศจรรย์ของหยดเทียนในขันน้ำมนต์ที่สามารถมองเห็นเป็นตัวเลขได้ ที่สำคัญวัดนี้พี่ไกด์นำทางเข้าบอกว่า วันหนึ่งได้นำบาทมาตั้งหน้าวัด ตกเช้ามาเงินเต็ทมบาทเลย ไกด์นำทางเข้าบอกว่า วัดนี้มี ผีร่วมสร้างด้วยนะครับ



ให้ทุกคนมารับดอกไม้ ธูปเทียน โดยจะมีไกด์นำทางคอยแนะนำ ให้เรากราบสังการะหลวงพ่อหน้าโบสถ์ก่อนที่จะนำดอกไม้ และแผ่นทองไปติดด้านในโบสถ์นะครับ






หลังจากนั้นก็ให้มานั่งรอในโบสถ์  เพื่อเราจะร่วมกันถวายสังฆทาน ณ วัดแห่งนี้ และสำหรับใครจะทำบูญ ไม้กวาด กับ เก้าอี้ ก็จะมีบริการให้ด้วยนะครับ






และจุดที่พิเศษของวัดกระทงทอง คือ ต้นตะเคียนยักษ์ ความยาวกว่า 22.25 เมตร ได้ถูกนำมาวางที่วัดนี้ ซึ่งผู้คนที่มากราบสักการะ ต้นตะเคียนยักษ์ ก็คงจะต้องได้เลขเด็ดกลับบ้านติดตัวกันไป ทุกคนลองดูกันนะครับว่าเห็นเป็นเลขอะไรกันบ้าง



วัดปทุมธาราม (หลวงปู่นะ)

     เวลาประมาณ 13.30 น. มาถึงวัดปทุมธาราม อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท



ประวัติโดยย่อ


       ผู้สร้างวัด คือ สมเด็จเจ้าเถื่อน สมเด็จพร กับขรัวยายไข่ ภายในวัดมีวิ่งที่น่าสนใจ คือ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รูปเหมือนหล่อ หลวงปู่ศุข กรรมหลวงชุมพรฯ หลวงพ่อจาค อดีตเจ้าอาวาส ด้านหน้าวิหารมีพระพุทธรูปปางประทานพรสีทององค์ใหญ่ยิ้มรับผู้มาเยือน พระมหาธาตุเจดีย์ศรีชัยนาทนอก
จากนั้นยังมีพระร่วงเลิศฤทธิ์ และพระพุทธวงศ์ 28 พระองค์ ประดิษฐานอยู่ในองค์เจดีย์





 
เข้ามาถึงวัดปุ๊บ ไกด์นำทางจะพาเราไปลอดโบสถ์ขอพรพระพิฆเนศ โดยจะมีเจ้าหน้าที่แจกใบขอพร แล้วให้เราเดินวนรอบพระพิฆเนศ 3 รอบ พร้อมอธิฐานตามคำขอที่ให้มา เดินไปตามลูกศรบนพื้น ตั้งจิตอธิฐานให้มั่น ขอให้มีแต่ความสุข ความสำเร็จ สุขกาย และสุขใจ ครับ






จากนั้นเราออกมากราบสักการะ รูปเหมือนหล่อ หลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรฯ หลวงพ่อจาด กันครับ


 
ก่อนออกเดินทางไปยังวัดต่อไป ให้มองออกไปไกลๆ จะเห็นเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ศรีชัยนาทที่นับเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยนาท แต่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชม เพราะมีเวลาน้อย นะครับ



วัดท่าท่าซุง

     เวลา 14.00 น. มาถึงวัดท่าซุง (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี



ประวัติโดยย่อ


      ในปี พ.ศ. 2332 หลวงพ่อใหญ่ ท่าได้ธุดงค์มาปักกลดชาวบ้าน ท่าซุงมีความเลื่อมใสศรัทธา ได้นิมนต์ท่าประจำอยู่วัดท่าซุงแห่งนี้ ท่าได้รับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสเพียงองค์เดียว ท่านยังได้บรรลุพระอรหันต์ ณ วัดแห่งนี้ด้วย ต่อมาหลวงต่อเส็งท่านเป็นผู้ช่วยบูรณะวัดในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นเจ้าอาวาสต่อจาก หลวงพ่อใหญ่ ท่าเป็นพระอรหันต์ รูปที่ 2 ต่อจาก หลวงพ่อใหญ่ จนมาถึงสมัย ของหลวงพ่อเล่ง และหลวงพ่อไล้ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน จนท่านทั้ง 2 มรณภาพ จนมาถึงยุคภิกขุพานิช วัดไม่ได้บูรณะ มา 47 ปี จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. 2511 หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) ได้ริเริ่มบูรณะวัดอีกครั้ง



มาถึงวัดแล้ว ก็ให้ทุกคนนั่งรถซาเล็ง เพื่อเข้าไปกราบไหว้พระศรีอาริย์ เมตไตรย เป็นจุดแรกก่อนนะครับ





 
เมื่อขึ้นมาบนวิหารแล้วให้มารับพานเงิน หรือ พานทองก่อน จากนั้นมากราบสักการะพระศรีอาริย์ เมตไตรย กันครับ เพื่อความเป็นสิริมงคล








 
จุดที่ 2 คือ วิหารสมเด็จองค์ปฐม พอเข้ามาภายในวิหารแล้วให้เดินมารับพานทองพานเงิน เพื่อไปกราบ
สักการะ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ นะครับ ขอบอกเลยว่า ภายในวิหารหลวงพ่อฤาษีลิงดำ มีแสงไฟที่สะท้อนกับกระจกบานเล็ก ๆ ทำให้รู้สึกถึงอุ่นไอของธรรมะ เลยล่ะครับ





