กาญจนบุรีนี่ยังไง เที่ยวบ่อยแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ! ก็แหม เค้ามีให้เลือกเที่ยวได้ทั้งโซน น้ำ ฟ้า ป่า เขา ประวัติศาสตร์เยอะแยะไปหมดในจังหวัดเดียว แถมยังสามารถเที่ยวได้เที่ยวดีทุกอำเภอ สำหรับคนทุกวัยอีกด้วย ไปค่ะ ตามเราไปดู 25 ที่เที่ยวกาญจนบุรี เที่ยวทะลุกาญจนบุรี สนุกได้ทุกอำเภอ เหล่านี้กัน ! 






ตัวเมืองกาญจนบุรี


สะพานข้ามแม่น้ำแคว

       อันดับแรกที่ต้องทำหากได้มาเที่ยวกาญจนบุรีคือ การมาเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว และแอคติ้งโพสต์ท่าเก๋ๆ ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เพราะสะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้น่ะ เป็นไฮไลท์ของการเที่ยวเมืองกาญจนบุรีเชียวนะ ฉะนั้น ใครที่ได้มาเที่ยวที่กาญจนบุรีแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปกับสะพานข้ามแม่น้ำแควก็เหมือนมาไม่ถึง สิ่งสําคัญคือที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แลนด์มาร์คเก๋ๆ ที่เอาไว้เป็นแบคกราวด์ในรูปถ่ายของคุณเท่านั้น แต่มันคือแบ็คกราวด์ของชาติ ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงบทบาทด้านหนึ่งของกาญจนบุรีได้เป็นอย่างดี



ต้นจามจุรียักษ์

        ต้นจามจุรีหรือก้ามปูยักษ์ อายุเกิน 100 ปี ที่ไม่ว่าใครได้มาเห็นก็ต้องตะลึงกับความใหญ่โตมโหฬารของต้นไม้ยักษ์คู่เมืองกาญจนบุรีต้นนี้ มาเที่ยวเมืองกาญฯ ต้องแวะมาดูให้เห็นกับตาหรือจะถ่ายรูปชิคๆไว้เป็นที่ระลึกก็เกร๋ไม่น้อย สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปยลมากับตา บอกคร่าวๆ ได้ว่า ต้นจามจุรียักษ์นี้มีขนาดเส้นรอบวงลำต้น 7.83 เมตร และมีพื้นที่พุ่มประมาณ 1 ไร่เศษเลยทีเดียว



ถนนปากแพรก

       เดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปเล่นกับตึกรามบ้านช่องในย่านนี้ที่ยังคงความสวยงามในอดีตให้เราได้สัมผัส บางหลังเป็นที่พัก บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เล่าประวัติความเป็นมา และบางหลังก็ทำเป็นร้านกาแฟบรรยากาศชิคๆ ใครอยากสัใผัสเมืองเก่าของกาญจนบุรีแวะมาเที่ยวที่นี่ได้เลย


สุสานสัมพันธมิตรดอนรัก

       สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต เป็นสุสานที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ เงียบ สงบ มีหลุมฝังศพเชลยศึกที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะถึง 6,982 หลุม ทุกหลุมจารึกชื่อ อายุ ประเทศ และคําไว้อาลัย ควรเข้าชมด้วยความสงบและเคารพต่อผู้จากไป ใครที่อยากมาศึกษาประวัติศาสตร์ไม่คววรพลาดที่นี่



หอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ สงครามโลกครั้งที่ 2

       หอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสถานที่จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้มากมาย โดยเฉพาะข่าวของเครื่องใช้ ของทหารญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีแต่อาวุธเท่านั้น ของใช้ในชีวิตประจําวันต่างๆ ก็มีให้ดูแบบจุใจ เช่น นาฬิกา เครื่องดนตรี กล่อง เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ยันรถไฟ ใครชอบของเก่าๆ กรี๊ดแน่นอน



