แม้ว่าละครบุพเพสันนิวาสจะลาจอไปแล้ว แต่ความฟินความอินก็ยังคงอยู่ วันนี้มีเวลาวันหยุดเสาร์ อาทิตย์เลยชวนน้องสาวขับรถไปเที่ยวอยุธยาแบบวันเดย์ทริป ไปตามรอยคุณพี่เดชกับแม่หญิงการะเกด เผื่อโชคดีอาจจะได้เจอคุณพี่ตัวเป็นๆ ที่หลุดมาจากสมัยอยุธยาก็เป็นได้ใครจะไปรู้ #มโนแพร๊พ

จากกรุงเทพฯ เราใช้ทางพิเศษอุดรรัถยาขับมุ่งหน้าไปยังอำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะที่แรกที่เราจะไปนั้นคือพระราชวังบางปะอินค่ะ

พระราชวังบางปะอินเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท / เด็ก, นักเรียน, นักศึกษา 20 บาท / ชาวต่างชาติ 100 บาท ค่าจอดรถคันละ 20 บาท การเข้าชมในพระราชวังนั้นกรุณาแต่งกายแบบสุภาพ ซึ่งถ้าใครแต่งกายไม่สุภาพทางพระราชวังจะมีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนค่ะ ประวัติของพระราชวังบางปะอินแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 5 (พ.ศ. 2172-2199)กรุงศรีอยุธยา แต่หลังจากเสียกรุงปี พ.ศ.2310 พระราชวังแห่งนี้ก็รกร้างไปตามกาลเวลา ต่อมาได้มีการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และรัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดที่จะเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอ 

พระราชวังบางปะอินมีพื้นทั้งหมด 116 ไร่ ก่อนจะไปชมก็ต้องมาวางแผนกันก่อนว่าเราจะไปชมตรงไหนบ้าง ส่วนใครที่ไม่อยากเดินก็สามารถเช่ารถกอล์ฟขับชมได้ ชั่วโมงละ 400 บาท โดยรถกอล์ฟคันหนึ่งสามารถนั่งได้ทั้งหมด 4 คน เหมาะกับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินไกลได้

ภายในพระราชวังบางปะอินจะแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก และเขตพระราชฐานชั้นใน โดยเราจะเริิ่มต้นเดินชมที่เขตพระราชฐานชั้นนอกกันก่อน ซึ่งที่แรกที่มาชมคือพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงกลางกลางสระน้ำภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก

ต่อด้วยพระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นพระที่นั่งตึกชั้นเดียว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2419 ใช้เป็นที่ประทับและมีท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการ 

ประตูเทวราชครรไล ลักษณะเป็นอาคารตึกชั้นเดียว อาคารโค้งครึ่งวงกลม เคยใช้เป็นเส้นทางสำหรับเสด็จฯ ผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ปัจจุบันจัดแสดงนิทรรศกาลหมุนเวียน และภายในยังมีบริการเครื่องดื่ม ไอศกรีม พร้อมแอร์เย็นๆ ให้นั่งพักหลบร้อนได้อีกด้วย 

หอวิฑูรทัศนา ที่เป็นหอสูงยอดมน ตั้งอยู่กลางเกาะในพระราชอุทยานพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2424 เพื่อใช้เป็นหอส่องกล้องชมภูมิประเทศและดูดาว ซึ่งด้านบนเขาเปิดให้ขึ้นไปชมได้ด้วยค่ะ

จากพระราชวังบางปะอินเราเดินทางต่อไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดไทยแต่สไตล์ฝรั่งๆ ที่สวยงามมากๆ ค่ะ โดยทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณด้านหลังที่จอดรถของพระราชวังบางปะอินซึ่งเราต้องนั่งกระเช้าศาลาไทยแบบนี้ข้ามแม่น้ำไป ค่าข้ามฟรีไม่เสียตังค์ แต่จะมีกล่องให้บริจาคเงินสำหรับบำรุงค่ากระเช้า

กระเช้าจำกัดผู้โดยสารได้เที่ยวละ 10 คนเท่านั้น แม้จะรู้สึกเสียวๆ เวลานั่ง แต่ก็ได้ประสบการณ์แปลกใหม่และได้ชมวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามและประทับใจมากๆ 

