เรารักทะเล ...ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เราชอบฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ชอบที่ได้เห็นน้ำใสๆ แบบมองเห็นพื้นทราย ชอบดูผู้ชายถอดเสื้อ เอ้ยยย ไม่ใช่! เหตุผลจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ไปทะเลทีไรใจมันเต้นแรงทุกที! 

ทริปนี้..เป็นทริปสนองนี้ดตัวเอง ! แบบอยากไปต้องได้ไป นั่งทำงานที่กรุงเทพฯ พอเห็นแดดและกรมอุตุฯ ประกาศว่าเข้าหน้าร้อนอย่างเป็นทางการ ใจก็ไปอยู่ทะเลแล้ว… ทริปลากเพื่อนไปประจวบคีรีขันธ์ เลยเกิดขึ้นแบบวันศุกร์คิดปุ๊บ เสาร์ - อาทิตย์ออกตัวไปเที่ยวปั๊บ !! แต่ไปเที่ยวปุ๊บปั๊บแบบนี้ก็เตรียมตัวนะ เราพาตัวเองออกไปสู้แดดเมืองไทย ก็ต้องพกอาวุธไปรับมือกับนางด้วย อย่างทริปนี้เราพกครีมกันแดด “Banana Boat Dry Balance” ไปด้วยทั้งแบบสเปร์ยและแบบโลชั่น บอกเลยว่าถูกใจเรามาก #กันแดดดีอยากบอกต่อ แนะนำเลยว่าเพื่อนๆ ได้ลองแล้วต้องถูกใจแบบเราแน่!


เราเริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ กันในตอนเช้า ขับจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าลงใต้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เราก็มาถึง อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทานมื้อเช้าก่อนออกจากบ้านกันมาแล้ว มื้อเที่ยงเราตั้งใจว่ามาทานที่นี่ เลยไปกันที่ ต.คลองวาฬ แวะทานอาหารที่ร้าน “ครัวฟ้าทะลายโจร” ร้านอยู่ติดริมทะเล บรรยากาศดี น่าถ่ายรูป แต่นาทีนี้คนหิว 2018 รีบสั่งอาหารก่อนเลยค่ะ

ร้านตกแต่งสบายๆ เข้ากับทะเล บรรยากาศโล่งโปร่งสบาย เป็นกันเอง มี 2 โซนให้เลือกนั่งทั้งโซนในร้านไว้สำหรับหลบแดดกลางวัน กับโซนด้านนอกสำหรับนั่งรับลมทะเลเย็นๆ ส่วนพวกเราเลือกนั่งโซนเอาท์ดอร์ด้านนอก จะได้นั่งทานอาหารพร้อมกับฟังเสียงคลื่น ตากลมทะเลชิลๆ ค่ะ

แน่นอนว่ามาร้านอาหารริมทะเลแบบนี้ เราต้องสั่งอาหารทะเลค่ะ เริ่มต้นจานแรกกันที่เขียวหวานทะเลแห้ง แกงเขียวหวานใส่กุ้งตัวโต ปลาหมึก ปลา น้ำแกงพอคลุกคลิก ราดบนไข่เจียวแผ่นบาง ตามด้วยเมนูแซ่บๆ อย่างปลาหมึกนึ่งมะนาว ทางร้านใช้ปลาหมึกสดทั้งตัว นำมานึ่งในหม้อไฟพร้อมราดน้ำยำร้อนๆ เนื้อเด้งดึ๋ง รสชาติแซ่บซี้ดดดดด.. แซ่บกันต่อด้วยเมนูยำไข่แมงดาที่เสิร์ฟมาเป็นตัว ยำไข่แมงดาใส่ในกระดองกันมาเลย เบรครสกันด้วยเมนูง่ายๆ อย่างยอดมะพร้าวผัดกุ้ง แค่ 4 เมนูนี้ก็อิ่มอร่อยกันแล้วค่ะ

