เขาคิชฌกูฏ เป็นสถานที่ที่หลายๆคนต้องไปให้ได้ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ที่ไปเพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทกราบไหว้ขอพร ทุกๆปีจะเปิดให้สักการะแค่ปีละหนเท่านั้น และในปีนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้กราบไหว้เข้าไปสักการะกันแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ - 5 เมษายน 2562


 ชิลก็ไม่พลาดที่จะเอาประสบการณ์ครั้งที่ได้ไปสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ทริปหนึ่งวันไปเขาคิชฌกูฏของชิลมาฝากเพื่อนๆ กันเป็นยังไงบ้างไปดูกันเลยยยยย~~~~~~~~




เขาคิชฌกูฏตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จังหวัด จันทบุรี สามารถขับรถส่วนตัวไปได้ แต่ในทริปครั้งนี้เราไปกันแค่สองสาวซึ่งไม่มีใครขับรถได้เลย รถส่วนตัวก็เป็นอันต้องพับไปแล้วเราจะไปยังไงกันดี แงงงงงง เราก็ทำการหาข้อมูลรถที่สามารถไปได้ จนมาเจอว่า ขสมก. มีบริการจัดทริปเพื่อพาไปสักการะเขาคิชฌกูฏ ไม่รอช้าเราก็รีบโทรไปจองทันที เราสามารถจองล่วงหน้าได้ผ่านการโทรไปที่เบอร์ของขสมก หรือไปจองที่อู่เลยก็ได้โดยจะเปิดขายตั๋วตั้งแต่ตอนตีห้าเป็นต้นไปค่ะ สะดวกมากๆ ประทับใจจจจ ♥♥ 

เราสองคนเลือกที่จะไปขึ้นรถกันที่อู่บางเขน เขตการเดินรถที่ 1 เพราะใกล้บ้าน ทุกท่านสามารถติดต่อไปที่อู่ใกล้บ้านของท่านได้เลยค่ะ โดยอัตราค่าโดยสารจะอยู่ที่ 479 บาท/คน ราคานี้ไม่รวมค่ารถขึ้นเขาคิชฌกูฏอีกคนละ 200 บาทนะคะโดยจะขึ้นไปเก็บกันบนรถ

เราสองคนมาถึงอู่บางเขนเวลาประมาณตีห้าครึ่ง ยังมืดอยู่เลยยย มาถึงก็มารับตั๋ว รถจะเดินทางออกจากอู่บางเขนเวลา 6:30 น.

เดินถ่ายรูปซื้อของเสบียงไปเรื่อยๆรอเวลา และนี่เป็นรถที่เราจะนั่งกันไปวันนี้ค่ะ วันนี้เราไปกันทั้งหมด 5 คัน คนขับรถใจดีมากความรู้แน่นสุดๆ และมีคุณป้ากระเป๋ารถคอยดูแลให้ความรู้ตลอดการเดินทางเลยเรียกได้ว่าเป็นทริปที่ได้ทั้งบุญและความรู้กันเลยทีเดียว

พอหกโมงครึ่งก็ได้เวลารถออกเดินทางสู่จังหวัดจันทบุรีกันแล้ววว เค้าจะมีสายห้อยคอของ ขสมก.แจกที่ให้เราห้อยติดตัวไว้ตลอดเลย สำคัญมากเวลาเราหลงหรือขึ้นรถไม่ทันเค้าจะได้รู้ว่าเรามากับขสมก. ระหว่างทางก็มีแวะให้เข้าห้องน้ำ และแวะร้านอาหารเพื่อทานอาหารเช้ากัน 

ภายในร้านมีให้เลือกทานหลากหลาย เลือกตามีที่ชอบกินกันเลยยยย

และยังมีที่ขายของฝากด้วย ของเยอะมากกกกกกกกกกกกเลือกไม่ถูกกันเลย พอกินข้าวเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ 

พอขึ้นรถมาคุณป้ากระเป๋ารถจะแจกไม้ให้เราร่วมทำทอดผ้าป่าตามกำลังศรัทธากันเลย

และก็ได้เวลาหลับยาวววว ไปจนถึงจุดหมายแรกของเราคือ วัดเขาสุกิม 

เค้าก็จะปล่อยให้เราขึ้นไปทำบุญด้านบนได้ตามสะดวกเลย โดยเราต้องขึ้นเขาไปเพื่อไหว้เป็นการฝึกพลังขาเบาๆก่อนไปขึ้นเขาคิชฌกูฏจริงๆ แต่หากใครไม่อยากเดินขึ้นทางวัดก็มีบริการรถรางของทางวัดไว้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย แต่ต้องรอคิวกันนิดนึงด้านบนจะมีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบเพราะเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมด้วย และจะมีโรงทานที่ทางวัดจัดไว้ต้อนรับ นอกจากจะอิ่มเอมจากการทำบุญขอพรแล้วยังอิ่มท้องด้วย

