ผ่านไปครึ่งปีแรกแล้ว ใครยังไม่ได้เที่ยวยกมือขึ้น? (^_^)/ ป่ะ…ลาพักร้อน หาเวลาออกไปพักผ่อนกันบ้างดีไหม หรือใครวันลาเหลือน้อยลองจัดทริปไปเที่ยวทะเลใกล้ๆ กรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ได้ ช่วงนี้ทะเลภาคตะวันออกอย่างโซนชลบุรี-ระยองเป็นช่วงปลอดมรสุม ฟ้าใส ทะเลสวย  เหมาะจะยกแก๊งค์ไปเที่ยวสุดๆ ทริปนี้พวกเราเลยขับรถไปเที่ยวชลบุรี-ระยอง 2 วัน 1 คืน ขับรถเที่ยว หารค่าน้ำมันกันชิลๆ ใช้งบไม่เยอะก็ฟินได้!! จะสนุกขนาดไหน…สตาร์ทรถแล้วตามไปเที่ยวกันเลยค่ะ    ヽ(^o^)丿


พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงเช้า โดยใช้เส้นทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ระหว่างทางแวะกันที่ศูนย์บริการรถยนต์ไทร์พลัส สาขาบ้านสวน ชลบุรี เพื่อตรวจเช็คสภาพรถกันก่อน สุภาษิตว่ากองทัพเดินได้ด้วยท้อง แต่แก๊งค์เราขออุ่นใจไว้ก่อนเดินทางไกล ขอเช็ครถให้มั่นใจ…จะได้ไม่ต้องกังวลระหว่างเดินทาง (^_<)


พอเลี้ยวรถเข้าไปในศูนย์ปุ๊บ ก็มีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับทันที บริการประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถเลยค่ะ  (^O^)


หลังจากนั้นช่างจะมารับรถจากเรา เพื่อนำรถไปตรวจเช็ค โดยจะมีการนำผ้ามาคลุมเบาะรถเพื่อกันเปื้อนก่อนที่จะขับรถของเราไปตรวจเช็คอีกที เรียกว่าใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนสุดๆ


ระหว่างนั้น พนักงานก็จะสอบถามความต้องการ ก่อนจะพาพวกเราเข้าไปในโชว์รูมด้านใน พร้อมอธิบายรายละเอียดและแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเดินทางต่างๆ ซึ่งทางไทร์พลัสก็มีบริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี เหมาะสำหรับคนที่ชอบขับรถเดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ อย่างพวกเรามากๆ


จุดเด่นของไทร์พลัสคือ เป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่มีสินค้าคุณภาพทั้งยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เบรก แบตเตอรี่ ฯลฯ ให้เลือกสรร พร้อมการบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกับไทร์พลัสทั่วโลก ทำให้เราวางใจเลือกใช้บริการที่นี่ 


นอกจากโชว์รูมแล้ว ภายในศูนย์บริการไทร์พลัสยังมีห้องรับรองสำหรับให้ลูกค้าได้นั่งรอโดยเฉพาะ มีโซฟาและที่นั่งหลากหลายมุม พร้อมติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ และมีสัญญาณ Wi-Fi ให้ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ระหว่างรอ นอกจากนี้ ยังมีบริการเครื่องดื่มอย่างน้ำเปล่าและกาแฟให้ดื่มชิลๆ  ที่สำคัญคือ ระหว่างที่ช่างกำลังตรวจเช็ครถ เราสามารถมองเห็นทุกขั้นตอนจากห้องรับรองได้เลยค่ะ 


โดยช่างจะทำการตรวจเช็ครถอย่างละเอียด ด้วยโปรแกรม Safety Check Safety Plus ตรวจสอบสภาพรถถึง 24 รายการ อาทิ น้ำมันเครื่อง,แบตเตอรี่,ล้อและยางรถยนต์,ใบปัดน้ำฝน,น้ำมันเบรก ฯลฯ ไปจนถึงใต้ฝากระโปรงรถ ด้วยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย จึงการันตีความมั่นใจได้ว่าทริปนี้เราขับรถเที่ยวได้อย่างปลอดภัย อุ่นใจชัวร์!


