เที่ยววังน้ำเขียว ตะลุยป่าเขา นอนพักฟาร์มสเตย์

 3 วัน 2 คืน ปลูกผัก เก็บไข่ฟินไปอีก!

หน้าฝนมันต้องเที่ยวแบบเขียวๆ เราเลยไปเที่ยว “วังน้ำเขียว” ไปทั้งแบบเฟี้ยวๆ และแบบสโลไลฟ์เลยนะ


ยากกว่าเลือกที่เที่ยว ก็นัดเพื่อนมารวมตัวกันนี่แหละ ยากกว่าซื้อหวยให้ถูกอีกอ่ะ ก็คิดดูว่านัดกันตั้งแต่หน้าหนาว จนถึงหน้าฝนถึงจะได้เที่ยวกันจ้าาาาา! พอฤดูเปลี่ยนจากที่วางแผนจะไปปีนเขา ไต่ดอยที่ภาคเหนือ ก็เปลี่ยนมาเป็นภูเขาสีเขียว บรรยากาศชิลๆ ที่วังน้ำเขียวแทน


งานนี้เราได้เพื่อนร่วมทางใหม่ อย่าง Honda BR - V มาลองขับด้วยค่ะ ทริปนี้เราไปกัน 4 คน เป็นทริปที่นัดกันไปแคมป์ปิ้ง แต่ละคนเลยอาสาเอาเต็นท์ กระติกน้ำ อุปกรณ์ทำอาหารขนไปตั้งแคมป์กันเต็มที่ หิ้วของกันมาประหนึ่งย้ายบ้าน! ดีนะที่รถเราใส่ของได้เยอะ ...พับเบาะลงแล้วเพิ่มพื้นที่เก็บของได้จุใจสุดๆ แถมยังดีไซน์สปอร์ต เท่ คล่องตัว ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็ถูกใจเราและเพื่อนๆ มากกกกก (ก.ไก่ล้านตัว)

เราออกเดินทางกันไม่เช้ามาก ขับรถกันชิลๆ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางมิตรภาพ เข้าถนนธนะรัชต์ อำเภอปากช่อง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่อำเภอวังน้ำเขียว จุดหมายปลายทางในวันนี้ คือไปกางเต็นท์กันที่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน แต่ก่อนจะไปถึงเราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เขาใหญ่เพื่อช้อปปิ้งเสบียงสำหรับตั้งแคมป์กันค่ะ 

ซื้อของเสร็จแล้ว เราขับตรงยาวๆ ไปตามถนนเส้นเขาใหญ่ - วังน้ำเขียว ถึงแม้ว่าระยะทางไกลกว่าเส้นอื่น แต่ระหว่างทางวิวสวยกว่าเยอะเลยค่ะ เหมาะสำหรับใครที่ไม่รีบ ขับรถชิลๆ ซึ่งขอบอกเลยว่าทริปนี้เพลินมาก เราจัดเพลย์ลิสต์มาฟังเวลาขับรถเพียบ! เชื่อม Bluetooth มือถือเข้ากับรถได้เลย หรือจะเสียบสาย USB ก็ได้ ง่ายเว่อร์!! ได้ทั้งระบบ iOS และ Andriod เปิดจากมือถือเราบ้าง เครื่องของเพื่อนบ้างสลับกัน ไม่ต้องกลัวแบตหมด เพราะชาร์จแบตมือถือจากสาย USB ได้เลยจ้า


อ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง

ระหว่างทางพวกเรานั่งฟังเพลงกันเพลินๆ ทำ MV มองข้างทาง คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็เจอกับอ่างเก็บน้ำสวยๆ ชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำสันกำแพง” บรรยากาศเงียบสงบมาก ผืนน้ำกว้างตัดกับต้นไม้สีเขียว ท้องฟ้าสดใส ใครจะอดใจไหว ลงมติเป็นเสียงเดียวกันทั้งคันว่าเราต้องแวะ !! จอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปกันเลย

ถ่ายรูปเพลินเกินห้ามใจจริงๆ แค่ที่แรก พวกเราก็กดชัตเตอร์กันไปเกือบร้อยรูปแล้วค่าาา… หลังจากได้รูปสวยๆ กันจนจุใจแล้ว เราไปต่อกันที่ “โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว” กันค่ะ

โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว

ร้านโรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียวเป็นร้านที่เพื่อนสาวอีกคนรีเควสว่าต้องมาให้ได้ เพราะนางเปิดดูจากในโซเซียลแล้ว ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรยากาศดี วิวสวย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ …


ร้านตั้งอยู่ติดริมอ่างเก็บน้ำห้วยกระบอก บรรยากาศร่มรื่นมาก หันไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียวสบายตา ภายในร้านมีที่นั่งให้เลือกหลายโซน ทั้งกระท่อมกลางนา โต๊ะติดริมน้ำ ทุกโซนเปิดโล่ง ได้สัมผัสธรรมชาติกันเต็มที่ ส่วนพวกเราเลือกนั่งติดริมน้ำรับลมชิลๆ มองเห็นทั้งวิวผืนน้ำและภูเขาเป็นฉากหลัง 

เม้าท์มอยกันมาตลอดทาง คอแห้งกันแล้ว ต้องสั่งกาแฟกันสักหน่อย แนะนำเมนูร้อนอย่าง “เอสเพรสโซ่” กาแฟเข้มๆ หอมกรุ่น รับรองว่าสดชื่นนนน.. ส่วนใครชอบเย็นๆ ต้องลอง “Green Tea Latte” เป็นเมนูชาเขียวผสมกาแฟนมสด รสหวานอมขมกำลังพอดี ตามด้วยอาหารทานเล่นรองท้องอย่าง “ปังสังขยาแป้งชาร์โคล” ขนมปังแป้งชาร์โคลสีดำ อบมาใหม่ๆ กำลังหอมกรุ่น เนื้อนุ่มจิ้มกับสังขยาหวานๆ อร่อยมาก!

นอกจากที่นั่งริมน้ำแล้ว ที่นี่มีไฮไลท์เด็ดอย่างแพไม้ไผ่ยื่นลงไปในน้ำ บนแพจัดเป็นโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งถ่ายรูป ใครไปใครมาต้องแวะถ่ายกันทุกคนเลยค่ะ

เติมพลังกันจนเต็มอิ่มแล้ว ไปเดินเล่นรอบๆ ร้านกัน บริเวณร้านของที่นี่ยังมีต้นกาแฟพันธุ์อราบิก้า โรงสีกาแฟ โรงคั่วกาแฟ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากกาแฟ เช่น สบู่ สครับ ยาสระผม นอกจากนี้ ยังมีโรงเพาะเห็ด ให้เลือกซื้อติดมือเป็นของฝากได้อีกด้วย

พร้อมแล้วออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าไป “ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน” กันโลดดดด…

ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน

ผาเก็บตะวันตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากางเต็นท์ ชมพระอาทิตย์ตกกัน พวกเรามาถึงกันก็เกือบเย็นแล้ว รีบขนของออกจากรถมากางเต็นท์กันก่อนเลยค่ะ ช่วงเย็นๆ แบบนี้บรรยากาศดีมาก ลมพัดเย็นสบาย ยิ่งมาเที่ยววันธรรมดา คนไม่เยอะ เราเลยได้กางเต็นท์ในจุดที่วิวดี โดยที่ไม่ต้องแย่งกับใคร

กางเต็นท์ ปูเสื่อเสร็จแล้ว เรานั่งทานอาหาร ตากลมเล่นกันค่ะ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลามื้อค่ำที่ดีมาก ได้นั่งทานอาหารท่ามกลางธรรมชาติและได้พูดคุยกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอมานาน มีเรื่องเล่าให้คุยกันเพียบ เลยตกลงกันว่าครั้งหน้าพวกเราจะเปลี่ยนบรรยากาศไปหาที่กางเต็นท์แบบนี้กันอีก สนุกดีค่ะ 


เมื่อคืนนี้อากาศดีสุดๆ พวกเราหลับสบายกันเต็มที่ แถมพอเปิดเต็นท์ออกมาตอนเช้าก็เจอหมอกกับภูเขาตรงหน้า สดชื่นและแฮปปี้สุดๆ ไปเลย

เช้าวันนี้เรามีกิจกรรมปลูกต้นไม้ก่อนกลับกันค่ะ แต่ไม่ต้องไปขุดดินให้ลำบาก เราใช้วิธีการยิงเมล็ดพันธุ์พืชด้วยหนังสติ๊กกัน ใครอยากลองปลูกแบบนี้ ติดต่อทางอุทยานได้เลย ค่าใช้จ่ายแค่ 40 บาท ทางอุทยานจัดหนังสติ๊กกับเมล็ดมาให้เรียบร้อย สนุกดีนะคะ ได้ปลูกต้นไม้แล้วยังได้ย้อนวัยยิงหนังสติ๊กแบบตอนเด็กๆ ด้วย 

