หน้าร้อนนี้มาลองนับกันดูไหมว่าเราจะเก็บทะเลได้กี่ที่กัน... ใครมีมิชชั่น เหมือนเราบ้างว่าต้องเที่ยวทะเลไทยให้ได้เยอะๆ โดยเฉพาะเกาะ เราอยากเก็บเกาะสวยๆ ทั่วไทยให้หมดเลย ช่วงหน้าร้อนเลยเป็นโอกาสทองของเรา เพราะวันหยุดเยอะ ทะเลสวย และยิ่งร้อนก็ยิ่งอยากสลัดเสื้อผ้าหนาๆ ไปใส่ชุดว่ายน้ำสวยๆ ริมทะเล อย่างทริปล่าสุดนี้ เราไปเที่ยวทะเลแบบ 2 วัน 1 คืน ที่เกาะมันนอก จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัว !!! มีที่พักเดียวบนเกาะด้วยนะ

ทริปนี้เกิดจากการนั่งไถเฟสบุ๊ก แล้วเห็นคนแชร์ที่พักเกาะมันนอก แค่เห็นภาพก็รู้สึกฟินมากกกกกกก… หาดสวย น้ำใส ที่พักดี ที่สำคัญเป็น “Private Island” กรี๊ดดดดด ...ไม่ไปไม่ได้แล้ว จองที่พักแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า จัดเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า พร้อมลากเพื่อนไปด้วยอีกคน แต่ที่สำคัญที่สุดลืมอะไรลืมได้ ห้ามลืมครีมกันแดด !!! ไอเท็มสำคัญที่คนชอบทะเลต้องมี ยิ่งช่วงซัมเมอร์ที่ร้อนระอุแบบนี้ เราแนะนำครีมกันแดดของ “Banana Boat” สูตร Dry Balance เลย มีทั้งแบบสเปรย์และแบบโลชั่น กลิ่นเหมือนกันทั้งสองแบบ หอมอ่อนๆ เหมือนขนมหวาน ข้อนี้ได้ใจเราไปเต็มๆ ซึ่งครีมกันแดดตัวนี้เราลองใช้มาหลายทริปแล้ว #ของเขาดีจริงนะคะ เพราะงั้นเลยอยากบอกต่อสำหรับสาวๆ ทุกคนค่าาา (หนุ่มๆ ก็ใช้ได้นะจ๊ะ)



อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า

 

เราออกจากกรุงเทพฯ กันเช้าหน่อยค่ะ เพราะกลัวจะไม่ทันเที่ยวเรือไปเกาะมันนอก ซึ่งมีแค่ 1 เที่ยวต่อวันเท่านั้น คือ 13.00 น. การเดินทางจากกรุงเทพฯ เราใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ขับประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงระยอง ซึ่งพอไปถึงระยองก็ประมาณสิบโมงพอดี ยังมีเวลาเหลือก่อนจะไปลงเรือ เลยแวะเที่ยวกันที่ “อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า”

ก่อนเข้าไปด้านในเราต้องเสียค่าเข้ากับทางอุทยานฯ ด้วยค่ะ คนละ 40 บาท ค่าเอารถเข้าคันละ 30 บาท ขับเข้าไปจากจุดจ่ายเงินประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เจอกับถนนริมทะเลแล้วววว… วันที่เราไปเป็นวันธรรมดาแต่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะเหมือนกันค่ะ ด้านในตรงใกล้ๆ กับจุดชมวิว สามารถนำรถไปจอดได้นะคะ

ต้องบอกเลยว่า แดดช่วง 10 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น เป็นช่วงที่พลานุภาพรุนแรงมากกกกก กอ.ไก่พันล้านตัว… สวมหมวกแล้วยังไม่พอ ต้องล้วงอาวุธมาสู้กับมันค่ะ ว่าแล้วก็ทาครีมกันแดดกันดีกว่า

เราผลัดกันทา Banana Boat กับเพื่อน นางเพิ่งเคยใช้ครั้งแรกเลยให้ลองทาทั้งแบบสเปร์ยและแบบโลชั่น นางชอบทั้งคู่ บอกว่า ทาแล้วรู้สึกเย็นๆ สบาย กลิ่นหอม ไม่เหนียว ซึมไวมากกกก… เพราะเป็นสูตร Soft Matte Finish ทาครั้งแรกก็หลงรักเลยค่ะ รู้สึกมั่นใจ กล้าถ่ายรูปกลางแดด ทำกิจกรรมกลางแจ้งสบายๆ เลยค่ะ