นั่งรอเพลินๆ แป๊บเดียว พนักงานก็มาแจ้งว่าตรวจเช็ครถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาแค่ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น ผลออกมาสภาพรถของเราค่อนข้างดีเกือบ 100% พร้อมพนักงานยังให้แนะนำเพิ่มเติมถึงสิ่งที่ต้องระวังในการขับขี่ เรียกว่าประทับใจกับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และเป็นมืออาชีพของศูนย์บริการรถยนต์ไทร์พลัสมากๆ


ซึ่งถ้าหากเราแอดไลน์ไทร์พลัส ระบบจะเก็บข้อมูลและประวัติเข้ารับบริการของเราเอาไว้ และแจ้งเตือนทางไลน์เมื่อถึงกำหนดเช็ครถครั้งต่อไป นอกจากนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือเมื่อรถเกิดเหตุฉุกเฉิน  และมีส่วนลดพิเศษให้อีกด้วย ซึ่งระหว่างช่วงที่นั่งรอตรวจเช็ครถอยู่นี้ เราก็บังเอิญเจอโปรโมชั่นจากไทร์พลัสพอดี แค่ลงทะเบียนง่ายๆ ผ่าน QR Code หรือแอดไลน์ @TYREPLUS  ก็ได้รับสิทธิพิเศษกันไปเลยค่ะ


ตรวจเช็ครถจนมั่นใจเสร็จแล้ว ก็พร้อมออกเดินทางกันต่อ ปักหมุดจุดเช็คอินต่อไปกันที่ “แกรนด์แคนยอน คีรี”  สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คชื่อดังของชลบุรี ตั้งอยู่ติดกับทางรถไฟในซอยคีรีนคร 8 ในเขตอำเภอเมือง ชลบุรีนี่เอง


ในอดีตที่นี่เคยเป็นเหมืองหินแร่เก่ามาก่อน และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมมาถ่ายรูป เพราะสภาพภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตา มีบ่อหินลึกขนาดใหญ่ที่กลายเป็นเหมือนทะเลสาบสีเขียวอมฟ้าตรงกลาง รายล้อมด้วยหน้าผาหินสูงชัน ด้านหลังยังมีโตรกผาหินที่กลายเป็นแคนยอนให้เดินลัดเลาะเข้าไปถ่ายรูปฮิปๆ กดชัตเตอร์รัวๆ กันจนเม็มฯ เต็มเลยทีเดียว


ถ่ายรูปกันจุใจแล้ว แวะมานั่งพักเหนื่อยกันที่ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้า สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ กันคนละแก้วมานั่งจิบแล้วชมวิวแกรนด์แคนยอน คีรี เรียกว่าจ่ายค่าเครื่องดื่มและกาแฟแค่หลักสิบ แต่ได้ดูวิวหลักแสน คุ้มเว่อร์!


พักเหนื่อยเสร็จแล้ว ขับรถไปเที่ยวกันต่อที่ “วัดถ้ำเขาประทุน” สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของระยองที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะเพิ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ไม่นาน ตั้งอยู่ที่ ต.เขาน้อย อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ซึ่งอยู่ระหว่างทางพอดี พวกเราเลยแวะไปเที่ยวและทำบุญไหว้พระที่นี่กันก่อนค่ะ


ไฮไลท์ของที่นี่คือ ในช่วงหน้าฝนเราต้องล่องเรือเข้าไปในถ้ำซึ่งเป็นอุโมงค์ทะลุเข้าไปยังลานกว้างด้านในอีกที ภายในมีโพรงถ้ำขนาดใหญ่เรียกว่า “โพรงพญานาค” และมีถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนคน สัตว์ ฯลฯ ตามแต่เราจะจินตนาการ บรรยากาศสงบและเป็นธรรมชาติมากๆ เหมาะสำหรับใครที่ชอบเที่ยวสถานที่ที่ยังคงเป็นธรรมชาติ แต่ไม่ลำบากจนเกินไป  ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยเพราะมีทั้งไกด์และเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้คำแนะนำตลอดค่ะ


เที่ยววัดถ้ำเขาประทุนเสร็จแล้ว เราขับรถไปกินมื้อเที่ยงง่ายๆ แถวน้ำตกเขาชะเมา ที่ร้าน “ก๋วยเตี๋ยวปากตุ่ม” ร้านก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่งเล็กๆ อยู่ในซอยตรงข้ามกับทางเข้าน้ำตกเขาชะเมา จุดเด่นของร้านนี้คือการออกแบบตุ่มใส่เตาแก๊ส ซึ่งนอกจากจะเก๋แล้วยังช่วยประหยัดพลังงาน จัดเป็นร้านอาหารที่ไอเดียแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริงๆ


เมนูเด็ดที่นี่ แนะนำก๋วยเตี๋ยวทะเลต้มยำ จัดเต็มทั้งกุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เต้าหู้ปลา รสชาติเข้มข้น ไม่ต้องปรุงเลยค่ะ แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วยล่ะ ถ้ากลัวว่าแค่ทานก๋วยเตี๋ยวจะไม่อยู่ท้องก็มีเมนูอาหารตามสั่งอย่าง “ผัดกะเพรานรกชัดๆ” แค่ชื่อก็สะดุดหูแล้ว ใครอยากรู้ว่าจะเผ็ดขนาดไหนต้องลองมาพิสูจน์กันดูเอาเอง ว่าจะเผ็ดนรกเรียกพี่ขนาดไหน!


อิ่มแล้ว เราไปเที่ยวที่น้ำตกเขาชะเมา ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง กันต่อ จ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท (ถ้ามีรถไปเอง เสียค่าพาหนะอีก 30 บาท) จอดรถเสร็จแล้วไปเปลี่ยนชุดเตรียมเล่นน้ำกันดีกว่า!


น้ำตกเขาชะเมามีต้นกำเนิดมาจากยอดเขาชะเมา ที่ยังมีสภาพป่าดิบอุดมสมบูรณ์ โดยแบ่งระดับความสูงของน้ำตกถึง 8 ชั้น แต่จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมากที่สุด คือ ชั้นที่ 2 ที่มีชื่อว่า “วังมัจฉา” ซึ่งถือเป็นจุดไฮไลท์ของน้ำตกเขาชะเมาก็ว่าได้ เพราะเป็นแอ่งน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีฝูงปลาพวงมากมายมาชุมนุมกันจนเป็นวังปลา


นอกจากเราจะได้ถ่ายรูปกับฝูงปลาพวงที่เชื่องมากๆ ไม่กลัวคนเลยค่ะ เรายังสามารถลงเล่นน้ำ หรือถ่ายรูปกับสะพานแขวนได้ (น่าเสียดายที่สะพานชำรุด ทางอุทยานจึงปิดสะพานเพื่อความปลอดภัย) ส่วนถ้าใครฟิตอาจเดินเท้าขึ้นไปพิชิตน้ำตกเขาชะเมาชั้นที่ 7 ซึ่งมีชื่อว่า “หกสาย” ที่ว่ากันว่าเป็นน้ำตกชั้นที่สวยที่สุดต่อก็ได้ ส่วนเราขอนั่งเล่น เอาขาจุ่มน้ำ ดูปลาพลวงชิลๆ แบบนี้ก็ฟินแล้วล่ะ


เล่นน้ำจนเย็น ใกล้เวลาที่อุทยานจะปิด เราก็ขับรถไปเช็คอินเข้าที่พักของพวกเราคืนนี้กันที่ “มาหาสมุทร บูทีค โฮมสเตย์” ที่พักแนวโฮมสเตย์สุดเก๋ในย่านชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส จ.ระยอง บรรยากาศอบอุ่นน่ารักมากๆ หน้าบ้านมีชิงช้าให้เรานั่งเล่นถ่ายรูปเป็นที่ระลึกได้ด้วย


ที่นี่มีห้องพักให้เลือกทั้งแบบพักได้ 2 คน และพักได้ยกแก๊งค์ ทริปนี้เรามากันหลายคนเลยเลือกพักห้องแบบ Duplex Family ที่มี 2 ชั้น มีบันไดขึ้นไปชั้นลอยเล็กๆ ด้านบนอีกที เหมาะจะมาพักกับครอบครัว หรือชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ยกแก๊งค์


ด้านหน้าโฮมสเตย์มีที่นั่งเล่นริมน้ำที่ดัดแปลงมาจากเรือประมงเก่า ให้เราได้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกลับฝั่งป่าโกงกาง แสงอาทิตย์สะท้อนเป็นประกายบนผืนน้ำ ท่ามกลางเรือประมงของชาวบ้านที่จอดอยู่ริมแม่น้ำประแส