ยิงหนังสติ๊กปลูกต้นไม้กันเสร็จแล้ว เราเก็บเต็นท์เตรียมตัวออกเดินทางกัน 

เก็บของเรียบร้อย สมาชิกพร้อม เราออกเดินทางไปที่ “เขาแผงม้า” สถานีที่ต่อไปของทริปกันค่ะ

เขาแผงม้า

“เขาแผงม้า” เป็นจุดท่องเที่ยวยอดฮิตของวังน้ำเขียว นักท่องเที่ยวหลายคนมาที่นี่เพื่อดูกระทิงกันค่ะ ซึ่งถ้าพวกเราพกโชคมาบ้างก็อาจจะได้เจอเจ้ากระทิงออกมาเดินอวดโฉมกันค่ะ ต้องขอสารภาพก่อนเลยว่า เราไม่เคยมาที่นี่กัน เลยใช้วิธีการปัก Google map ไปจ้า! ซึ่งอากู๋นางบอกให้เราเข้าทางโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เข้าไปจากปากทางประมาณ 2 กม. เปิดรูปทางจากในอากู๋ดูแล้ว สบายๆ แต่พอไปเจอของจริงมันไม่ใช่!


ปรากฎว่า ทางที่เราเจอมันขรุขระเว่อร์ เหมือนทางเจ้าหน้าที่กำลังทำทางใหม่อยู่ เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง ถนนไม่เรียบไม่พอยังเป็นเนินอีกด้วยค่ะ แต่ไหนๆ มาทั้งทีเราไม่เลี้ยวรถกลับแน่นอน เพราะ BR - V คันนี้ขับลุยได้สบายๆ 

ทางเข้าว่าเซอร์ไพรส์แล้ว...ไปถึงที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์เขาแผงม้ายิ่งพีคกว่า เพราะไม่มีคนอยู่เลยสักคน!! มีแต่รูปปั้นกระทิง 1 ตัวถ้วน พร้อมกับการปิดถนนไม่ให้ไปต่อ แง้! เราเลยหาเบอร์โทรของเจ้าหน้าที่แล้วโทรไปสอบถาม ปรากฎว่า ทางนี้ปิดจ้า ที่ทำการก็ปิด เจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้ไปเข้าอีกทาง ชื่อว่า “บ้านคลองทราย”


ซึ่งจากทางเข้าบ้านคลองทราย ขับไปประมาณ 6.7 กม. ก็เจอจุดชมกระทิงกันค่ะ มาถึงประมาณเที่ยงๆ บ่ายๆ แดดเปรี้ยงเลย ไม่เห็นกระทิงสักตัว ท่าทางกระทิงก็กลัวร้อนแบบเรานี่แหละ เลยเปลี่ยนไปถ่ายรูปเล่นกันแทน

แดดร้อนเว่อร์วังอลังการ แต่ดีนะที่ Honda BR - V มีแอร์สำหรับที่นั่งด้านหลัง งานนี้เย็นสบายกันอย่างทั่วถึง

ได้ภาพที่ถูกใจแล้ว ถึงเวลาไปเช็คอินที่พักสำหรับคืนที่สองของเราแล้วค่ะ คืนนี้เราจะพักกันที่ฟาร์มสเตย์สุดชิล “Coolliving Farmhouse Eco & Organic Living”


Coolliving Farmhouse Eco & Organic Living

แค่เลี้ยวรถเข้าไปในบริเวณฟาร์ม บอกเลยว่าตื่นเต้นสุดๆ เห็นบรรยากาศแล้วร้องว้าววว… กันทั้งคัน! คือมันน่ารักมากกกกก ร่มรื่นสุดๆ ยังไม่ทันลงจากรถเพื่อนถึงกับออกปากว่า อยากมีสวนแบบนี้บ้างจังเลย ที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายละครเรื่อง “Homestay หนีรักไปพักใจ” มันได้ฟีลลิ่ง เหมือนเป็นหมอเจี๊ยบหนีกรุงเทพฯ มาเลยค่าา...