บ่อพลอย


ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์

       เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวซาฟารีอย่างใกล้ชิดไปกับสวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ สวนสัตว์ที่จะพาเราไปใกล้ชิดกับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่เหมือนกำลังท่องเที่ยวอยู่ในทุ่งหญ้าซาฟารีที่ต่างประเทศยังไงยังงั้น พร้อมสัมผัสกิจกรรมไฮไลท์สุดมันส์อย่างการให้อาหารยีราฟ กวาง ม้าลาย โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเข้าคนละ 200 บาท และมีบริการอาหารสัตว์ชุดละ 100 บาท ซึ่งจะได้อาหารสัตว์ทั้งหมด 4 ตะกร้า นอกจากนี้เรายังสามารถนำรถยนต์ส่วนตัวขับไปด้านใน หรือจะใช้บริการรถบัสของทางสวนสัตว์เลยก็ได้




ท่าม่วง

วัดถ้ำเสือ

       วัดถ้ำเสือ วัดเก่าแก่แต่โบราณกาล มีประวัติสืบย้อนไปได้ถึงปี พ.ศ. 2514 มีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเนินเขา พร้อมด้วยพระอุโบสถอัฏฐมุขทรงไทยประดับลวดลายสวยงาม และเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาทสูง 69 เมตร กว้าง 29 เมตร สูงใหญ่โดดเด่นอลังการ จากเนินเขาสามารถชมวิวทิวทัศน์ทะเลสาบและเขื่อนวชิราลงกรณ์โดยรอบได้ในมุมกว้าง สำหรับผู้ข้อเข้าไม่ดี ทางวัดมีบริเวณลิฟท์ขึ้น-ลงเขา คนละ 10 บาท



ศรีสวัสดิ์

น้ำตกเอราวัณ

       น้ำตกเอราวัณ หนึ่งในสามไอคอนน้ำตกของกาญจนบุรี ที่มีความสวยงามและสูงชันที่สุด เกิดจากลำห้วยม่องไล่ ไหลลงจากยอดเขา ผ่านหน้าผาสูงกว่า 2,100 เมตร มีความยาวทั้งสิ้น 1,500 เมตร แบ่งได้เป็น 7 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีลักษณะเป็นแอ่งกะทะสามารถเล่นน้ำได้ ซึ่งด้วยระยะทางที่ยาวไกลและหนทางอันสูงชั้นของน้ำตกนี้เอง จึงทำให้ถ้าใครอยากพิชิตสวรรค์ เอ้ย! น้ำตกเอราวัณชั้น 7 คงต้องสละเวลาครึ่งค่อนวันอยู่ที่นี่ที่เดียว ถึงจะปีนป่ายเหนื่อยหนักขนาดไหน แต่ถ้าขึ้นมาแล้วได้โดดน้ำบนชั้นบนสุด และสวยที่สุดของน้ำตกเอราวัณแล้ว บอกเลยความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง




น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

       น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ ริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ นับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในกาญจนบุรีและสามารถลงเล่นน้ำได้ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีชื่อเรียกและความงดงามต่างกันออกไป ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ และชั้นที่ 7 ร่มเกล้า โดยชั้นที่สวยสวยงามที่สุดจะอยู่ที่ชั้น 4 ที่มีลักษณะลดหลั่นกันมาเป็นชั้นๆเหมือนผ้าม่านนั่นเอง นอกจากนี้ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นยังมีบริการกางเต็นท์ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ จึงถือเป็นน้ำตกยอดฮิตที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี



เขื่อนศรีนครินทร์

       เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีชื่อเดิมว่า เขื่อนเจ้าเณร สร้างขึ้นบนแม่น้ำแควใหญ่ ในปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่งในจ.กาญจนบุรี อำนวยประโยชน์ทั้งด้านชลประทาน ลดอุทกภัยในลุ่มน้ำแม่กลอง ผลิตไฟฟ้า และการประมง ไฮไลท์อยู่ที่ถนนสันเขื่อน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งเป็นทะเลสาบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านเป็นกำแพงเขื่อนสูงลิ่ว มองลงไปเห็นประตูระบายน้ำและแม่น้ำแม่กลองไหลคดเคี้ยวไปตามหุบเขา ในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดินก็สวยไปอีกแบบ ภายในบริเวณเขื่อนมีบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นไม้ เหมาะแก่การนั่งเล่นรับลมเย็นๆ โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เขื่อนแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ด้วยระยะทางเพียง 2 ชม.จากกรุงเทพเท่านั้น