มื้อเย็นเราไปฝากท้องที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ อย่าง “เจ๊หน่องแซ่บเว่อร์” ร้านอาหารพื้นเมืองระยองรสเด็ดในย่านชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส บรรยากาศเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น แถมยังได้ทานอาหารพร้อมชมวิวบรรยากาศริมแม่น้ำไปด้วย


แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่เมนูที่นี่จัดว่าเด็ดทุกจาน แถมราคาถูกจนตกใจ เราเลยเปิดเมนูสั่งมาเต็มโต๊ะ ทั้งเมนูทะเลลวกจิ้ม, ยำผักกระชับกุ้งสด ผักพื้นบ้านที่หน้าตาเหมือนยอดอ่อนทานตะวัน นำมายำกับกุ้งสดคลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้าน กินคู่กับเมนูจานเด็ดของร้านอย่าง “ข้าวผัดประแส” ข้าวผัดสูตรพิเศษที่ผัดในกระทะจนได้กลิ่นหอมไหม้นิดๆ เสิร์ฟพร้อมกับทอดมัน กุ้งและปลาหมึกทอดตัวเล็กๆ ต่อด้วย “แกงส้มหอยปากเป็ด” หรือหอยราก ที่สามารถเอามาทำอาหารได้หลายเมนู ทั้งแกงส้ม, ผัดฉ่า ฯลฯ เวลาเคี้ยวรากหอยจะได้ความอร่อยกรุบๆ บอกเลยว่าใครมาเที่ยวปากน้ำประแสต้องไม่พลาดลองสั่งมาชิมดูสักครั้ง


อิ่มแล้วกลับมานั่งเล่นย่อยอาหารในที่พัก บรรยากาศตอนค่ำๆ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีที่มาหาสมุทรโฮมสเตย์โรแมนติกมากๆ พี่เจ้าของที่พักบอกว่าแต่ละวันฟ้าจะสีไม่เหมือนกันเลย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้หลายคนหลงรักที่พักเล็กๆ ริมแม่น้ำประแสแห่งนี้


ตอนเช้าเราตื่นมาด้วยความสดชื่น  มานั่งทานอาหารเช้าริมน้ำที่ทางโฮมสเตย์จัดเตรียมใส่ปิ่นโตไว้ให้ชุดใหญ่ เป็นเมนูอาหารพื้นบ้านง่ายๆ แต่อร่อยทุกจาน อาทิ หมึกต้มน้ำดำ,ห่อหมก,ปลาทอด และน้ำพริกกะปิกินคู่กับผักสดและผักต้มอีกชุดใหญ่ มื้อนี้ทุกคนเจริญอาหาร เติมข้าวกันจนเกลี้ยงเถาปิ่นโตเลยค่ะ


จากนั้นเราเช็คเอาท์ออกจากที่พัก ขับรถไปเที่ยวใกล้ๆ ที่ “สะพานรักษ์แสม” กันต่อ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คในย่านชุมชนปากน้ำประแสที่น่าแวะมาเช็คอิน เดินเล่น ถ่ายรูปบนสะพานแขวนที่สร้างเชื่อมกับป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ฝั่งตรงข้าม และยังมีหอชมวิวให้เราเดินขึ้นไปถ่ายรูป ชมวิวจากมุมสูงได้ด้วย


มาถึงระยอง ทริปนี้เรายังไม่ได้สัมผัสทะเลกันเลย เราเลยขับรถไปเล่นน้ำที่หาดสวนสน ในเขตตำบลเพ อำเภอแกลง ระยอง ชายหาดนี้มีเสน่ห์อยู่ที่ความเป็นธรรมชาติด้วยแนวต้นสนที่เรียงรายตลอดแนวถนนที่ขนานกับชายหาด น้ำทะเลอาจไม่ใสมาก แต่สะอาดน่าเล่นไม่เบาเลยค่ะ ถ้าขี้เกียจเปลี่ยนชุด ก็แค่เดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ ริมชายหาด ชมบรรยากาศ แค่นี้สดชื่นแล้ว… (^o^)


หลังจากเล่นน้ำที่ชายหาดสวนสน เราขับรถเข้าไปตัวเมืองระยอง เพื่อไปเที่ยวที่ถนนยมจินดา ถนนสุดคลาสสิคที่อยู่ในย่านเมืองเก่าของระยอง ซึ่งถนนยมจินดาถือได้เป็นแหล่งการค้าแห่งแรกของเมืองระยองก็ว่าได้ ปัจจุบันนี้กลายเป็นย่านท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ดึงดูดคนที่อยากมาสัมผัสวิถีชีวิตในยุคก่อนของคนระยอง