เติมพลังกันแล้ว เรากับเพื่อนอยากไปเดินเล่นสวยๆ ที่ชายทะเล เลยไปเที่ยวต่อกันที่ “อ่าวมะนาว” เป็นหาดที่อยู่ในเขตทหาร มาถึงหน้าทางเข้ามีป้อมทหารอยู่ไม่ต้องตกใจนะคะ อ่าวมะนาวถือเป็นชายหาดยอดนิยมเลยค่ะ ยิ่งช่วงปิดเทอมจะเห็นเด็กๆ มาเล่นน้ำกันเยอะ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีมานอนอาบแดดบ้างค่ะ

ทิวทัศน์ของอ่าวมะนาวนั้นสวยแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกสงบ มองออกไปจะเห็นวิวภูเขาเรียงตัวกันบนโพ้นทะเลกว้างสุดตา จึงเหมาะมากๆ ที่จะมานั่งชิล รับลมทะเลที่นี่ค่ะ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนจะไปเดินย่ำทรายเล่นกัน ก็ต้องทาครีมกันแดดก่อนนะคะ โดยเฉพาะถ้าหากต้องออกมาเจอแดดแรงหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ยิ่งต้องปกป้องผิวเป็นพิเศษเลยค่ะ

เราลองเอา Banana Boat Dry Balance แบบโลชั่นให้เพื่อนลองทา นางปลื้มมากกก..บอกว่าไม่เหนียวเลย เนื้อครีมเป็นสูตร Soft Matte Finish บางเบาซึมไว ปกป้องผิวด้วย SPF 50+ PA++++ แถมยังมีกลิ่นหอมแบบขนม หวานๆ ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ส่วนเราใช้แบบสเปร์ย ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกัน เราชอบมากทาแล้วดม ไม่ทาก็ชอบเปิดฝาเอามาดม 555555

เตรียมผิวพร้อมแล้ว วิ่งลงทะเลได้ !! วันที่เราไปมีเด็กๆ เยอะเลยค่ะ เพราะว่าเป็นช่วงปิดเทอมแล้ว และนอกจากแช่น้ำทะเล ยังมีเครื่องเล่น ทั้งบานาน่าโบ๊ท หน้าผาจำลอง กระโดดหอ ให้อาหารแพะ กวางและนกกระจอกเทศด้วยค่ะ

แอบส่องหนุ่ม เอ้ยยย..เดินเล่นกันทั่วหาดแล้ว เราตั้งใจจะกลับที่พัก แต่เพื่อนเปิดแผนที่อากู๋ เจอสะพานที่ยื่นลงไปในทะเล เลยแวะไปถ่ายรูปกันสักหน่อย ซึ่งสะพานนี้ชื่อว่า “สะพานสราญวิถี”

บนสะพานไม่อนุญาตให้ขับมอไซค์ หรือรถยนต์เข้าไปนะคะ เราเลยจอดหน้าสะพานแล้วเดินกันลงไปค่ะ พอเห็นแดดแล้ว อดไม่ได้ต้องคว้าครีมกันแดดลงไปทาซ้ำอีกรอบ ซึ่งปกติเราทากันแดดทุกๆ 3 - 4 ชั่วโมง แต่ในช่วงหน้าร้อนของเมืองไทย เราต้องทาทุกๆ 2 - 3 ชั่วโมงเลยค่ะ

ซึ่งกันแดดของ Banana Boat เป็นแบบ Dry & Fresh เนื้อบางเบา ทำให้รู้สึกสบายผิว ทาซ้ำได้ทั้งวัน ไม่อุดตันรูขุมขน ทาเสร็จออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งได้สบายๆ แถมวันนั้นที่เราไป อากาศก็เป็นใจสุดๆ บนสะพานลมดีมากเลยค่ะ นั่งรับลมนานๆ แบบไม่ต้องกลัวแดดกันไปเลย

บ่ายแก่ๆ ได้เวลาเข้าที่พักกันแล้วค่ะ ทริปนี้เราพักกันที่ “X2 กุยบุรี รีสอร์ท” ที่พักเป็นแบบวิลล่าทั้งหมดเลย เราชอบมากกกกก… เพราะว่าเป็นส่วนตัวสุดๆ