6 เขื่อนสวยในเมืองไทยที่ต้องไปสักครั้ง


ไทรโยค


ช่องเขาขาด

       ทางเดินตัดผ่านภูเขาขนาดใหญ่ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปยังเมืองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสุดโหดอย่างทางรถไฟสายมรณะ เนื่องจากการก่อสร้างในครั้งนั้นมีภูเขาขวางอยู่หลายจุดจึงต้องขุดให้เป็นช่องเพื่อที่รถไฟสามารถวิ่งผ่านไปได้ ขณะที่ฉายา "ช่องไฟนรก" ได้มาจากการขุดเจาะภูเขาหินขนาดใหญ่ด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยและสองมือในเวลากลางคืนของเหล่าเชลยศึก เมื่อแสงคบเพลิงสะท้อนไปที่ตัวคนก็จะปรากฎเห็นเป็นเงาวูบวาบ ดูทุกข์ทรมานราวกับไฟที่อยู่ในนรกนั่นเอง โดยบรรยากาศระหว่างทางส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเงียบสงบ ประดับประดาไปด้วยธงชาติและดอกป๊อปปี้เพื่อระลึกถึงผู้ที่จากไปให้เราได้ตระหนักถึงความเลวร้ายจากสงครามอยู่เป็นระยะ




ขอบคุณภาพช่องเขาขาดสวยๆจากรีวิว :FOREST For Rent : นั่งรถไฟไป ‘เช่าป่า’ กาญจนบุรีมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด


โค้งมรณะ - ถ้ำกระแซ

       ทางรถไฟสายมรณะ เส้นทางรถไฟที่จะพาคุณไปรับลมเย็นๆ ชมเส้นทางอันเป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าถึงความโหดร้าย และยากลำบากของเชลยศึกจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตลงในการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ตั้งแต่ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้ประเทศญี่ปุ่นใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า จุดไฮไลท์ของรถไฟสายนี้ต้องเป็นถ้ำกระแซ หรือช่วงโค้งมรณะ ระยะทางยาวกว่า 400 เมตร ที่ด้านซ้ายติดแม่น้ำแควน้อย และด้านขวาขนาบด้วยหน้าผาสูงชันคดโค้งชวนหวาดเสียว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่สวยงามที่สุดด้วยเช่นกัน ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตกไทรโยคน้อย ใครมีโอกาสไปกาญฯต้องแวะไปให้ได้เลย


เรือนมัลลิกา ร.ศ.124

       ร่วมย้อนอดีตวันวานของบ้านเราไปกับที่เที่ยวสุดเก๋ไม่เหมือนใคร "เรือนมัลลิกา ร.ศ.124" เมืองโบราณที่มาพร้อมกับมุมถ่ายรูปเพียบ โอ้โห...บรรยากาศนี่เหมือนหลุดไปอยู่ในสมัยที่ชาวบ้านยังใส่จูงกระเบน ห่มสไบยังไงยังงั้น สำหรับการแต่งตัวเค้ามีห้องแต่งตัว แยกหญิงชายไว้เป็นสัดส่วน ตอนใส่ชุดจึงไม่ต้องกังวลใจไป หรือถ้าใครใส่ไม่เป็นก็จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยใส่ให้ หายห่วงแน่นอน นอกจากนี้ด้านในยังมีร้านค้าให้ได้นั่งพักเหนื่อย เติมแรง แต่ถ้าจะซื้อของกินข้างในต้องแลกเงินเป็นเหรียญสตางค์ซะก่อน ช่างดูย้อนยุคแต่ดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกินเนอะว่ามั้ย
 
 

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

       อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ปราสาทเมืองสิงห์ หนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยทางทิศเหนือในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นโบราณสถานแบบขอม ศิลปะลพบุรีตอนปลาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 มีเนื้อที่ประมาณ 800ไร่ ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง คูน้ำ และแนวคันดิน บริเวณปราสาทมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องประดับโลหะ ด้วยเนื้อที่ภายในค่อนข้างกว้าง รายล้อมไปด้วยภูเขาทอดเป็นแนวยาวโดยรอบ เป็นอีกหนึ่งโบราณสถานสำคัญของไทยที่น่าไปเยือน 




น้ำตกไทรโยคใหญ่

       น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกคู่บ้านคู่เมืองของกาญจนบุรีมานาน ครั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค และได้รับความนิยมเรื่อยมา ภายในอุทยานสามารถเช่าบ้านพัก กางเต็นท์ ค้างคืนได้ มีร้านอาหารไว้คอยบริการ ทั้งยังมีบริการทัวร์ล่องเรือแม่น้ำแควน้อย ล่องแพชมความงามของธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์