Coolliving Farmhouse Eco & Organic Living เป็นที่พักแบบฟาร์มสเตย์ที่เหมาะสำหรับมาพักผ่อนมากๆ เลยค่ะ เราลงจากรถพี่ๆ ก็มาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง แล้วพาเราไปดูห้องพัก ซึ่งห้องพักของที่นี่มี 2 แบบ เป็นแบบวิลล่าและห้องบนตัวอาคาร ทริปนี้พวกเราพักแบบวิลล่ากันค่ะ ห้องน่ารักมาก บรรยากาศอบอุ่น แถมยังมีสระน้ำหน้าห้องสามารถลงเล่นได้ด้วยนะคะ 

ห้องพักขนาดกว้าง ที่ถูกใจพวกเรามากๆ ก็ห้องน้ำนี่แหละ เป็นห้องน้ำแบบเปิดโล่ง ไม่มีหลังคา ให้เราอาบน้ำไปสัมผัสธรรมชาติไปด้วย นอกจากนี้ยังมีอ่างอาบน้ำ ให้นอนแช่น้ำดูดาวยามค่ำคืนด้วย เซะซี่เว่อร์ ~ 

สำหรับอาหารเย็นวันนี้...เราจองมื้อเย็นกับทางที่พักไว้เลยค่ะ ซึ่งถ้าใครมาพักแล้วอยากทานมื้อเย็นที่นี่เลย ต้องจองล่วงหน้านะคะ พี่ๆ เขาจะได้เตรียมไว้ให้ โดยวัตถุดิบเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่เก็บมาจากในไร่ที่ปลูกเองทั้งนั้นเลยค่ะ

เมนูของแต่วันจะไม่เหมือนกันนะคะ วันที่เราไปเป็นเมนูง่ายๆ อย่างไข่เจียวอัญชัน ไข่จากในไร่ เก็บสดๆ จากเช้าวันนั้นทอดกับดอกอัญชัน ทานคู่กับตำถั่ว ส้มตำถั่วฝักยาวใส่ปลาร้าหอมๆ รสชาติแซ่บนัวกำลังดี ใครอยากได้ข้าวเหนียวก็มีให้นะ ตามด้วยหมูสันนอกย่าง เนื้อหมูสันนอกย่างสุกกำลังดี จานนี้มาคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ อร่อยลืม

ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ พี่ๆ ยังเสิร์ฟต่อด้วยเมนูปลาจิ้งจังทอด ปลาตัวเล็กๆ ทอดกรอบ กินได้ทั้งตัว เคี้ยวเพลินมาก รู้ตัวอีกทีก็หมดจาน อีกเมนูที่พวกเราเลิฟสุดๆ ต้องยกให้ น้ำพริกปลาป่น (ใส่ปลาร้า) น้ำพริกรสชาติอร่อย เผ็ดกำลังดี ทานคู่กับผักสดๆ ที่เพิ่งเก็บจากไร่ อร่อยถึงขนาดต้องเติมทั้งน้ำพริกทั้งผักเลยอ่ะ ...มื้อนี้อิ่มอร่อยสุดๆ แต่พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนละ ได้เวลาเข้านอน พรุ่งนี้เช้าเราจะแปลงร่างเป็นชาวไร่ ไปเก็บผักและเก็บไข่สดๆ จากฟาร์มกันค่ะ


ตื่นเช้าด้วยความสดใส นอนหลับเต็มอิ่มสุดๆ วันนี้เรามีนัดกับพี่ๆ ไปเก็บผัก เก็บไข่กันค่ะ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ว่าแล้ว...เราเลือกรองเท้าบูทและหยิบตะกร้าไปลุยแปลงผักกันเลยจ้า!

เราเริ่มเก็บผักกันก่อนเลย โดยผักที่เราเก็บตอนนี้จะเอาไปทำกับข้าวทานมื้อเช้ากันค่ะ ในแปลงที่เราตัดก็จะมี กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค บัตเตอร์เฮด มินิคอส ฟิลเลย์ แต่ละอย่างสดและน่าทานมาก ส่วนวิธีการเลือกผักก็ง่ายมากช่อไหนใหญ่ก็ตัดช่อนั้นแหละ

