หนึ่งในคำคมสร้างแรงบันดาลใจการเดินทางที่ผมชอบที่สุด คือ ประโยคที่มีใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ปลายทางไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง และระหว่างทางก็ไม่สำคัญ เท่ากับช่วงเวลาที่พวกเราอยู่ด้วยกัน” ผมว่ามันจริงซะยิ่งกว่าจริง ! พอเสาร์-อาทิตย์นี้ ได้ฤกษ์เคลียร์งานที่สะสมไว้จนคล่องตัว ความคิดที่ว่า อยากนัดรียูเนียนกับเพื่อนสนิทในกลุ่มเลยถือบังเกิด หลังจากแพลนล่มแล้วล่มอีก จนไม่เจอหน้ากันซะนานหลายปี (กลัวว่าอีกทีจะเป็นตอนที่เพื่อนมีลูก) แต่ทริปนี้แหละ ขออาสาเป็นสารถีขับรถ TOYOTA C-HR คู่ใจคันใหม่ ที่มาพร้อมระบบ T-Connect Telematics ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมข้อมูล รถและเราเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์และแอพลิเคชัน T-Connect ให้เราได้สนุกไปกับการใช้ฟังก์ชันต่างๆ ได้ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น WiFi ในรถยนต์ บริการส่งพิกัดเส้นทางการเดินทาง ตลอดจนการประสานงานการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว งานนี้พร้อมแล้วก็เก็บกระเป๋าตามเรามาไปตะลุยอยุธยากัน…




สาเหตุหลักที่พวกเราเลือกเที่ยวจังหวัดอยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อนเป็นปลายทางทริปในครั้งนี้ ไม่มีอะไรมากเลยครับ นอกจากเป็นจังหวัดใกล้กรุงที่ใช้เวลาเดินทางน้อยนิด เพียง 2 ชั่วโมงก็ถึง จึงค่อนข้างจะเหมาะกับคนไม่ค่อยมีเวลาอย่างพวกเราๆ ทั้งหลาย แถมตอนนี้ยังกำลังฮอตฮิต ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างคึกคักทีเดียว 



ซึ่งใครมาเที่ยวอยุธยา เป็นธรรมเนียมแน่นอนว่าต้องไม่พลาดแวะไปเยี่ยมชมวัดวาอาราม แหล่งโบราณสถานขึ้นชื่อของจังหวัด เราเลยเลือก วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำวังเช่นเดียวกันกับวัดพระแก้วเป็นการเปิดประเดิมทริปซะเลย



ก่อนอื่นต้องซื้อบัตรเข้าชมก่อนนะครับ โดยราคาคนไทย ผู้ใหญ่จะอยู่ที่คนละ 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. 

พวกเราเดินเล่นกันมาตามทางสวนกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคน ที่พกกล้องเดินตามไกด์ซึ่งคอยอธิบายด้วยหน้าตาท่าทางที่ดูตั้งอกตั้งใจฟังบรรยายไม่ต่างกัน เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับความเจริญของราชธานีเก่าในอดีตอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก



แอบลองหลับตา แล้วจินตนาการย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสมัยนั้นวัดพระศรีสรรเพชญ์คงยิ่งใหญ่ และอลังการน่าดู ชักไม่แปลกใจแล้วสิ ว่าทำไมตอนที่แม่การะเกดในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสย้อนเวลากลับมา ได้มีทีท่าตื่นเต้นซะเหลือเกิน 

แม้ข้างนอกแดดจะร้อน แต่ข้างในกลับร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ และเย็นสบายเอามากๆ  ยิ่งพอเจอมุมไหนถูกใจ บรรดาสาวๆ เค้าก็รีเควสท์ให้เราช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ซึ่งหากใครจะมาถ่ายรูปกับสถานที่แบบนี้ ผมแนะนำว่าควรแต่งตัวให้เรียบร้อย ไม่ใส่ขาสั้น หรือแขนกุด เป็นการให้เกียรติสถานที่นิดนึงก็ดีนะครับ 