น้ำตกไทรโยคน้อย

       น้ำตกไทรโยคน้อย ตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโตช่วงกม. 59 แวะเที่ยวได้ แบบไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงเป็นนํ้าตกขนาดกลางๆ ที่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นนํ้าสักเท่าไหร่แต่ก็เป็นจุดแวะพักที่เวิร์กทีเดียว เพราะนอกจากนํ้าตกที่สัมผัสได้ถึงอากาศบริสุทธิ์เย็นสดชื่นแล้ว ณ จุดนี้ยังเป็นตลาดของฝากที่คึกคัก โดยเฉพาะเมนูของทอด ทั้งกล้วยทอด มันทอด เผือกทอด หมูทอด เนื้อทอด อีกทั้งยังมีร้านอาหารมากมายให้ฝากท้องแบบหิวเลือกได้และร้านขายของที่ระลึกที่ยืนยันว่าคุณได้มาถึงไทรโยคแล้ว


สังขละบุรี


สะพานมอญ

       สะพานมอญ ถือเป็นสะพานสำคัญในอำเภอสังขละบุรี เปรียบเสมือนสะพานแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนสายใยเชื่อมสองเชื้อชาติระหว่างไทย-มอญดินแดนสุดขอบประเทศเข้าไว้ด้วยกัน สะพานมอญมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ ทอดตัวยาวอยู่เหนือแม่น้ำซองกาเลียไปจนถึงหมู่บ้านมอญ จึงถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย หากคุณมากาญจนบุรีแล้วก็อย่าลืมมาเดินข้ามสะพานมอญ พร้อมกับเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชาวมอญในแถบนี้ควบคู่กันไป หรือจะตื่นเช้าสักหน่อยเพื่อสามารถใส่บาตรพระที่ออกบิณฑบาตในยามเช้าสร้างความเป็นสิริมงคลก็ไม่เลวเลย




วัดใต้น้ำ

       วัดใต้น้ำ หรือวัดจมน้ำ คือ วัดวังก์วิเวการาม (เดิม) อดีตเป็นชุมชนชาวมอญ ตั้งอยู่บริเวณจุดที่เรียกว่า "สามประสบ" คือเป็นที่บรรจบของแม่นํ้า 3 สาย แม่นํ้าซองกาเลีย, แม่นํ้าบีคลี่ และแม่นํ้ารันตี ปัจจุบันเหลือเพียงซากของวัดเก่า ที่เรียกได้ว่าเป็น Unseen Thailand เพราะความแปลก ที่มีโบสถ์เก่าจมอยู่ใต้น้ำ ส่วนการไปชมวัดไปได้วิธีเดียวคือ ทางเรือหรือนั่งแพเท่านั้น ยามนํ้าลดคุณก็สามารถไปเดินทอดน่องได้อย่างจุใจ แต่ยามนํ้าขึ้นคุณก็ได้แต่มองลงไปจากบนเรือเท่านั้น




วัดวังก์วิเวการาม

        วัดวังก์วิเวการาม ด้านในประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดวังก์วิเวการาม เป็นพระภิกษุที่ได้ความเคารพเลื่อมใสในหมู่คนไทยเชื้อสายมอญและชาวพุทธทั่วไป ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสังขละบุรี  ภายในงดงามไปด้วยพุทธศิลปแบบมอญอันวิจิตรตระการตา และรูปหุ่นขึ้ผึ้งขนาดเท่าคนจริงของหลวงพ่ออุตตมะ นั่งอยู่บนบังลังก์หน้าประสาทหลังใหญ่ 9 ยอดที่ใช้เก็บสังขารของท่าน เพื่อไว้ให้บรรดาศิษยานุศิษย์ หรือบุคคลภายนอกไว้รําลึกถึงคุณงามความดีของท่าน



เจดีย์พุทธคยา

        เจดีย์พุทธคยา เจดีย์ที่มีความสวยสดงดงามส่องแสงทองเด่นอร่ามทั่วทุกสารทิศ ด่านหน้าเจดีย์มีสิงห์แบบมอญ 2 ตัว ยืนเฝ้าบันไดทางขึ้นที่ทอดยาวพาขึ้นสู่ตัวเจดีย์ทรงเหลี่ยมฐานจัตุรัส มีเจดีย์เล็กทรงกลมแบบมอญสร้างอยู่บนยอดบนสุด ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งหลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา มาไว้ให้สักการะบูชากัน




ด่านเจดีย์สามองค์

       ด่านเจดีย์สามองค์ถือเป็นเขตสิ้นสุดชายแดนไทยฝั่งทิศตะวันตก ภายในบริเวณมีเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ (สามกอง) ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้เมื่อมาถึงที่นี่คุณสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ซึ่งเป็นตลาดชายแดน ที่มีการจําหน่ายสินค้าของพม่าไว้มากมาย



ทองผาภูมิ


บ้านอีต่อง - ปิล๊อก

      หมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล๊อก ถือเป็นหมู่บ้านอากาศดีที่กำลังได้รับความนิยม หากใครที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบ คนไม่วุ่นวายอยากจะใช้ชีวิตแบบช้าๆ คงต้องชอบที่นี่อย่างมาก ท่ามกลางหุบเขาและสายหมอกสุดเขตแดนตะวันตก หมู่บ้าน “อีต่อง” เป็นเหมืองแร่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกว่า 60 เหมือง จนได้ชื่อว่า “เหมืองปิล๊อก” ปัจจุบันถึงเหมืองแร่ต่างๆ จะปิดตัวลงเหลือไว้  เป็นเพียงตำนานเล่าขาน แต่ก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของมนต์เสน่ห์น่าค้นหา ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติบริสุทธิ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ ตกเย็น สามารถขึ้นไปชมวิวที่เนินช้างศึก อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร และแวะเที่ยวน้ำตกจ๊อกกระดิ่นได้อีกด้วย





เนินช้างศึก

       ไปเที่ยวบ้านอีต่อง ปิล็อกแล้ว ลองขึ้นไปชมวิวที่เนินช้างศึกกันดูค่ะ เพราะจุดชมวิวอยู่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ทางเข้าอยู่ก่อนถึงป้ายบ้านอีต่อง ขับขึ้นไปไม่ไกลมาก แต่ควรขับอย่างระมัดระวัง หากช่วงไหนมีฝนตก จะเจอหมอกลอยไปมา สวยงามสุดๆ ถือว่าคุ้มค่ากับการเดินทางขึ้นมาชมแน่นอน




น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

       น้ำตกจ๊อกกระดิ่น น้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก น้ำที่ไหลลงมาจากผาหินนั้นใสมากเพราะถือว่าเป็นแหล่งที่ธรรมชาติที่สมบูรณ์สุดๆ น้ำตกจ๊อกกระดิ่นตั้งอยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล๊อก น้ำตกจ๊อกกระดิ่นนี้สามารถเล่นน้ำได้เพราะน้ำไม่ได้ลึก แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้วยเพราะอาจจะโดนดูดเข้าไปในจุดที่น้ำตกลงมาได้ ใครที่เคยไปเที่ยวน้ำจ๊อกกระดิ่นแล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสวย !



เขาช้างเผือก

        เขาช้างเผือก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวผจญภัยอีกแห่งในจังหวัดกาญจนบุรีค่ะ เพราะที่นี่เราจะได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ไว้เกือบ 100 % ใครที่ชอบเดินป่าปืนเขาต้องมาให้ได้ค่ะ สำหรับการเดินขึ้นเขาช้างเผือกจะต้องไปเข้าทางหมู่บ้านอีต่อง ใกล้ๆกับเหมืองปิล๊อก ถนนเส้นนี้ดีตลอดทาง มีคดโค้งบ้างแต่ไม่ชันค่ะ จากนั้นก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปยังเขาช้างเผือก ระยะทางเกือบ 9 กิโลเมตร ผ่านทางเดินราบ ชันน้อยๆ ชันมาก ไปตามยอดเขา จากยอดสู่ยอด ขึ้นๆลงๆ เเละที่เสียวสุดๆ คือตรงสันคมมีด ใกล้จุดยอดสูงสุดของเขาช้างเผือก ซึ่งจะมีลักษณะเป็นกิ่วที่สันเขา ซ้ายเหว ขวาก็เหว เขาเรียกกันว่า "สันวัดใจ" แหม...วัดใจสมชื่อจริงๆ ถูกใจนักผจญภัยแน่นอน