หลังจากเก็บผักกันแล้ว เราไปเก็บไข่ไก่กันต่อ ตอนแรกเราจินตนาการว่า เล้าไก่ต้องยกสูงแล้วไก่อยู่ในคอกของตัวเองเป็นช่องๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ ไก่ที่นี่เลี้ยงแบบไก่อารมณ์ดี ปล่อยอยู่ในคอกกว้างขวาง มีพื้นที่ให้พวกมันวิ่งเล่น บางครั้งก็เปิดเพลงให้ฟัง ที่เซอร์ไพรส์พวกเราสุดๆ ก็คือ ไก่ที่นี่กินผัก! เราเอาผักไปให้รุมจิกกันใหญ่เลยค่ะ 

เก็บผักกับไข่เสร็จแล้ว เวลายังเหลือก่อนไปทานอาหารเช้า เราแวะไปปลูกผักจากเมล็ดกัน สนุกดีค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าเมล็ดอันเล็กกระจิ๋วหลิว ขนาดเท่าปลายไม้จิ้มฟัน จะโตมาเป็นผัดสลัดให้เราทานกัน พอได้ลองปลูกเองแบบนี้ อยากลองเอามาปลูกที่บ้านไว้เก็บทานเองบ้างเลย

ทำกิจกรรมทั้งหมดเสร็จแล้ว ได้เวลาทานมื้อเช้าแล้วค่ะ บอกเลยว่า เราเลิฟมื้อเช้าของที่นี่มาก ชอบสลัดบาร์ที่มีผักสดให้เลือกเยอะ แล้วยังมีน้ำสลัดทำเองให้เลือกเยอะถึง 4 แบบ นอกจากนี้ยังมีอาหารเช้าอื่นๆ อย่าง ข้าวต้ม ไข่ดาว ออมเล็ต ไข่คน ขนมปังปิ้งกับแยมทำเอง คอนเฟลกกับนม และผลไม้ให้เลือกทานทานด้วยค่ะ

ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วได้เวลาเก็บของ เตรียมตัวเช็คเอ้าท์ออกจากที่พักกันค่ะ แต่ก่อนกลับเราติดใจผักสดๆ กับไข่ไก่ของที่นี่ เลยซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย มีที่ว่างบนรถเหลืออีกเพียบจะซื้ออะไรก็ได้ค่า!

คนพร้อม รถพร้อมออกเดินทางไปที่ต่อไปได้เลยจ้า ! ตามแพลนที่วางไว้ สถานที่ต่อไปพวกเราจะขึ้นไปชมวิวสวยๆ ต้นไม้เขียวชอุ่มกันที่เขาใหญ่ แต่ยังไม่ทันได้เลี้ยวเข้าอุทยานท้องไส้ก็งอแง พวกเราเลยตกลงกันว่าจะไปอาหารทานที่ร้าน “The Mew - Khaoyai” กันก่อนค่ะ

The Mew - Khaoyai

ร้าน The Mew เป็นทั้งร้านอาหารบวกคาเฟ่ แวะร้านนี้ร้านเดียวเหมือนได้ไปเช็คอินสองร้านเลย ตัวร้านตั้งอยู่ติดริมถนนธนะรัชต์ กม.ที่ 12 หาง่ายมาก ทางเข้าร้านมีคำว่า The Mew ตัวโต๊...โต พื้นที่ร้านกว้างขวาง มีที่จอดรถภายในบริเวณร้านให้สะดวกสบาย

จอดรถเสร็จปุ๊บ มนุษย์ผู้หิวโหยทั้ง 4 คนไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบกางเมนูสั่งอาหารเลยค่ะ มื้อนี้เราสั่งสปาเก็ตตี้เบคอนผัดพริกแห้ง เมนูธรรมดาๆ แต่พิเศษด้วยเบคอนกรอบ เคี้ยวกรุบ ผัดกับพริกแห้งหอมๆ เพิ่มรสชาติด้วยมะกอกดำ เมนูนี้เริ่ดเว่อร์ ต่อด้วยโรตีแกงเขียวหวานหมู แกงเขียวหวานรสชาติเผ็ดกำลังดี ทานคู่กับโรตี แป้งหนานุ่ม จบของคาวด้วยเมนูเบาๆ อย่าง สลัดสวนครัวมิสซิสมิว ผักหลากชนิดคลุกเคล้าน้ำสลัดทับทิมคั้นสด โรยด้วยทับทิมรสหวานอมเปรี้ยว โอ๊ย... สาแก่ใจคนหิวอย่างพวกเรานัก