นี่แค่ที่แรกยังเพลินจนเกือบหลงลืมเวลา มารู้ตัวอีกทีเอาตอนจะกลับ ว่าพวกเราหารถกันไม่เจอ ! 5555555 ถ้าเป็นสมัยก่อนคงต้องเดินหาจนปวดหัวใช่มั้ยครับ แต่เดี๋ยวนี้สบายกว่านั้นเยอะ เพราะนอกจากจะมี Find My Phone แล้ว รถทั้งคันเราก็หาได้เหมือนกัน ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นที่มากับระบบ T-Conncet Telematics ของเจ้า TOYOTA C-HR อย่าง Find My Car  ซึ่งจะทำการเชื่อมโยงและรับส่งข้อมูลระหว่างรถและเราเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถตรวจสอบพิกัดรถยนต์ผ่านแอพลิเคชัน Find My Car บนสมาร์ทโฟนของเราได้อย่างว่องไว  

อีกทั้งยังอุ่นใจด้วยฟังก์ชั่น Parking Alert ซึ่งหากรถเกิดถูกสตาร์ทหรือเคลื่อนที่เกิน 100 เมตร ระบบจะแจ้งเตือนผ่าน Notification ไปที่สมาร์ทโฟนและ Apple Watch ทันที ต่อให้จอดรถไว้ไกลจากสายตาขนาดไหนก็สามารถระบุพิกัดของรถที่จอดไว้เจอได้ง่ายๆ หายห่วงแน่นอนครับ



สงสัยกลัวว่าทริปนี้จะเงียบเหงาจนเกินไป เพื่อนสาวผู้มีดนตรีในหัวใจตลอดเวลา เลยเอ่ยปากขอให้ช่วยเปิดเพลงสักหน่อยได้ปะแก อะ จัดไป ! เปิดใช้ My Toyota Wi-Fi ที่เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้พร้อมกันสูงสุด 9 อุปกรณ์ทำให้เราสามารถเข้าหน้า Youtube เปิดเพลงจากในรถ เพิ่มบรรยากาศการเดินทางให้สนุกสนานขึ้นกว่าเดิมสมใจคุณเธอเค้าล่ะ



ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าชักเริ่มหิว เรามุ่งตรงมากินข้าวกลางวันกันที่ Busaba Cafe & Meal 



คาเฟ่กึ่งร้านอาหารโทนสีขาวสบายตา สไตล์โมเดิร์น ที่เน้นความปลอดโปร่งของตัวร้าน และแสงอบอุ่นจากธรรมชาติเป็นหลัก



ในส่วนของเมนูอาหารที่นี่จะเป็นประเภทฟิวชั่นครับ แถมมีชื่อเรียกเท่ๆ ว่า ‘ อยุธยาฟิวชั่น ‘ ด้วยนะ ที่สำคัญคือทุกเมนูเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดอยุธยาแต่เดิมเป็นหลัก อาทิ การนำสายไหม ของหวานขึ้นชื่อมาใส่ในเครื่องดื่ม และอาหาร นำกุ้งแม่น้ำมาทำในเมนูที่ต่างออกไป 

สำหรับมื้อนี้พวกเราสั่งเป็นเมนูแนะนำของทางร้านมาลองทานกัน เริ่มตั้งแต่บุษบาการ์เด้น ซอสบีทรูท สลัดผักรวม ซึ่งตัวซอสบีทรูทนั้นเป็นแบบโฮมเมดทำเอง



สปาเกตตี้ผัดไทกุ้งสด ที่ใช้สปาเกตตี้เส้นเล็กผัดแทนเส้นผัดไท ด้านบนใช้สายไหมโรยแทนน้ำตาล ส่วนวิธีการทาน คือต้องรีบคลุกให้เส้นและสายไหมละลายเข้ากันพอดี