ขาลงขอลองเดินลงแล้วกัน ระยะทางสั้นๆประมาณ 200 ขั้น แต่ก็เล่นเอาหอบเหมือนกันแฮะ 5555555 (ขึ้นคิชฌกูฏจะรอดกันมั้ยเนี่ยยย)

พอลงมาด่านล่างก็เดินชมบรรยากาศถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า มีสะพานล้อมรอบบ่อน้ำใหญ่ถ่ายรูปสวยมากเลย แต่แดดแอบแรง งั้นหนีไปตากแอร์บนรถกันดีกว่า

 มีร้านขายของฝากด้วย มีทั้งขนมผลไม้ท้องถิ่นให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจกันเลยทีเดียว

ถึงเวลานัดขึ้นรถกันครบแล้วก็ได้เวลาไปสถานที่ต่อไปกันดีกว่าาา

นั่งรถมาซักพักก็ถึงวัดกะทิง เจ้าหน้าที่ให้เวลาสั้นๆในการไปกราบสรีระสังขาร และรูปปั้นจำลองของหลวงพ่อเขียน อดีตเจ้าอาวาสวัด

ผู้ที่ชาวบ้านศรัทธาเป็นอย่างมาก จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ 

จากวัดกระทิงไม่ไกลก็มาถึงจุดรอรถขึ้นรถ 4x4 เราขึ้นกันที่ จุดขึ้นรถวัดพลวง  ความพิเศษของการมากับทริปขสมก.ก็คือ เราไม่ต้องรอต่อคิวกับคนอื่นเลย พรีเมี่ยมสุดๆ

โดยรถแต่ละคันจะสามารถจุผู้โดยสารได้ 12 คน และเวลาแห่งความหวาดเสียวก็ได้เริ่มต้นขึ้น 

ก่อนเข้าจะมีการเก็บค่าเข้าอุทยานคนละ 20 บาท แต่สำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต้องเสียค่ะ 

ระหว่างทางขึ้นเขาคือจับที่จับแน่นตลอดทาง ทางคือสมบุกสมบันมากกก หัวโยกจนหัวฟูกันเลยทีเดียว อวัยวะในร่างการคือแทบไหลมากองกันแล้วว

เส้นทางยังคงพีคต่อไปเรื่อยๆ ยอมใจคนขับมากๆขับเก่งมาก คนนั่งอย่างเราก็เกาะอย่างเดียว เกาะให้แน่นที่สุดต่อไปค่ะ!! 

เราและก็สามารถหายใจทั่วท้องได้อีกครั้ง รถมาจอดส่งให้เราลงที่ ลานสีวลี 

หลังจากนั้นเราต้องเดินเท้าไปต่ออีกประมาณ 1.2 กม. เพื่อที่จะไปถึง รอยพระพุทธบาทสำหรับใครที่คาดว่าตัวเองคงเดินไปไม่ถึง เค้ามีบริการเสลี่ยงพาเราขึ้นไปด้วยนะคะ เสียค่าใช้จ่ายคือ ขาขึ้น 1,000 บาท ขาลง 1,000 บาท แต่เราคิดว่าเราสตรองพอเราไม่จำเป็นต้องใช้หรอก 

โดยระหว่างทางจะมีจุดให้แวะทำบุญเป็นจุดๆไปตลอดทางเลย  ที่สำคัญคือมีจุดนั่งพักเยอะมากกกกกก และเรานั่งพักกันทุกจุดค่ะ 55555555

ระหว่างทางนอกจากได้ทำบุญตลอดทางแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศของธรรมชาติที่สวยงามตลอดทาง อากาศก็ดีมากๆ ไม่ร้อนเลยแต่เหงื่อออกตลอดเพราะความเหนื่อย 5555555 (อยากกลับไปขึ้นเสลี่ยงทันที)

มาถึงจุดสักการะ รอยเสือใหญ่ 

รอยเสือใหญ่ เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีวิวที่สวยงามมากๆ เดินไปเรื่อยๆท้องฟ้าก็เริ่มมืดฝนเริ่มปรอยๆ ระหว่างทางที่เดินไปสู่จุดสักการะรอยพระพุทธบาท

