I want nobody nobody but you !

ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนเรามั้ย ที่ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกไม่อินกับความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งนั้น นอกจากเงิน วันหยุด และของกิน ! 555555 ไม่มีแฟนยังได้ แต่ไม่มีเงิน และของกินนี่บอกเลยว่า#ใจจะขาด โดยเฉพาะกับของหวาน ที่ไม่ว่าจะเวลาสุข เศร้า เหงา อกหักเราก็กิน อาจจะเป็นเพราะเราชอบที่ได้ลิ้มรสชาติความหอมละมุน ชอบหน้าตาที่เชฟบรรจงสร้างสรรค์จนได้ออกมาเป็นแต่ละเมนู ยิ่งถ้าร้านไหนอร่อยด้วยแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่ Made My Day เราได้ดีสุดๆ รับรองว่าแฮปปี้ หน้าตาเบิกบานได้ตลอดทั้งวันแน่นอน

เนี่ยยย ~ พูดแล้วเกิดอาการ #โรคขาดหวาน ชักกำเริบตะหงิดๆ แบบนี้ต้องรีบไปเติมความหวานในหัวใจให้มากขึ้นกว่าเดิมที่ร้าน CODE Cafe กันหน่อยแล้ว…

ก่อนอื่นต้องตั้ง GPS ระบุพิกัดมาที่ห้าง The Jas รามอินทราก่อนนะ เพราะร้าน CODE Cafe ตั้งอยู่ชั้นล่างของห้างนี่เอง ซึ่งถ้าขับรถ หรือเรียกแท็กซี่มาทางถนนลาดปลาเค้า เราจะมองเห็นร้านโดดเด่นเป็นสง่าได้ตั้งแต่เลี้ยวเข้ามาบริเวณลานจอดรถด้านหน้าเลยจ้า สังเกตง่ายมากๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมองหาร้านไม่เจอ

ตอนแรกที่ได้ยินคำว่า CODE เราเข้าใจว่าร้านนี้จะต้องเป็นคาเฟ่ที่เท่มาก ! ต้องเกี่ยวข้องกับบาร์โค้ด การถอดรหัสลับแบบเจมส์บอนด์ หรือระบบตัวเลขอะไรแนวๆ นั้นซะอีก ที่ไหนได้ดันกลายเป็นโฮมคาเฟ่สุดน่ารัก บรรยากาศอบอุ่นแทนซะงั้น เพราะความจริงแล้วคำว่า CODE ของทางร้านนั้น มีที่มาจากตัวอักษรตัวแรกจากชื่อเต็มอย่าง Cafe Of Dessert Enthusiasts ต่างหาก ซึ่งความหมายและคอนเซ็ปต์ก็ตรงตัวตามชื่อเลยจ้า คือเป็นคาเฟ่ที่มีสารพัดเมนูน่ารัก น่าทาน เอาใจคนรักขนมหวานโดยเฉพาะ

แม้แต่โลโก้ยังน่ารักเลย ! กับเจ้าสัญลักษณ์สัตว์จิ๋ว 4 ตัว อย่างกระรอก หอยทาก นก และกระต่าย ที่ลองสังเกตดีๆ เราจะพบเจออยู่แทบทุกมุมของร้าน ไม่ว่าจะบนกำแพง กล่องไม้ใส่ช้อนส้อม กระดาษทิชชู่ หรือแม้แต่ซองกระดาษที่ใส่หลอดก็ตาม ซึ่งเจ้าสัตว์พวกนี้ถูกหยิบมาใช้เป็นตัวแทนของลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาใช้พื้นที่ของร้านเป็นชุมนุมแลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกันนั่นเอง

ด้วยความที่ร้านเหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกวัย ภายในร้านจึงค่อนข้างกว้างขวาง ปลอดโปร่ง สบายตาด้วยการตกแต่งสไตล์ยุโรป เน้นโทนสีขาว เทาเป็นหลัก ทั้งยังประดับด้วยหลอดไฟสีเหลืองด้านบนเพดานให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้ เสริมบรรยากาศให้ดูเป็นโฮมคาเฟ่ที่อบอุ่นขึ้นกว่าเดิม

มีมุมถ่ายรูปนั่งเล่นสุดชิลให้เลือก ทั้งแบบโต๊ะและโซฟาเบดด้านใน และแบบ Outdoor ด้านนอก ซึ่งแอบแทรกความสดชื่นด้วยต้นไม้สีเขียวและกระจกบานใหญ่ เป็นการเพิ่มความสดชื่นระหว่างวันอีกด้วย ซึ่งถ้าสาวๆ คนไหนอยากนั่งชิคๆ มีรูปสวยๆ ที่มุมนี้ คงต้องรีบมาจับจองกันหน่อย เพราะเป็นมุมพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีแค่โต๊ะเดียวเท่านั้นจ้า พลาดแล้วพลาดเลย

Finally ในที่สุดก็ถึงเวลาเติมหวานที่รอคอย ! แต่พอตอนเห็นเมนูจริงๆ ถึงกับแอบกุมขมับ เพราะมันดันละลานตาซะจนเลือกแทบไม่ถูก รู้ซึ้งถึงคำว่ารักพี่เสียดายน้องขึ้นมาทันที 55555 ก็แหม มันช่างเยอะแยะน่าทาน โดนใจไปหมดทุกเมนูจริงๆ ไล่ตั้งแต่เมนูของหวาน ของคาว กาแฟ ตลอดจนเครื่องดื่มสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีเมนูที่ทางร้านคิดขึ้นเองจากผลไม้ตาม Season นั้นๆ รวมถึงเค้กแบบโฮมเมดหน้าตาน่ารักให้เลือกทานได้อีกเพียบ #โอ้ยยย #พี่อยากมีสักสี่กระเพาะ