เส้นใหญ่อยุธยาซัลซ่ากุ้ง โฮมเมดซอสต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ของดีอยุธยาที่เหนียวนุ่มสุดๆ ทานคู่กับซอสต้มยำ คลุกให้เข้ากัน อร่อยซะจนทำให้ผมเกือบลืมเส้นใหญ่ที่เคยกินผ่านมาไปเลย 



บุษบา ลาเต้เย็น เมนูกาแฟไทยที่ใช้น้ำตาลมะพร้าวใส่แทนไซรัป ด้านบนโรยด้วยสายไหม รสชาติหวานกำลังดี 

ชาดำครีมชีส จากครีมชีสเมนูเติมความหวานที่นำมามิกซ์เข้ากับชาดำจนได้ที่ ทางร้านก็ครีเอทออกมาเป็นเครื่องดื่มรสชาตินุ่มละมุน เหมาะแก่การดื่มเพลินๆ ระหว่างวัน



ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน กรานิต้ามะพร้าวทรงเครื่อง น้ำแข็งไส ทานคู่ไอศกรีมมะพร้าวโฮมเมด ตกแต่งด้วยกล้วยตาก มะพร้าวแก้ว และถั่วตัด ช่วยเติมความสดชื่น



และวาฟเฟิลกล้วยช็อก วาฟเฟิลโฮมเมด เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา กล้วยหอมราดช็อกโกแลตและสายไหม 



แวะเอาของเข้าไปเก็บ พร้อมเช็คอินที่พักของเราในคืนนี้ Busaba Ayutthaya โรงแรมสีขาวล้วนสุดน่ารัก ด้านหลังของ Busaba Cafe & Meal จากการจับเอาเรือนไทยเก่าแก่อายุกว่า 50 ปี มารีโนเวทใหม่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ในคอนเซ็ปต์โฮสเทล ผสมผสานความเก่าและใหม่ไปด้วยกันให้เข้ากับความเป็นจังหวัดอยุธยา


 

หลังจากทำการเช็คอินเรียบร้อย ทางสต๊าฟของบุษบาก็จะแจกคู่มือโฮสเทลไกด์ และแผนที่รอบเมืองให้เราติดตัวไว้ใช้ไปเที่ยวกัน หรือถ้าใครอยากขี่จักรยานเล่นชมเมือง ทางบุษบาก็มีบริการจักรยานให้เช่า วันละ 100 บาทเท่านั้น



ห้องพักมีให้เลือกทั้งแบบไพรเวท แบบห้องดอร์ม 6 เตียงและ 8 เตียง มีห้องหญิงล้วน และห้องแฟมิลี่ สำหรับใครที่มาเป็นกลุ่ม โดยทุกห้องจะเป็นแบบห้องน้ำรวมครับ 



ตากแดดมาร้อนๆ ตัวชักเริ่มเหนียวเต็มที พวกเราเลยตัดสินใจว่าจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดสักหน่อย เพราะตั้งใจไว้ว่าจะพาสาวๆ ไปเปลี่ยนบรรยากาศดินเนอร์ยามเย็นที่ร้าน The Wine Ayutthaya กัน

เผลอแว้บเดียว 5 โมงกว่า ได้เวลาเรียกรวมพลขึ้นรถ ติดปัญหาอยู่อย่างเดียว คือไม่รู้ว่าร้านอยู่ตรงไหนครับ เลยขอใช้ตัวช่วย ต่อสายหา Operator Service (OPS) ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด 24ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านอาหาร 



รอไม่ถึง 5 นาที ผู้ช่วยคนเก่งของเราก็ส่งพิกัดมาที่หน้าจอแสดงผลในรถยนต์ทันที ที่แสดงให้เห็นว่าถนนสายไหน รถติดไม่ติด เป็นตัวเลือกในการประกอบการตัดสินใจไปด้วยในตัวได้เลย