ตบท้ายด้วยของหวานทานง่าย สไตล์โฮมเมดอย่าง สโคนกันค่ะ สโคนอุ่นๆ กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอมเนยสุดๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับครีม 3 ชนิด ทั้ง Mixed berry jam,Passion fruit curd,Clotted cream ให้เลือกทานกันด้วยค่ะ 

อิ่มแล้วเรามีแรงเดินทางต่อจุดมุ่งหมายสุดท้ายของทริปนี้ เราไปปิดทริปกันที่ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” กันค่ะ

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

หน้าฝนแบบนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวชอุ่มค่ะ พวกเราเองได้ออกมาเที่ยวกันทั้งทีก็ไม่พลาดที่จะแวะขึ้นไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระหว่างทางขึ้นมีโค้งค่อนข้างเยอะเลยค่ะ แต่เราไม่กังวล เพราะ Honda BR-V ของเราคันนี้ มีระบบช่วยควบคุมการทรงตัว ต่อให้โค้งชัน หรือฝนตกใหม่ๆ รถก็ไม่สะบัดค่ะ 

ขึ้นมาถึงจุดชมวิว กม.30 ขอแวะถ่ายรูป เช็คอินกันหน่อยค่ะ

ขับรถกันไปต่อเรื่อยๆ นอกจากโค้งเยอะแล้ว ลิงก็เยอะไม่แพ้โค้งเลยนะคะ เจ้าลิงจ๋อแสนซนพวกนี้ชอบมานั่งเล่นกันกลางถนน ใครขับรถขึ้นไปเที่ยวเขาใหญ่ต้องระวังกันด้วยนะคะ

เวลาเจอน้องลิงมานั่งกลางถนนกันแบบนี้ เราต้องเบรกรถหยุดรอให้พวกเขาออกจากถนน ไม่ว่าทางจะลาดชันแค่ไหนก็ต้องรอค่ะ ห้ามบีบแตรใส่น้องเด็ดขาด  

ขับรถขึ้นลงเนินเขา ผ่านโค้งมาเรื่อยๆ จนมาถึงอ่างเก็บน้ำสายศร จุดนี้เป็นเหมือนแลนด์มาร์คที่ใครมาเที่ยวเขาใหญ่ต้องแวะมาเช็คอินที่นี่ ไม่แปลกใจเลยที่ลานจอดรถจะมีรถจอดอยู่เพียบ ขนาดเราไปกันวันธรรมดานะคะ ถ้าเป็นช่วงวันหยุดจะเยอะขนาดไหน แต่ถึงจะมีรถคันอื่นจอดกันแน่นลาน เราก็ถอยรถจอดได้ตรงเป๊ะ! สบายหายห่วง เพราะมีกล้องส่องด้านหลัง เข้าเกียร์ถอยหลังปุ๊บ ภาพโชว์ปั๊บ ไม่ต้องกลัวจะถอยไปเบียดคันอื่น ต่อให้เป็นมือใหม่ก็ถอยได้สบายๆ 

เราเข้าใจแล้วว่าทำไมหลายๆ คนต้องมาแวะอ่างเก็บน้ำสายศร เพราะบรรยากาศมันชิลมากจริงๆ ลมพัดเย็นๆ มองไปก็เจอน้ำและป่าสีเขียว ยิ่งช่วงเย็น อากาศเริ่มเย็นลง คนที่ทำงานจ้องแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาตลอดได้มาเจอหญ้าสีเขียวกับผืนน้ำแบบนี้ แฮปปี้สุดๆ

แค่เลือกสถานที่เที่ยวดี พร้อมเพื่อนร่วมทางที่ดี ทริปท่องเที่ยวของเราก็เป็นทริปที่น่าจดจำขึ้นมาได้ค่ะ ทริป 3 วัน 2 คืนของเรานี้ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคนเลยค่ะ สนุกสนานและประทับใจสุดๆ 

ใครที่อยากชวนชาวแก๊ง คนรู้ใจ ครอบครัว หรือออกลุยเดี่ยวคนเดียวตามรอยเราเที่ยววังน้ำเขียวแล้วมาจบทริปสวยๆ กันที่เขาใหญ่ 3 วัน 2 คืน ขอบอกเลยว่าชิลมากๆ ยิ่งมีเพื่อนร่วมทางสุดเจ๋งอย่างเจ้า Honda BR - V พาเราไปขึ้นเขา ปลูกผัก เก็บใจ ทำให้การออกไปเที่ยวครั้งนี้สนุกสนานสมใจพวกเราเลยค่าาาา...