ขอเริ่มด้วยเมนูแนะนำของทางร้านอย่าง Thai Tea Lava Toast โทสต์ขนมปังสีดำสุดเท่ รสชาติเหนียวนุ่มจากแป้งชาร์โคลอบจนกรอบได้ที่ สอดไส้ด้วยซอสชาไทยเข้มข้น หวานกำลังดี หอมกลิ่นชาอ่อนๆ เมื่อหั่นออกมาจะมีลาวาไหลเยิ้ม ชวนฟินสุดๆ ซึ่งเมนูนี้จะเสิร์ฟคู่กับวิปครีม และไอศครีมวานิลลา หรือถ้าใครกังวลว่าจะเยอะเกินไปจนทานไม่หมด ทางร้านก็ยังมีแบบครัวซองต์สำหรับใครที่มาคนเดียวไว้ให้เลือกอร่อยกันได้อีกด้วย

คนรักผลไม้ต้องลอง สเปเชียลเมนูจากผลไม้ตามฤดูกาลที่มีเฉพาะสาขารามอินทรา และห้าง Terminal 21 เท่านั้น สำหรับ Durian Lava Toast โทสต์สองสีจากแป้งชาร์โคลและบัตเตอร์ สอดไส้ข้าวเหนียวทุเรียนลาวาเครื่องแน่นแบบจัดเต็ม ด้านบนเป็นเนื้อทุเรียนหมอนทอง รสชาติดี ไม่นิ่มจนเละ และไม่มันจนเกินไป ซึ่งทางร้านบรรจงแกะสดๆ กันจากลูกวันต่อวัน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำพร้อมเสิร์ฟ ปิดท้ายด้วยการโรยหน้าด้วยเกล็ดทุเรียนกรอบ ทานคู่กับทองม้วนใบเตย วิปครีม และไอศกรีม

ตามมาติดๆ ด้วย Mango Bingsu อีกหนึ่งผลไม้ตามฤดูกาล ที่ทางร้านหยิบเอามะม่วงน้ำดอกไม้มาเป็นเมนูไฮไลท์ประจำเดือนควบคู่กับทุเรียน เสิร์ฟออกมาในรูปแบบของบิงซูเกล็ดหิมะที่ทำจากนม ให้ความรู้สึกนุ่ม หอม มัน ละลายในปาก หากตักทานไปเรื่อยๆจะเจอกับเนื้อมะม่วงและซอสที่แอบสอดไส้อยู่ด้านในด้วยนะ เท่านั้นยังไม่พอ ด้านนอกตกแต่งด้วยเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกำลังดีถึงหนึ่งลูกเต็มๆ ตามด้วยชีสเค้กก้อนโต ครัมเบิลใบเตย และซอสมะม่วงให้ราดเพิ่มเติมกันอย่างจุใจ

จัดเต็มของหวานไปแล้ว มาลองเครื่องดื่มดับร้อนกันบ้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าผลไม้อย่างทุเรียนก็จับมาทำเป็นเครื่องดื่มได้เหมือนกันนะ สำหรับ Durian Freppe เมนูทุเรียนนมสดปั่น รสชาตินุ่มละมุนจากนมสด ผสมเข้ากับเนื้อทุเรียนหมอนทอง ด้านบนท็อปปิ้งด้วยวิปครีมและซอสทุเรียน หอม อร่อย ดูดเพลินสุดยอด

ฟินกันต่อกับเมนูสุดท้าย Blue Caracao Soda เมนูเครื่องดื่มสีฟ้าสดใส กับเมนูบลูสกาย เลม่อน โซดา รสชาติเปรี้ยวจี๊ด สดชื่น มาพร้อมเจลลี่เสาวรสชิ้นเล็กหนุบหนับ เคี้ยวสนุกกำลังดี เป็นเมนูดับร้อนต้อนรับเทศกาลซัมเมอร์ได้อย่างดีเยี่ยม

หนุ่มสาวคนไหนรู้ตัวว่าหลงรักในเมนูขนมหวาน หรืออยากเติมน้ำตาลให้หัวใจอยู่ล่ะก็ แนะนำเลยว่าต้องมาลองเมนูขนมหวานอันหลากหลายที่ CODE Cafe Of Dessert  Enthusiasts ย่านรามอินทราแห่งนี้ให้ได้เลย และสำหรับลูกค้าที่ใช้แอปพลิเคชัน FWD MAX เพียงโชว์แอปพลิเคชันที่ร้าน รับไปเลยส่วนลด 15%   สำหรับเมนูเครื่องดื่มร้อน หรือเย็น ชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ >> www.chillpainai.com/fwdmaxprivilege/

สมัครรับสิทธิพิเศษ FWD MAX ได้ง่ายๆ

 iOS: https://goo.gl/c1PwMq

Android: https://goo.gl/RVJ6Kl


ที่ตั้ง : ห้าง The Jas รามอินทรา ติดกับร้าน MK ซอยลาดปลาเค้า 89/1 กรุงเทพ

เวลาเปิด : ทุกวัน 11.00 - 22.00 น.

ราคา : เริ่มต้นที่ 140 บาท

เบอร์ติดต่อ : 02-041-0260