แต่นอกจากบริการสุดสะดวกอย่าง OPS ที่ช่วยเราหาพิกัดร้านได้ง่ายแค่ปลายนิ้วแล้ว T-Connect Telematics ยังมาพร้อมฟังก์ชัน SOS ที่ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางรวมถึงการช่วยเหลือด้านการแพทย์ทั้งในเรื่องของสุขภาพของผู้ขับหรือเมื่อเวลารถของเรามีปัญหา ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการติดต่อประกันภัยรถยนต์ (เฉพาะกับบริษัทประกันภัยที่กำหนดเท่านั้น) เหมาะสำหรับใครที่ต้องใช้รถ ใช้ถนนในการเดินทางไปไหนมาไหนบ่อยๆ อย่างผมสุดๆ 

 

ถึงแล้ว ! The Wine ร้านอาหารบรรยากาศดี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในโครงการ The Grand Ayutthaya ตกแต่งแบบสบายๆ คลุมด้วยผ้าใบพลาสติกสีใส 



มีบันไดวนขึ้นชั้นสองใช้ถ่ายรูปเป็นแกลอรี่ได้แบบเก๋ๆ สามารถเลือกนั่งได้ทั้งแบบ Outdoor ริมน้ำ และ Indoor ในห้องแอร์ 



อย่ารอช้าสั่งเลยดีกว่า จัดมาให้เต็มโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นยำถั่วพลู กุ้งแม่น้ำเผาตัวโต แกงหลอก(แกงกะทิหน่อไม้หมูเสิร์ฟพร้อมหลาสลิดทอด) และปูนิ่มทอดกระเทียม เป็นมื้อส่งท้ายวันแบบฟินๆ 





เริ่มต้นวันใหม่แบบสบายๆ ด้วยอาหารเช้าแสนอร่อยจากทางที่พัก ซึ่งถ้าใครไม่ได้ซื้อราคาแบบแพ็คเกจรวมอาหารเช้าเอาไว้ ทางบุษบาก็ยังมีมื้อเบาๆ เป็นคอนเฟล็กซ์ และนมไว้บริการ หรือจะออกไปหาอะไรทานข้างนอกก็ได้เช่นกัน 



เติมแรงจนท้องอิ่มขนาดนี้ ได้เวลาเช็คเอาท์ เก็บของเตรียมไปซอกแซกอยุธยาต่อ งานนี้ไม่ว่าจะสัมภาระเยอะแค่ไหนก็สบาย เพราะท้ายรถของเรากว้างขวาง ใส่ของได้เต็มที่เลยครับ



กลัวว่าทริปนี้สาวๆ จะยังถ่ายรูปกันไม่จุใจพอ เราเลยพากันมาแวะเที่ยวที่ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ พิพิธภัณฑ์รวมของเล่นสุดน่ารักตั้งแต่ยุคคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก หรือบางชิ้น อาจจะตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยายยังเด็กที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท ส่วนเด็ก คนละ 20 บาทครับ 



พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ เป็นอาคาร ชั้นทาสีฟ้าสดใส บรรยากาศร่มรื่น



ด้านล่างเป็นนิทรรศการงานสะสมเกี่ยวกับของเล่นโบราณ อายุ 50 -150 ปี จากประเทศไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีร้านขายของเล่น และของที่ระลึก สำหรับส่งโปสการ์ดจำหน่ายด้วยครับ 



ส่วนด้านบน เป็นนิทรรศการงานสะสมเกี่ยวกับวิถีไทย มีอายุหลายร้อยปี ทั้งเครื่องกระเบื้อง เครื่องแก้ว ข้าวของเครื่องใช้ เงินยุคต่างๆ ทั้งสนุก และตื่นตาตื่นใจกับของสะสมมากมายซะจนเหมือนพวกเราได้ย้อนเวลากลับไปสมัยเด็กเลยล่ะครับ 555555