จริงๆ แล้วเขาแหลมหญ้าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยเลยทีเดียว แต่เรามาตอนเที่ยงก็สวยไปอีกแบบค่ะ ตรงจุดนั้นมีสะพานไม้ให้เดินเล่น มาถึงแล้วต้องมาถ่ายรูปค่ะ สวยดี ถึงแดดจะแรงแต่มีลมพัดตลอด ให้นั่งเล่นดูปลานานๆ ยังได้เลย นอกจากนี้ ยังมีสะพานศึกษาธรรมชาติเดินจากริมทะเลจนไปถึงบนเขาอีกด้วยนะ


เกาะมันนอก

ถ่ายรูปเล่นกันที่เขาแหลมหญ้ากันสนุกสนานแล้ว ได้เวลาไปท่าเรือเกาะมันนอกกันแล้วค่ะ แนะนำว่าให้ไปถึงก่อนเวลาเรือออกนะคะ ซึ่งเรือเดินทางจากฝั่งไปเกาะ จะออกเวลาบ่ายโมง  ถึงท่าเรือสักประมาณเที่ยงครึ่งกำลังดีค่ะ เผื่อเวลาไปติดต่อขึ้นเรือ ติดแท็กกระเป๋าเพราะพนักงานจะเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปไว้ที่ห้องบนเกาะเรียบร้อยเลย และถ้าใครหิวข้างๆ จุดรอขึ้นเรือก็มีร้านขายน้ำ ขายอาหารด้วยนะคะ

จากฝั่งไปเกาะมันนอกใช้เวลา 40 นาที เรือที่ใช้เดินทางเป็นเรือประมงดัดแปลง ขนาดกลาง นั่งได้สบายๆ ไม่เมา ระหว่างทางนั่งเรือ เราจะเจอนกตัวสีขาว เหมือนนกนางนวล แต่ตัวเล็กกว่า (กูเกิ้ลบอกว่าเป็น นกนางนวลแกลบเล็ก) บินตามท้ายเรือ มันมาเพื่อคอยโฉบกินปลาตัวเล็กๆ ที่ขึ้นมาบนผิวน้ำเวลาเรือวิ่งผ่าน เห็นแล้วดูแปลกตาดีค่ะ

ระหว่างทางเราผ่านเกาะมันใน เกาะมันกลางด้วยนะคะ ทั้งสองเกาะที่เราผ่านสามารถขึ้นไปเที่ยวได้นะ บนเกาะมันกลางมีที่พักด้วย เรือลำที่เรานั่งมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปยืนถ่ายรูปเล่นได้ คนอื่นเขานั่งหลบแดดกัน แต่เราไม่กลัวไปนั่งตากลม ถ่ายรูปกันสนุกเลยค่ะะ 

นั่งมาใกล้ๆ เกาะ เราต้องเปลี่ยนเรือมาเป็นเรือท้องแบนค่ะ เพราะว่าหน้าที่พักน้ำตื้นและมีปะการังเยอะ เรือใหญ่ไปจอดไม่ได้ ระหว่างนั่งเรือเข้าฝั่ง เรากับเพื่อนก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ เพราะน้ำใสเวอร์ ชะโงกหน้าจากบนเรือก็เห็นปะการังด้านล่างแล้ว

ถึงแล้ววววววว...ที่พักเพียงหนึ่งเดียวบนเกาะ “Koh Munnork Private Island By Epikurean Lifestyle”

ระหว่างที่เรานั่งรอเช็คอินก็สำรวจบริเวณนั้นไปด้วย... บรรยากาศรอบๆ ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ตั้งอยู่ติดริมหาด ตรงล็อบบี้มีโต๊ะทานอาหาร สระว่ายน้ำ โต๊ะสนุกเกอร์(เล่นได้ฟรีจ้า) และมุมอ่านหนังสือชิลๆ แต่ที่เราสะดุดตามากๆ ก็เป็นศาลาพร้อมเบาะนั่งและสะพานไม้เก๋ๆ ริมหาด 