เก็บของเข้าที่พักแล้ว เราก็ออกไปสำรวจรอบๆ ที่พักกัน ทางรีสอร์ทมีจักรยานฟรีให้ปั่นเล่น ซึ่งวิวทิวทัศน์รอบๆ มีทั้งทุ่งหญ้า ภูเขาสูงและสถานีรถไฟ เราปั่นจักรยานชมวิว ตากลมยามเย็นเพลินดีค่ะ

ส่วนห้องพักทำเราไม่อยากออกจากห้องไปไหน เพราะมีทุกอย่างครบ ! แถมดีไซน์ห้องได้เท่มาก ผนังห้องใช้ก้อนหินทั้งหมด ส่วนเตียงนอนแค่เห็นก็อยากกระโดดเข้าไปซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ที่สำคัญ ยังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวอยู่ในบริเวณห้องพัก สาวๆ รีบเปลี่ยนชุดแล้วโดดน้ำเล่นกันเพลินสุดๆ เลยค่ะ

เล่นน้ำกันสนุกเหมือนเด็กๆ จนค่ำ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวทานมื้อเย็นกันค่ะ

ใช้พลังงานกันจนหมดแรงแล้ว ต้องไปเติมพลังกันสักหน่อย มื้อเย็นเราไม่ออกไปไหน เพราะเลือกทานกันที่ห้องอาหารของที่พักเลยค่ะ ห้องอาหารของที่นี่ชื่อว่า 4K เป็นห้องอาหารริมทะเล บรรยากาศทะเลตอนกลางคืน กับแสงเทียนสลัวๆ เข้ากันมากเลยค่ะ

มื้อนี้อาจจะเพราะหิว เราเลยสั่งกันมาเต็มโต๊ะเลยค่ะ ทั้ง ราดหน้าทอด เมนูราดหน้าธรรมดาที่ไม่ธรรมดาตรงที่เอาเส้นแบบโฮมเมดที่ทำใหม่สดทุกวันมาทอดก่อน ราดด้วยน้ำราดหน้าร้อนๆ รสชาติกลมกล่อม หอมน้ำซุปมากๆ เลยค่ะ

ตามมาด้วยเมนู สปาเก็ตตี้ สปาเก็ตตี้เส้นดำ ผัดซอสคาโบนาร่าใส่กุ้งหวานของขึ้นชื่อเมืองประจวบฯ เนื้อกุ้งสดหวาน เสิร์ฟมาบนเส้นสปาเก็ตตี้ที่คลุกเคล้ากับซอสรสชาติกลมกล่อมอย่างลงตัว

ต่อด้วยเมนูอาหารไทยแท้ๆ อย่างยำปลาสุมนไพร ปลากะพงจากหมู่บ้านชาวประมงใกล้ๆ กับที่พัก คลุกเคล้าด้วยน้ำยำสุดพิเศษของทาง X2 จานนี้แซ่บกำลังดีค่ะ

อิ่มอร่อยกันแล้ว เราไปนอนพักเอาแรงกันค่ะ พรุ่งนี้เรามีแพลนจะไปดำน้ำกัน …



นอนหลับเต็มอิ่ม อยู่กรุงเทพฯ ตื่นสายแต่มาเที่ยวทะเลเราตื่นกันแต่เช้าาาา… เพราะไม่อยากพลาดเดินเล่นริมทะเลในตอนเช้าค่ะ แต่อย่าคิดว่าแดดตอนเช้าจะไม่แรง แดดยามเช้าก็ทำร้ายผิวเราได้นะคะ เพราะฉะนั้นก่อนออกไปวิ่งเล่น เราทาครีมกันแดดกันก่อนค่ะ

ชายหาดหน้าที่พักเป็นฝั่งที่พระอาทิตย์ขึ้น แสงกระทบกับน้ำทะเล บวกกับความเป็นส่วนตัว เงียบสงบ เรียกได้ว่าเป็นเช้าวันพักผ่อนที่สุดยอดไปเลยค่ะ