อากาศร้อนชวนให้คอแห้ง แวะไปเติมน้ำตาลในเลือดให้ร่างกายได้กะปรี้กะเปร่าที่ร้าน T-Bar ร้านชาสุดน่ารัก สไตล์มินิมอล ไม่ใกล้ไม่ไกลจากศาลาอยุธยา ที่ด้านหน้าร้านเปิดเป็นห้องกระจกให้เราได้เห็นถึงกระบวนการชงชา ทำเครื่องดื่มตั้งแต่ต้นจนจบ 



เจอแบบนี้ ยิ่งถูกใจสาวๆ เค้าเลยครับ ได้ติดไม้ติดมือกลับมาคนละแก้ว ทั้งเมนูมันม่วง Japanese Purple Yam Latte With Bubble , Matcha Latte With Bubble ส่วนของผมเป็นเมนู Jasmine Tea Yakult Lemon With Bubble Tea ซึ่งความดีงามของไข่มุกที่นี่คือ เค้าใช้ไข่มุกสีทองครับ แถมทางร้านยังให้เยอะมากๆ พวกเราเลยดูด เคี้ยวกันหนุบหนับเพลินสุดๆ 



หลบร้อนเข้ามาหาอะไรใส่ท้องเล่นที่ บ้านข้าวหนม ร้านคาเฟ่สไตล์ขนมไทยก่อนกลับสักหน่อย แต่ละมุมในร้านนี่ขอบอกเลยว่าฮิปสุด อะไรสุดเลยครับ โดยเฉพาะกับกำแพงร้านที่ดีไซน์ออกมาได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นเมืองเก่าของอยุธยาเป็นอย่างดี



สำหรับเมนูขนมของที่นี่ทั้งหมดจะเป็นขนมไทยแท้ๆ ตั้งแต่ขนมชั้น ขนมช่อม่วง ตะโก้ ลูกตาลลอยแก้ว ขนมใส่ไส้ ข้าวเหนียวสังขยา ก็มีให้เราเลือกอร่อยกันได้เพียบ แถมยังครีเอทหน้าตาออกมาได้อย่างน่ารัก น่าทาน ขนาดคนไม่ใช่สายของหวานอย่างผมยังอดใจไม่ไหว



ส่วนเครื่องดื่ม เราสั่งเป็นชาเขียวหลงกรุง และกาแฟบ้านข้าวหนม รสชาติเข้มข้นแบบไทยๆ มาลองชิมกันดู



มาเที่ยวทั้งที แน่นอนว่าก่อนกลับต้องไม่พลาดทำตามธรรมเนียม นั่นคือการซื้อของฝากครับ ! ไม่ว่าจะซื้อฝากครอบครัว ฝากเพื่อน ฝากแฟน ซึ่งทางร้านยังมีแคมเปญ “ซื้อขนมไทย ไปฝากเธอ” ที่จะช่วยส่งต่อน้ำใจในการซื้อขนมเล็กๆ น้อยๆ ทุกๆ 1 ชะลอม เป็นการบริจาค 20 บาทให้แก่เด็กยากจนด้วยนะครับ เรียกว่าได้ทั้งของฝาก แล้วยังด้วยทำบุญไปในตัว อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ แฮปปี้กันทั่วหน้า ช่างเป็นทริปที่ประทับใจสุดๆ 



ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องโบกมืออำลาอยุธยากลับบ้านกันแล้วครับ แม้จะเป็นทริปสั้นๆ แค่ 2 วัน 1 คืน แต่การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันซะนาน มันก็คุ้มค่ามากพอให้พวกเรารอคอยทริปต่อไปอย่างใจจดใจจ่อน่าดู 555555 งานนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคันโปรดอย่าง  TOYOTA C-HR ที่มาพร้อมเทคโนโลยี T-Connect Telematics ผู้ช่วยแสนรู้ใจที่พาผมและเพื่อนๆ ไปสนุกแบบถึงไหนถึงกันได้อย่างเต็มที่ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิต ครบจบในระบบเดียวให้การเดินทางของเราสะดวกสบาย ปลอดภัย และมีสีสันมากกว่าเดิมคันนี้เลยยย...