เราเดินเล่นชมบ้านเก่า และห้องแถวไม้โบราณเก่าแก่ที่ยังคงมีร้านค้าและคนอยู่อาศัย มีมุมฮิปๆ ให้ถ่ายรูปหลายมุมเลยค่ะ


เดินเล่นได้สักพักเพื่อนก็บ่นหิว เราเลยไปทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน “ราย็อง” ร้านอาหารสุดคลาสสิคในย่านถนนยมจินดา ภายในร้านตกแต่งสวยเก๋สะดุดตา ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์วินเทจ และกระเบื้องปูพื้นลายโบราณ ผนังประดับด้วยภาพวาดสีขาวดำ นาฬิกาแขวน นอกจากนี้ ยังมีเปียโนไม้สุดคลาสสิคและฉากให้ถ่ายรูป น่าจะถูกใจสายเซลฟี่อย่างสาวๆ แน่นอน  


เมนูเด็ดที่นี่มีให้เลือกทั้งอาหารไทย อาหารพื้นเมือง และฟิวชั่น แนะนำลองสั่ง “ข้าวมันไก่ตึกดิน” และ ก๋วยจั๊บสูตรโบราณ อร่อยเด็ดทั้งสองจาน นอกจากนี้ ยังมีก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ข้าวอบสับปะรดที่เสิร์ฟข้าวผัดมาในสับปะรดทั้งลูก และพิซซ่าทิชชู่ พิซซ่าแป้งบางกรอบ เครื่องแน่นๆ ชีสเยิ้มๆ เติมความสดชื่นด้วยน้ำสับปะรด ชาเย็น และกาแฟโบราณกันอีกคนละแก้ว


อิ่มแล้ว ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันต่อ ก็สะดุดตาเข้ากับ “พิพิธภัณฑ์เมืองระยอง” ซึ่งจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้โบราณเก่าแก่หายากที่น่าสนใจมากมาย พวกเราเลยแวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่เกิดจากความตั้งใจของกลุ่มชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองเก่าระยองกันสักหน่อย


ภายในพิพิธภัณฑ์ซึ่งปรับปรุงมาจาก “บ้านสัตย์อุดม” บ้านไม้เก่าแก่ของคหบดีในชุมชนอายุเกือบ 100 ปี ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2463 แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างจัดแสดงภาพถ่ายโบราณหายากที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองระยอง ส่วนชั้นสองจัดเป็นห้องนอนที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนระยองในสมัยก่อน แม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เดินชมแค่แป๊บเดียวก็ทั่ว แต่พวกเราก็ประทับใจกับความพยายามที่จะอนุรักษ์ไว้ของชุมชนในพื้นที่ ใครที่ชอบสิ่งของและเรื่องราวย้อนยุคในอดีต ไม่ควรพลาดแวะมาชมที่นี่จริงๆ ค่ะ


หลังจากนี้ ก็ได้เวลาโบกมือบ๊าย..บายระยอง ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันแล้ว สรุปว่าทริปขับรถเที่ยวชลบุรี-ระยอง 2 วัน 1 คืนของพวกเราครั้งนี้ สนุกครบทุกรสชาติจริงๆ ทั้งได้เที่ยวถ้ำ ทะเล น้ำตก ได้ถ่ายรูปฮิปๆ กินอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ จนพุงกาง แถมยังได้นอนโฮมสเตย์สัมผัสบรรยากาศวิถีพื้นบ้าน ที่สำคัญทริปนี้เราเที่ยวอย่างอุ่นใจ เพราะเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางกับไทร์พลัส #TYREPLUSTHAILAND จึงเดินทางปลอดภัย สบายใจตลอดทริป บริการของเค้าดี แถมครบเครื่องเรื่องการดูแลรถแบบนี้ ต้องบอกต่อค่ะ   ดังนั้น ใครมีทริปขับรถไปเที่ยวทางไกล ลองค้นหาบริการไทร์พลัสใกล้บ้านได้ที่ www.tyreplus.co.th หรือ Hotline 02-700-3999 กันได้เลยค่ะ