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าบ้านอย่างเจ้านกยูงเดินกันอยู่ทั่วที่พัก บนเกาะมีเยอะค่ะ เดินรำแพนหางอวดโฉมกันอยู่หน้าที่พักบ้าง หน้าหาดบ้าง แต่ไม่ต้องกลัวเขานะคะ เขาไม่ดุเลยค่ะ

ห้องพักที่นี่ขายเป็นแบบแพคเก็จนะคะ เราซื้อแบบ 2 วัน 1 คืน รวมเรือไป - กลับ อาหาร 3 มื้อ (เช้า เย็น กลางวัน) ส่วนใครอยากพักผ่อนกับธรรมชาตินานๆ ก็เลือกแบบ 2 คืน 3 คืนก็ได้ ห้องพักที่เราเลือกเป็นห้องแบบ Garden Cottage

ห้องพักสไตล์กระท่อม ด้านในห้องพักกว้าง ตกแต่งน่ารักแบบทะเล๊ทะเล ห้องน้ำแยกกับห้องอาบน้ำ มีระเบียงให้ออกมารับลมทะเลหน้าห้อง ซึ่งห้องพักอยู่ใกล้หาดทุกห้อง บางห้องอยู่หน้าหาดเลย

เก็บของเข้าห้องแล้ว ท้องมันร้อง 55555 ซึ่งตามแพคเก็จ รวมอาหาร 3 มื้อ จะเป็นมื้อเย็นของวันแรก และมื้อเช้ากับมื้อกลางวันของวันกลับ แต่วันนี้เราไม่ได้ทานมื้อกลางวันมาจากบนฝั่งเลยสั่งทานกันที่ล็อบบี้เลยค่ะ มื้อนี้จัดมา 4 เมนู มีผัดทะเลพริกไทยดำ กุ้งตัวโตกับหมึกสดเนื้อเด้งหอมกลิ่นพริกไทยดำจานนี้ชวนให้ทานข้าวได้เยอะเลยค่ะ ต่อด้วยเมนูง่ายๆ อย่างไข่เจียวและผัดกะเพราหมู ปิดท้ายด้วยแกงจืดเต้าหู้อ่อนร้อนๆ รสชาติถูกปาก เพิ่มความสดชื่นด้วยน้ำพั้นซ์และน้ำมะพร้าวที่เสิร์ฟมาเป็นลูก ได้อารมณ์อะโลฮ่า ริมทะเลสุดๆ อิ่มแล้วได้เวลาเปลี่ยนชุดไปชิลริมหาดแล้วค่ะ

ติดเกาะอยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวเหงาเลยค่ะ มีกิจกรรมให้ทำเพียบ ทั้งเล่นน้ำทะเลใสแจ๋ว ดำน้ำตื้นได้จากหน้าหาด ที่พักมีอุปกรณ์ดำน้ำ (เสื้อชูชีพและ Snorkeling) ให้ยืมนะคะ แต่ก่อนจะไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง บ่ายสองแบบนี้แดดกำลังแรงสุดๆ เราต้องทากันแดดกันก่อนค่ะ ซึ่งปกติเราต้องทากันแดดซ้ำทุก 3 - 4 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่แดดช่วงหน้าร้อนแบบนี้เราต้องทาทุกๆ 2 - 3 ชั่วโมงนะคะ และ Banana Boat ตัวนี้เป็นสูตร Very Water Resistant ทาแล้วไปเล่นน้ำไม่ต้องกลัวว่าตัวจะเหนียวเลย ขึ้นมาจากน้ำก็ไม่รู้สึกลื่นและเหนอะตัวเลยเราชอบมากกกก...

ใครไม่ถนัดเล่นน้ำไปพายเคลียร์คายัค หรือเรือคายัคแบบพื้นใส เวลาเราพายผ่านปะการังก็มองเห็นได้เลยโดยไม่ต้องไปดำค่ะ

หรือจะไปนั่งชิงช้าตากลม เดินเล่น นอนริมหาดก็เพลินดีนะคะ

เราเล่นน้ำ พายเรือ นั่งเล่นกันจนเริ่มเย็น เลยมานั่งเล่นดูพระอาทิตย์ตกหน้าล็อบบี้กันค่ะ

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็กลับห้องพักอาบน้ำแต่งตัวไปทานข้าวเย็น ตากแดดมาทั้งวัน ถ้าไม่ทากันแดด หรือกันแดดไม่ดีพอเราจะแสบผิวแน่ๆ แต่ครั้งนี้ไม่แสบผิวเลย ไม่แดงด้วยค่ะ 