ถ่ายรูปเล่นหน้าที่พักกันจุใจแล้ว ได้เวลาอาหารเช้า เริ่มต้นด้วย Wake me up น้ำผลไม้เรียกน้ำย่อยสูตรของที่พัก แล้วเลือกสั่งเมนูอาหารเช้าได้เลยค่ะ ว่าอยากได้เมนูอาหารเช้าแบบไทยอย่าง ข้าวต้ม ข้าวผัดกะเพรา ไข่เจียว หรือจะแบบอเมริกันและแบบยุโรปก็มีนะคะ

เติมพลังกันแล้ว ไปดำน้ำกันดีกว่าค่ะ !! ทริปนี้เราเลือกไปกันที่ “เกาะจาน เกาะท้ายทรีย์” ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดวนกร

ใครจะไปตามรอยพวกเราแนะนำติดต่ออุทยานฯ ล่วงหน้าก่อนไปนะคะ เพราะนักท่องเที่ยวไม่สามารถขึ้นไปเที่ยวเกาะเองได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่อุทยานพาไป โดยมีค่าใช้จ่าย คนละ 600 บาท ถ้าเราไปไม่ครบ 8 คน ต้องเหมาเรือ 4,800 บาท ขึ้นเรือจากหน้าหาดวนกร ใช้เวลาเดินทางไปเกาะประมาณ 20 นาที รวมทั้งหมดแล้วสามารถใช้เวลา 3 ชั่วโมง ในการเที่ยวชมเกาะค่ะ

มาถึงที่นี่กันช่วง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่แดดแรง ถ้าหากใครไม่อยากแสบผิวอย่าลืมทาครีมกันแดดกันนะคะ สำหรับใครเคยใช้กันแดดที่เหนียวตัว แถมเวลาลงน้ำก็จะลื่น ไม่กันน้ำ เราแนะนำว่าลองเปลี่ยนมาใช้ Banana Boat Dry Balance กันเลยค่ะ

สูตรนี้ซึมไวมากกกกกก..ทั้งแบบครีมและแบบสเปรย์ ที่สำคัญ เป็นสูตร Very Water Resistant ทาแล้วไปเล่นน้ำทะเลก็ไม่รู้สึกลื่นผิวเลย ไม่ต้องกลัวแดด แล้วยังรู้สึกสบายตัวอีกด้วยค่ะ ปลื้มมว๊ากกกกกก...

เห็นน้ำทะเลใสๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ! นี่ทะเลประจวบฯ ... ไม่ใช่อันดามันที่ไหน บอกเลยว่าน้ำทะเลที่เกาะจาน เกาะท้ายทรีย์สีฟ้าใสวิ๊ง มองเห็นพื้นทราย สวยไม่แพ้ทะเลใต้เลยนะคะ พวกเราถ่ายรูปกันจนเมมโมรี่เกือบเต็มเลยทีเดียวค่ะ

พอได้แช่น้ำก็ไม่อยากขึ้นเลยค่ะ ซึ่งเกาะจาน เกาะท้ายทรีย์สามารถดำน้ำตื้นดูปะการังได้จากหน้าหาดเลย ใครไม่มีอุปกรณ์ไม่ต้องห่วง ทางอุทยานมีเสื้อชูชีพและอุปกรณ์ Snorkel ให้นะคะ

สำหรับทริปนี้สนุกกับทะเลได้อย่างเต็มที่ไม่กลัวแดด เพราะ Banana Boat Dry Balance เล่นน้ำทะเลนานแค่ไหน เราก็ไม่แสบผิวกันเลยเพราะครีมกันแดดตัวนี้มี SPF 50+ สำหรับการปกป้องผิวเราจาก UVB ตัวการทำให้ผิวเราไหม้ค่ะ และมี PA++++ ช่วยป้องกัน UVA ตัวการที่ทำให้เราสวยน้อยลง ต่อให้ไปทะเลอีกสัก 3 ทริปในหน้าร้อนของไทยก็ไม่หวั่นแน่นอนค่ะ


ชิลไปไหน