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ซึ่งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน 

พระอุโบสถสร้างเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์กอทิกเลียนแบบโบสถ์ในศาสนาคริสต์ ภายในประดิษฐาน "พระพุทธนฤมลธรรโมภาส" เป็นพระประธาน 

ฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่ประดับด้วยกระจกสี

นอกจากบริเวณพระอุโบสถแล้วรอบๆ อาณาบริเวณของวัดยังมีมุมสวยๆ ให้เราได้ถ่ายรูปอีกมากมายเลยค่ะ แต่ใครที่เข้ามาเยี่ยมชมโปรดอยู่ในอาการสำรวมและแต่งกายสุภาพด้วยนะคะ

จากบางปะอินเราขับรถมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองอยุธยา เพื่อที่จะไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอยุธยา รีทรีต(Ayutthaya Retreat)  ร้านอาหารและที่พักที่ตอบรับกระแสออเจ้ากับบ้านไทยโบราณอายุกว่า 30 ปี เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่กำลังมาแรงในตอนนี้ค่ะ ตัวร้านตั้งอยู่ริมถนนหมายเลข 3412 สามารถขับไปตาม GPS นี้ได้เลย 14.360552, 100.534037  หรือโทรไปสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 080-394-8133 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 7.00-21.00 น.ค่ะ

พอเดินทางมาถึงร้านก็ตื่นตาตื่นใจกับเรือนไทยที่สวยงามมากๆ ภายในมีสระบัวขนาดใหญ่พร้อมกับที่นั่งรอบสระที่ทำเป็นมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปได้ด้วย โดยเจ้าของร้านนี้คือคุณลุงตุ้ย คุณลุงใจดีที่เล่าให้เราฟังว่าได้ซื้อต่อเรือนไทยหลังนี้ที่มีอายุอานามประมาณ 30 ปีและนำมาทำเป็นร้านอาหารและที่พักได้ประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ

ในส่วนของที่พักนั้นจะอยู่ชั้น 2 ของเรือนไทยหลัก  ส่วนบริเวณร้านอาหารจะอยู่รอบๆ สระบัว โดยอาคารเรือนไทยหลังเล็กๆ หลังน้อยรอบๆ สระบัวนั้นคุณลุงตุ้ยได้สร้างขึ้นมาใหม่ และทำมุมถ่ายรูปไว้มากมายเลยล่ะค่ะ เช่นมุมเปลตาข่าย มุมตั่งที่นั่งได้อารมณ์เหมือนแม่หญิงการะเกด และมุมเรือแจวโบราณมุมสุดฮอตที่ใครมาก็ต้องถ่ายรูปเช็คอิน

แม่หญิงการะเกดกำลังรอคุณพี่เดชกลับเรือน

น้องมารอพี่ที่ท่าน้ำทุกวันเลยล่ะค่ะ

ถ่ายรูปกันจนเมมใกล้เต็มแล้วก็ถึงเวลาทานอาหารกันแล้วค่ะ ใครที่ชอบอาหารไทยรสชาติแบบไทยแท้ๆ รับรองเลยว่าต้องรักร้านนี้มากๆ เพราะรสชาติรสชาติจัดจ้านเข้าถึงเครื่อง เหมือนกับที่คุณย่า คุณยายทำให้ทาน เมนูที่เราสั่งมาทานกันในวันนี้ คือ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ขอบอกเลยว่าอร่อยมากๆ โดยนำปลาเนื้ออ่อนไปทอดจนข้างนอกเหลืองกรอบ ส่วนด้านในเนื้อนุ่มอร่อย ทานกับกระเทียมเจียวเหยาะน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บลงไปเข้ากันดีมากๆ เมนูต่อไปกับกระเจี๊ยบผัดมันกุ้ง ซึ่งใช้กระเจี๊ยบเขียวมาผัดกับกุ้งแล้วใส่มันกุ้งเข้าไปสีสันจะออกส้มนิดๆ มีความหอม ความมันของมันกุ้งและตัวกระเจี๊ยบนั้นทำให้น้ำที่ผัดจะออกเหนียวๆ นิดๆ ทานกับข้าวสวยอร่อยมากๆ จานต่อไปคือยำวุ้นเส้นโบราณที่เขาใส่พริกแห้ง หมูสับ กุ้ง รสชาติไม่เผ็ดจนเกินไปอร่อยมากๆ อีกเมนูที่รสชาติเหมือนคุณยายทำก็คือแกงเลียงค่ะ ดีต่อสุขภาพและอร่อยอีกด้วยเพราะอุดมไปด้วยผักมากมาย รสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ กลมกล่อมอร่อยสุดๆ ค่ะ เมนูอาหารจานสุดท้ายก็คือข้าวผัดน้ำพริกปลาสลิดที่นำข้าวสวยไปผัดกับน้ำพริกและกระเทียมโทน เสิร์ฟมาพร้อมกับปลาสลิดทอด มะม่วงเปรี้ยว แตงกวา เวลาทานจะมีความเผ็ดนิดๆ ตัดกับรสเปรี้ยวของมะม่วงและความหอมความอร่อยของปลาสลิดเมนูนี้รักเลยล่ะค่ะ