มื้อเย็นของที่นี่จะเสิร์ฟในช่วงหกโมงครึ่งถึงสองทุ่ม มื้อนี้มีทั้งหมด 6 เมนูค่ะ บอกเลยว่าน่าทานมาก เราออกมาจากห้องพักได้กลิ่นหอมเรียกน้ำย่อยตั้งแต่หน้าห้อง ไปถึงโต๊ะไม่ต้องรอนาน พี่ๆ พนักงานก็ยกมาเสิร์ฟ จานแรกเป็น ปลาทอดราดน้ำยำ ปลาทอดเหลืองกรอบ ราดด้วยน้ำยำรสชาติจี๊ดจ๊าด ตามมาด้วยจานแซ่บๆ อย่างยำทะเล ใส่ปลาหมึก กุ้ง สดมากกกก ปลาหมึกเนื้อกรุบๆ เคี้ยวง่ายไม่เหนียว ใครไม่ทานเผ็ดต้องเมนูผัดผัก และกุ้งอบเกลือ กุ้งสดเนื้อเด้งดึ๋ง เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด ปิดท้ายด้วยต้มจืดไก่ ซดร้อนๆ คล่องคอดีค่ะ

ทานอาหารอร่อยไปพร้อมกับบรรยากาศดีๆ คืนนี้หลับสบายพร้อมไปเที่ยวพรุ่งนี้ต่อค่ะ



ตื่นเช้ามาเปิดม่านหน้าห้องเจอพระอาทิตย์ดวงกลมบ๊อก! ทอแสงสีทองสาดมาถึงห้องเรา รีบปลุกเพื่อนไปถ่ายรูปบนสะพานสวยๆ กันค่ะ ที่พักทำเลดีมากเลยมองเห็นทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ยิ่งมีสะพานไม้ยื่นลงไปในน้ำด้วยยิ่งทำให้วิวยามเช้าเพอร์เฟคเลยค่ะ

เราถ่ายรูปกันยามเช้าแล้วไปอาบน้ำ เตรียมทานมื้อเช้า ซึ่งมื้อเช้าของที่นี่เป็นแบบบุพเฟ่ต์ตักเองค่ะ มีทั้งอาหารเช้าแบบอเมริกัน ข้าวต้ม ซีเรียล น้ำผลไม้ นม เลือกทานตามชอบได้เลยค่ะ

ทานข้าวเสร็จเราเตรียมตัวกลับก่อน ซึ่งเวลากลับจริงๆ ของที่พัก คือบ่าย 3 โมง จะมีเรือแค่เที่ยวเดียว  แต่เรามีเพื่อนที่มีเรืออยู่ระยองเลยนัดให้มารับกลับก่อน มาทั้งทีอยากไปเที่ยวที่อื่นต่อค่ะ เราเลยกลับมาถึงฝั่งประมาณ 11 โมง


พิพิธภัณฑ์บ้านครูกัง

จากท่าเรือขับรถออกมาไม่ไกลมาก เราแวะเที่ยวกันที่ “พิพิธภัณฑ์บ้านครูกัง” สถานที่ที่รวบของเก่าเอาไว้หลากหลายแบบเลยค่ะ คนรักของเก่าต้องชอบมากแน่ๆ ซึ่งของทั้งหมดนี้เก็บโดยครูกัง ผู้ชื่นชอบของเก่าและเริ่มเก็บมาตั้งแต่อายุ 18 เลยค่ะ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่คนละ 80 บาท เด็ก 30 บาท

เราเองก็ชอบที่นี่มากเลยค่ะ ครูกังจัดทุกอย่างไว้ได้อย่างลงตัว แบ่งเป็นห้องๆ อย่าง ร้านเสริมสวย ร้านน้ำชา ครัว ห้องกล้อง จักรเย็บผ้า

โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนค่ะ มีโซนด้านหน้าตรงทางเข้า โซนหลังบ้าน และด้านบน ทุกโซนดูแล้วไม่รู้สึกรกเลย สะอาด น่าถ่ายรูปมากๆ

   

อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส

ถ่ายรูปกันที่พิพิธภัณฑ์บ้านครูกังเสร็จแล้ว เราไปกันที่ “อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส” อนุสรณ์เรือรบที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย ตั้งตระหง่านอยู่ที่ปากน้ำประแส ดูมาจากในรูปเหมือนจะไม่ใหญ่มาก ของจริงใหญ่เวอร์ !!!! แอบนึกถึงตอนที่ยังแล่นอยู่ในทะเลจะเป็นยังไงน้าาาา…

เราสามารถขึ้นไปบนเรือ ไปถ่ายรูปกับปืนใหญ่ได้นะคะ อย่างที่พวกเราถ่ายกันเป็นปืนยิงอากาศยาน สามารถยิงไกลได้ถึง 7000 เมตรเลย โหดมากกกก..