ใช้เวลาประมาณเกือบๆชั่วโมงเราก็เดินมาถึงกันแล้วววววว

จุดไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดของทริปนี้คือ รอยพระพุทธบาท แต่ด้วยความที่เรามาถึงตอนฝนลงปรอยๆ คุณลุงที่ประกาศก็บอกว่าให้ปิดโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารเพื่อความปลอดภัย เพราะด้านบนเป็นจุดที่ฟ้าแรงเดี๋ยวจะเกิดอันตรายได้

เป็นจุดที่มีประชาชนมากราบไหว้ขอพรกันเยอะมาก แต่จะมีคุณลุงที่คอยบอกขั้นตอนในการกราบไหว้ให้ถูกต้องในแต่ละจุด

และด้วยความโชคดีของเราฝนปรอยๆได้อยู่แป๊ปนึงก็หยุดไป และท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง

บริเวณรอยพระพุทธบาทที่มาสักการะกันนั้น เป็นจุดที่เราต้องถอดรองเท้าก่อน แนะนำให้ถอดถุงเท้าด้วยเพราะทางเดินเป็นหินตลอดอาจจะลื่นได้

เมื่อสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว เราก็ถือโอกาสไปผูก ผ้าแดง กันและเค้าบอกว่าปีนี้ระยะทางไปผูกผ้าแดงไม่ไกลเหมือนปีก่อนๆ เราก็เกิดมีแรงฮึดอีกรอบเดินไปผูกผ้าแดงกันดีกว่าาาา ระหว่างทางไปจะเป็นทางเหมือนเราเดินป่ากันจริงๆทางทรหดมากกกกกก แทบไม่มีบันไดต้องปีนขึ้นปีนลงตลอดทางจนขาเริ่มล้า

และสุดท้ายเราก็มาถึงจุดผูกผ้าแดงกันแล้ววว เราก็มาเขียนคำอธิษฐานลงบนผ้าแดงกันดีกว่า มองนาฬิกา 15:30 น.แล้วเราต้องลงไปที่จุดนัดท่ี่ ลานสีวลี ตอน 16:00น. 

ไม่ทันแล้วววววว เราก็รีบจ้ำลงมากันจนทันเวลานัด และได้เวลาเกาะรถกระบะ 4x4 กันอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เราหมดแรงจะก้าวเดิน ก็พาลทำให้หมดแรงจะถ่ายรูปไปด้วย ฮ่าๆๆ และก็ลงไปถึงจุดที่รถเมล์รอเราอยู่ บริเวณนั้นจะมีตลาดเพื่อขายของกินด้วย 

17:00 น. ก็ได้เวลากลับกันแล้ววว ระหว่างทางกลับเค้าจะมีแวะให้เรากินข้าวกันด้วย และก็ยิงยาวกลับกรุงเทพกันเลยยย 

.

.

ถึงกรุงเทพฯเวลาประมาณ 21:30 น.  เราสามารถลงระหว่างทางได้ก่อนที่จะอู่รถบางเขน เช่น โรงพยาบาลสินแพทย์ กม.8 กม.7 สามารถลงได้ตามสะดวกเลย ได้ก็ล่ำลาเพื่อนสาวกลับบ้านพักผ่อนบ้านใครบ้านมัน 

จบไปแล้วสำหรับทริปที่ท้าทายความอดทดของสองสาว ถึงจะเหนื่อยจะท้อกันไปบ้างแต่ก็สามารถไปได้ถึงจุดผ้าแดงกันเลยนะ ภูมิใจในตัวเองกันสุดๆกลับมาอวดพ่ออวดแม่อวดเพื่อน ว่าเราทำด้ายยยยยยย!!!!


สำหรับใครที่สนใจเดินทางไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทกับ ขสมก. แบบพวกเรา ก็สามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์ 02-551-2492 , 02-552-0885 (สำนักงานเขตการเดินรถที่ 1)

อัตราค่าโดยสาร 479 บาท/คน **ราคานี้ไม่รวมค่ารถ4x4ขึ้นเขาคิชฌกูฏอีกคนละ 200 บาท**  เดินทางไปเช้าเย็นกลับ ออกเดินทางจากอู่บางเขนเวลา 6:30 น. ในวันอังคาร,วันพฤหัส,วันเสาร์,วันอาทิตย์