อาหารอร่อยก็ต้องคู่กับเครื่องดื่มอร่อยๆ อย่างน้ำลิ้นจี่บลูโซดา รสชาติเปรี้ยวหวานชื่นใจ น้ำเสาวรสโซดาเปรี้ยวซ่าเรียกความสดชื่นในยามบ่ายแบบนี้ได้ดีมากๆ และน้ำคาราเมลอัญชัน หอม หวาน มันด้วยตัวคาราเมลที่อยู่ด้านล่าง ทานกับน้ำอัญชันสีม่วงเข้มอร่อยมากๆ

ทานของคาวเสร็จแล้วก็สั่งของหวานอย่างนิวยอร์กชีสเค้กและข้าวเหนียวมะม่วงมาทานปิดท้ายความอร่อยในมื้อนี้

พอทานอาหารเสร็จแล้วเรากำลังหยิบเงินขึ้นมาจ่าย แต่ก็พบว่ามีเงินสดอยู่ในกระเป๋าร้อยกว่าบาทเท่านั้น หันไปถามน้องสาว น้องสาวก็มีอยู่พอๆ กัน ครั้นจะขับรถออกไปหาตู้เอทีเอ็มในตอนที่ฝนกำลังตกหนักมันก็ดูจะยากลำบากเกินไป น้องพนักงานของร้านเห็นเราร้อนรนเลยเดินมาบอกเราว่าที่ร้านมีแอปพลิเคชัน เป๋าตุง กรุงไทย สามารถจ่ายเงินด้วย QR Code ได้นะคะ รับได้ทุกแอปฯ ธนาคาร และไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วยค่ะ โชคดีที่น้องสาวมี KTB netbank พอดีเลยล่ะค่ะ โล่งอกไปเลย

 

มาดูวิธีการชำระเงินด้วย QR Code ผ่าน KTB netbank ที่บอกเลยว่าสะดวกและง่ายมากๆเพียงเปิด KTB netbank ขึ้นมา

ก็จะเข้าสู่หน้านี้ค่ะ ซึ่งเราสามารถกดปุ่มสแกน QR Code ทางมุมขวาล่างได้เลย

พอเข้าสู่หน้าสแกนปุ๊บแอปฯ ก็จะสแกน QR Code ทันทีเลยเร็วมากๆ

เข้าสู่หน้าโอนเงิน หน้าจอเราจะแสดงบัญชีของร้านค้า หลังจากนั้นก็กดตัวเลขค่าอาหารที่เราต้องชำระให้ร้านค้าเพียงเท่านี้ก็สามารถชำระค่าอาหารโดยไม่ต้องพกเงินสดได้แล้วล่ะค่ะ

ซึ่งนอกจากแอปพลิเคชัน KTB netbank สำหรับลูกค้าอย่างเราที่ต้องโหลดไว้แล้ว ทางร้านค้าเขาจะมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่าเป๋าตุงกรุงไทยที่ทำให้ร้านค้า ขายคล่อง สะดวก ด้วยการรับชำระเงินผ่าน QR Code ได้ทุกธนาคาร มีการแจ้งเตือนทันทีเมื่อเงินเข้า ดูสรุปยอดขายได้ทุกวัน ร้านค้าไม่ต้องเสียเวลาในการรับและทอนเงินสด ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์สำหรับร้านค้ามากๆ ใครอยากโหลดก็กดไปโล้ดที่ App Store สำหรับ IOS และ Google Play Store สำหรับ Androidนะคะ