 
จุดที่ 3 คือ หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา เมื่อเรากราบสักการะ ขอพร ให้ร่ำรวยเงินทองกันแล้ว ให้เดินออกมาด้านหน้า รถซาเล้งที่เรานั่งมา จะรอทุกคนอยู่ ใครมาคันไหนให้กลับคันนั้นนะครับ


 
จุดที่ 4 จะเป็น ปราศาททองคำ โดยรถซาเล้งจะพาเรามาให้ได้ชมความงดงามของตัวปราศาท ซึ่งภายในปราศาทจะมีแสงไฟสีเหลือง สะท้อนกับกระจกบานเล็ก ๆ ที่ติดตามผนัง ทำให้ภายในดูเป็นสีทอง งดงามตาเลยทีเดียวครับ



เรากลับมากันที่จุดแรกที่เราลงรถกัน คือ วิหารแก้ว ซึ่งรถซาเล้งจะพาเรากลับมา อย่าลืมจ่ายค่ารถซาเล้งด้วยนะ คนละ 8 บาทครับ









ภายในวิหารแก้ว เป็นวิหารสำคัญที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำสร้างไว้ก่อนมรณะภาพรวมทั้งยังเป็นที่รักษา สังขารร่างของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อยในโลงแก้ว ให้ทุกคนมากราบสักการะ ขอพรจากท่าน



นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูป จำลอง พระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระประทานในวิหารอีกด้วย ซึ่งวิหารแก้วจะเปิดให้ชมตั้งแต่ เวลา 9.00-11.45 น. และ 14.00-16.00 น. ในรอบ 2 เท่านั้นนะครับ



วัดสังกัสรัตนคีรี (เขาสะแกกรัง)

     เวลา 15.30 มาถึงวัดสังกัสรัตนคีรี อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี



ประวัติโดยย่อ


      ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปขนาดย่อมที่ชำรุดไปไว้ตามหัวเมืองต่างๆ เมืองอุทัยธานีรับได้ 3 องค์ แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดขวิด พระพุทธรูปองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่ สร้างในสมัยพระยาลิไท มีส่วนเศียรกับส่วนองค์พระเป็นคนละองค์ ต่อมาเมื่อุยบวัดขงิดไปรวมกับวัดทุ่งแก้ว จึงได้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่วัดสังกัสรัตนคีรี และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียร พร้อมกับถวายนามว่า “พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์” ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี มีการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งพระสงฆ์ประมาณ 500 รูปจะเดินลงบันไดจากยอดเขาสะแกกรังมารับบิณฑบาตที่ลานวัดเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัด



เข้าวัดมาแล้ว ไกด์นำทางจะพาทุกคนให้เดินตามกันไปเพื่อ รับดอกไม้ ธูปเทียน ครับ



จากนั้นมากราบสักการะ พระสังกัจจยนะ โชติปาโล(หลวงปู่บุญมี) และให้เราได้โยนเหรียญ เข้าสะดือ เพื่อความเป็นสิริมงคลครับ

         

เดินลงมาอีกหน่อย เพื่อกราบสักการะ รอยพระบาท เพื่อความเป็นสิริมงคล และอธิฐานขอพรให้มีความสุขความเจริญกันครับ








 
รอบๆ วิหารรอยพระบาท จะเป็นจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นรอบเมือง อุทัยธานี และรับไอแดดอุ่นๆ ให้ชุ่มชื่น กาย สบายใจกันครับ



เดินกลับมาทางเดิมก่อนจะกลับกัน จุดแรกที่เห็นคือ ศาลารัชมังคลาภิเษก นะครับ


 
เดินกลับมาอีกหน่อย ก่อนที่เราจะกลับไปขึ้นรถกัน ก็จะมี วิหาร พระแม่กวนอิม ให้ทุกคนได้ กราบสักการะ
อธิฐานขอพร กันด้วยครับ
 
วัดสังกัสรัตนคีรี จะเป็นวัดสุดท้ายของทริปนี้นะครับ ด้วยเหตุผลของระยะทางที่ไกล ทำให้เราจะไหว้พระ
กันไม่ครบ 9 วัดกัน แต่ก็ขอให้คิดว่า เราได้มาสร้างบุญ สร้างกุศลกันนะครับ

เวลา 17.00 น. มาถึงเขื่อนเจ้าพระยา








 
ไกด์นำทางก็พาเรามากันที่ เขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้ทุกคนได้แวะซื้อของฝากกัน ซึ่งไกด์นำทางเขาบอกว่า
ปลาที่นี้อร่อย และยังน่ากินอีกด้วย โดยให้เวลาประมาณ 30 นาทีนะครับ เพื่อแวะซื้อของกัน

เวลา 18.00 หลังจากที่เราอิ่มบุญ สุขกาย สบายใจกันแล้ว แถมยังได้ของฝากกันแบบเต็มไม้ เต็มมือ
เราก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ แต่เดี๋ยวก่อน ไกด์นำทางจะพาทุกคนไปทานมื้อเย็นกัน ที่ร้านน้องเปิ้ล
โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ ในการรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็กลับกรุงเทพกัน
มาถึงกรุงเทพเวลาประมาณ 2 ทุ่มครับ


                               สำหรับวันนี้ผมว่า ทุกคนคงสุขกายสบายใจกันแล้ว
              รวมทั้งยังได้ บุญกลับบ้านกันแบบเต็มๆ กับทริปไหว้พระ 9 วัด กับ ขสมก.
                             ผมนายค็อปเตอร์ไม้ไผ่ก็ขอจบทริปนี้ไว้เพียงเท่านี้
                         หวังว่า ครั้งหน้าจะได้ร่วมทริปดีๆ แบบนี้กันอีกนะครับ
                                                     สวัสดีครับ...