ขึ้นไปได้ทั้งหมด 3 ชั้นเลยค่ะ แต่แอบเสียดายนิดหน่อยที่เขาทาสีเรือเป็นสีเทาทั้งหมด อยากเห็นสีเดิมของชิ้นส่วนเรือเหมือนตอนยังใช้งานค่ะ จากนั้นเราไปยืนเล่นตรงห้องขับเรือมองไปทางทะเลแล้วได้อารมณ์เหมือนอยู่กลางทะเลเลยล่ะค่ะ


ทุ่งโปรงทอง

ถัดจากอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสมาไม่ไกล เราไปที่สุดท้ายของทริปนี้กันที่ “ทุ่งโปรงทอง” จอดรถกันไว้ที่จอดรถ ค่าจอด 20 บาทต่อคัน จากนั้นนั่งรถรับจ้างไปต่อคนละ 5 บาทเท่านั้นค่ะ

มีบริการเรือนำเที่ยวค่าเรือคนละ 50 บาท ซึ่งเรือจะพาเราไปดูปูก้ามดาบ ไปริมทะเลที่มีเขื่อนไม้ไผ่ยาวๆ เหมือนกำแพงค่ายบางระจันและไปส่งเราที่ทางเดินไปยังทุ่งโปรงทอง

ก่อนจะไปถึงริมทะเล เห็นแดดแล้วเรารีบคว้าครีมกันแดดมาทากันเลยค่ะ ...แดดตอนบ่ายแก่ๆ ยิ่งไว้ใจไม่ได้ ต้องปกป้องผิวเราไว้ก่อน ผิวขาวก็ต้องทาและถ้าผิวสีแทนอย่าคิดว่าคล้ำอยู่แล้วคงไม่คล้ำกว่านี้นะคะ ยังไงมันก็คล้ำขึ้นได้อีกค่ะ เพราะงั้นเราต้องทาไว้ก่อน ซึ่งกันแดดของ Banana Boat Dry Balance มี SPF 50+ สำหรับการปกป้องผิวเราจาก UVB ช่วยให้ผิวเราไม่ไหม้ ไม่แสบ และ PA++++ ช่วยป้องกัน UVA ที่จะทำให้ผิวเราเกิดริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่สวยอีกด้วยค่ะ

มาถึงริมทะเลแล้วค่ะโดยวันที่มาเป็นช่วงน้ำลงเห็นสันทรายที่โผล่พ้นน้ำออกมาเราเลยลงไปวิ่งเล่นบนสันทรายถ่ายรูปกับเขื่อนไม้ไผ่ ดูปูวิ่งลงรูท่ามกลางแดดช่วงบ่ายได้สบายๆ เลยค่ะ

จุดสุดท้ายที่แวะ คือ “ทุ่งโปรงทอง” จากจุดที่ขึ้นเรือเราเดินไปบนทางเดินชมป่าโกงกางประมาณ 300 เมตร จะไปโผล่ตรงทางเดินด้านหลัง ไปถึงพระอาทิตย์ทอแสงสีทอง สาดลงบนใบโปรงทองเป็นสีทองสมชื่อเลยค่ะ วันที่เราไปมีคนไม่เยอะ ต่างจากครั้งแรกที่เราเคยมาและมีการต่อเติมที่สำหรับยืนชมวิวเพิ่มด้วย

เที่ยวทริปนี้  2 วัน 1 คืน เป็นทริปที่โดนแดดตลอด...แต่ผิวก็ยังดูสดใส ไม่หมอง ถ่ายรูปออกมาแล้วยังใสวิ้งๆ ปลื้มค่าาาาา...ทริปหน้าจะไปทะเล ขึ้นเขา ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ไหน เราไม่พลาดพก Banana Boat ไปด้วยทุกที่แน่นอนค่ะ


ชิลไปไหน