เมื่อทานอาหารกันจนอิ่มหนำสำราญแล้วเราก็เดินทางไปยังวัดพระศรีสรรเพชญ์ตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นเป็นอดีตวัดหลวงประจำพระราชวังโบราณ อยุธยา  สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 1991 โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จุดเด่นของวัดแก่งนี้คือเจดีย์ทรงลังกาที่เรียงรายกันอยู่ 3 องค์ เป็นสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

อีกสถานที่หนึ่งที่พลาดไม่ได้คือวัดไชยวัฒนาราม วัดที่กำลังสุดฮอตด้วยกระแสออเจ้าที่ยังคงอยู่ทำให้วัดนี้มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเยี่ยมเยียนมากกว่าวัดไหนๆ บริเวณหน้าวัดก็มีร้านเช่าชุดไทยให้บริการมากมาย วันนี้เราสองคนเลยขอแปลงกายเป็นแม่หญิงอยุธยาเช่าชุดไทยสวยๆ ในราคา 200 บาทสามารถใส่ได้ทั้งวันและมาคืนได้ก่อนร้านปิดเวลา 20.00 น. พร้อมกับเครื่องประดับให้ด้วย และยังมีบริการเช่าร่มคันละ 50 บาทเท่านั้น เมื่อเสื้อผ้า หน้าผม พร้อมแล้วเราก็ไปเดินทางย้อนเวลาหาคุณพี่เดชกันดีกว่า

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง โดยที่ตั้งของวัดนี้เคยเป็นที่อยู่ของพระราชมารดาและได้สิ้นพระชนม์ก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ และเมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ก็ได้สร้างวัดนี้เพื่ออุทิศถวายให้กับพระราชมารดา

ความสวยงามที่ยังคงเหลือของวัดไชยวัฒนารามทำให้เรารู้สึกถึงความเจริญรุ่งเรืองของอยุธยาในอดีต พอมาจินตนาการว่าในอดีตที่นี่นั้นจะสวยงามขนาดไหนก็อยากเป็นแม่หญิงการะเกดทะลุมิติไปเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ค่ะ

ในยามเย็นเราใส่ชุดไทยมาเดินที่เที่ยวแห่งใหม่ของอยุธยาที่นี่คือ อยุธยาไนท์มาร์เก็ต ตลาดที่จำลองวิถีชีวิตในอดีตของอยุธยาตั้งอยู่บริเวณศาลากลางหลังเก่าเปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.

การมาเดินตลาดแห่งนี้เหมือนได้ย้อนไปในอดีตจริงๆ เลยล่ะค่ะ เพราะร้านค้าแต่ละร้านนั้นทำเป็นซุ้มหลังคามุงจาก แม่ค้าพ่าค้าใส่ชุดไทยและทักทายเราด้วยภาษาไทยโบราณเหมือนในหนังเรื่องบุพเพสันนิวาสเลยล่ะค่ะ อาหารต่างๆ ก็เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติในการบรรจุอาหาร 

ของกินเยอะมากๆ และอร่อยมากๆ ด้วย ใครที่อยากหาอาหารไทยและขนมไทยอร่อยก็มาที่นี่เลย

ทริปหนึ่งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำที่เราได้ใช้เวลาไปกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำให้เรารู้ว่าใกล้ๆ กรุงเทพฯ แค่นี้แต่กลับมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ให้เที่ยวได้ทั้งวันไม่มีเบื่อเลยล่ะค่ะ กลับบ้านไปคราวนี้นอกจากจะมีรูปสวยๆ ไปอวดเพื่อนจนเมมเต็มแล้วก็ยังได้รับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ที่เราได้ไปเยี่ยมชมมา ใครที่อยากลองหนีชีวิตยุค 4G มาใช้ชีวิตแบบแม่การะเกดสักหนึ่งวันก็เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยากันเลย