"เกาะพระทอง" 

เกาะพระทอง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพังงา และใหญ่อันดับ 5 ของประเทศไทย แต่เรากลับได้ยินชื่อของเกาะนี้น้อยว่าเกาะท่องเที่ยวอื่นๆ ของเมืองไทย วันนี้ชิลไปไหนจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับความอะเมซิ่งเมืองพังงา เรารับรองเลยว่าเพื่อนๆ จะต้องกดว้าววว.. กันมารัวๆ แน่นอน บางทีอาจจะไม่อยากเชื่อเลยด้วยซ้ำว่าที่นี่เมืองไทย ! เกริ่นกันมาขนาดนี้อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ามันจะเจ๋งขนาดไหน แพ็คกระเป๋าตามเรามาเที่ยวทะเลใต้พร้อมกันเลยค่ะ ..



เกาะพระทอง ตั้งอยู่ในเขตอ.คุระบุรี  จ.พังงา ห่างจากฝั่งพังงาประมาณ 2 กิโลเมตร สำหรับเรือเดินทางไปยังเกาะ เรามีเรือของ The Moken Eco Village ที่พักบนเกาะของเรามารับ ระหว่างทางเราต้องผ่านปากน้ำที่เป็นบ้านของปลาพะยูนด้วย ใครดวงดีจะเจอเจ้าบ้านโผล่หน้าขึ้นมาหายใจ ต้องคอยสอดส่องตาตามบังคนขับเรือไว้ให้ดีเลย บังตาไวมาก โผล่ๆ ผลุบๆ บังแกเห็นหมด ส่วนเราเหมือนจะพกดวงไปน้อยได้เห็นแค่ตอนที่น้องหลบหัวลงใต้น้ำแล้ว ถ่ายไม่ทันเลย 

นั่งเรือไปเม้าท์กับบังไปด้วย ... บังเล่าให้ฟังว่าชื่อเกาะพระทอง ที่เรียกกันแบบนี้เพราะในสมัยก่อนชาวบ้านขับเรือผ่านเกาะ แล้วเห็นว่ามีทองเรียงรายอยู่บนชายหาด เราก็เลยสงสัยว่า ที่ทุกวันนี้ไม่มีทองบนเกาะแล้วเพราะว่าชาวบ้านมาเก็บไปหมดแล้วเหรอ บังบอกว่าไม่มีใครเก็บได้หรอก ครั้งนึงกองทัพญี่ปุ่นมาเก็บ แต่แล่นเรือออกไปได้ไม่ไกลเรือก็ล่ม คนก็ตาย ทองก็หายหมดเลย 

บังใจดีเล่าได้เป็นฉากๆ  แล้วก็ชี้ให้ดูจุดดำน้ำตื้นหน้าเกาะไปพลาง นั่งเรือฟังบังเล่าเพลินๆ ไม่นานก็ถึงเกาะพระทอง บังจอดเรือที่หน้าหาด ตรงหน้าที่พักเลย เกาะบรรยากาศเงียบสงบมาก ที่พักแต่ละที่อยู่ห่างกันพอสมควร เป็นส่วนตัว เหมือนเอาเกาะท่องเที่ยวอื่นมาย้อนเวลากลับไปสัก 10  - 20 ปี นักท่องเที่ยวส่วนมากก็เป็นชาวต่างชาติ มาพักผ่อนกันทีอยู่ยาวเป็นเดือน

ที่พัก The Moken Eco Village เป็นที่พักแบบ Eco อยู่กับธรรมชาติ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ชาร์จแบตมือถือ เปิดพัดลมได้ทั้งคืนสบายๆ เลยนะ แต่ที่นี่ไม่มีทีวี และมีสัญญาณโทรศัพท์ ค่าย AIS และ Dtac อ่อนๆ ก็ดีอีกแบบค่ะ ทำให้เราปล่อยวางทุกอย่างไว้ข้างหลัง เจ้านาย เจ้าหนี้ใครก็โทรตามเราไม่ได้ อิอิ 

ส่วนห้องพักของที่นี่ น่ารักมาก แยกเป็นหลังๆ สร้างแบบบ้านไม้ มีใต้ถุนยกสูงพื้นจากพื้นนิดหน่อย หน้าต่างกระจกบานยาว โล่งโปร่งสบาย ออกแบบได้ลงตัวกับสภาพแวดล้อมของเกาะ ห้องพักแต่ละห้องตั้งชื่อตามทรัพยากรที่มีอยู่บนเกาะ แค่มาเที่ยวแบบลืมวันลืมเวลา แล้วนอนกลางวันหน้าห้องพักก็ฟินแล้วค่ะ ที่นี่มีแย้ด้วย ทางที่พักเค้าอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานดู ห้ามไม่ให้ใครจับ ใครจับโดนปรับ 500 บาท นะคะ

มาอยู่บนเกาะแบบนี้เรื่องอาหารการกินเราทานกันที่ร้านหน้า ด้านหน้าล็อบบี้ของที่พักเลยค่ะ ร้านอาหารของที่นี่เปิดตั้งแต่ 8.00 - 21.00น เรียกได้ว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารทุกมื้อเลย

 ทานอาหารมื้อเที่ยงเติมพลังงาน ก่อนจะไปนั่งเล่นรออาหารย่อยบนเปลริมทะเล รอเวลาแดดร่มลมตกพายเรือไปดำน้ำ ในจุดที่บังชี้ให้ดูก่อนมาถึงกันค่ะ 

ถ้าเราไม่มีอุปกรณ์ดำน้ำมาไม่ต้องห่วงนะคะ ที่นี่มีให้ยืมค่ะ ทั้งฟินส์และหน้ากากดำน้ำเลย ตอนไปดำน้ำก็ไม่ต้องไปทัวร์อะไรเลย เราแค่ลากเรือคายัคพายไปแค่ 10 นาทีก็ถึงจุดดำน้ำตื้นหน้าเกาะแล้ว บางช่วงน้ำลงเราอยู่ใกล้ปะการังมากเลยค่ะ แต่ถ้าน้ำลงมากๆ ต้องระวังปะการังจะบาดเอาได้นะคะ 

จุดดำน้ำที่นี่สวยไม่แพ้ที่อื่นเลยค่ะ มีบ้านของนีโม่และเจ้านีโม่ตัวสีส้มขาวด้วยค่ะ เรามองเห็นน้องได้ง่ายๆ เลย ขอบอกเลยว่าเพลินแน่นอน ดำผุดดำว่ายเล่น ดำเหรอ..ไม่ต้องกลัวหรอก กลับกรุงไปอยู่ในออฟฟิศตลอดเดี๋ยวก็ขาวเหมือนเดิมละ !

หลังจากดำน้ำกันจนหนำใจ เรากลับมาอาบน้ำเปลี่ยนชุดกัน จะอะไรก็ได้แต่มาที่ The Moken Eco Village แล้วต้องไม่พลาดถ่ายรูปกับวิวตอนพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีทองที่สาดส่องอยู่บนผิวน้ำ ไปนั่งโพสต์ท่าสวยๆ อยู่บนโขดหินหน้าหาด ถ่ายวนไปค่ะ ถ่ายมันไปเรื่อยๆ เปลี่ยนท่าไปจนกว่าจะแสงหมดนั้นแหละ 

ถ่ายรูปกันแล้วเรามาสั่งมื้อเย็นทานกันดีกว่าค่ะ บรรยากาศยามเย็นคึกคักเลยค่ะ เพราะแขกทั้งหมดที่เข้าพักจะมาสั่งอาหารทานกัน ใครหิวมากๆ ก็รีบสั่งตั้งแต่ตอนเย็น ใครไม่หิวก็นั่งเล่นชิลๆ ไป Make Friend ชวนฝรั่งคุยกันไป ซึ่งส่วนมากจะมาเป็นครอบครัว มาคนเดียวก็มีบ้าง 

เสร็จจากทานอาหารเย็นกันแล้ว พี่ไกด์ของที่พักชวนไปดูปูไก่ ตัวโต สีม่วงๆ ค่อนข้างหาดูได้ยาก และน้องก็ขี้อายมาก พอโผล่ออกมาจากรู เราจะกดชัดเตอร์น้องก็มุดหนี ยืนรอหน้ารูเหมือนนักข่าวรอดาราฮอลลีวู๊ดเลย แล้วยังมีปูเสฉวน ออกมาหากินเดินสวนสนามกันเพียบเลย สัตว์พวกนี้เป็นตัวบ่งชี้ได้ดีว่าบนเกาะมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ค่ะ 

ส่องรูปูกันแล้ว ก่อนจะแยกย้ายไปนอน เราได้นัดแนะกับพี่ไกด์ ว่าจะตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไฮไลท์เด็ดของเกาะพระทองกันค่ะ ซึ่งขอบอกเลยว่าใครได้มาเกาะพระทอง แล้วไม่ได้ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ถือว่าพลาดมาก !!! เพราะนี่คือทุ่งหญ้าสะวันนาเมืองไทย ที่จะทำให้เราลืมตัวคิดว่าไปอยู่แอฟริกา

ใครจะไปเชื่อว่าภาพพระอาทิตย์ขึ้นอยู่หลังทิวเขาสูง เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง พื้นเป็นทรายสีขาว เหมือนทุ่งหญ้าสะวันนาอย่างฝาแฝด จะอยู่ใกล้ๆ แค่พังงา ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปไกลถึงแอฟริกา จะขาดก็แค่ไม่มีม้าลาย กับยีราฟเท่านั้น

นอกจากทุ่งหญ้าที่เราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ถัดออกไปไม่ไกล มีป่าเสม็ดแคระที่ชาวบ้านเรียกกันว่าป่าบอนไซ ลำต้นเสม็ดสีขาวขดๆ บิดๆ เหมือนต้นไม้กำลังระบำเลย มองดูแล้วแปลกตา แต่อยู่รวมกันหลายๆ ต้น กลับสวยงามไปอีกแบบ จุดนี้ไม่ว่าจะหันกล้องไปมุมไหน ก็อยากกดชัตเตอร์ไปหมดเลยอะ

เราถ่ายกันเพลินๆ ก็ได้เวลากลับที่พักมาอาบน้ำแต่งตัว  เก็บของ นั่งเรือกลับเข้าฝั่งกันแล้วค่ะ 

หลังจากได้ไปสัมผัสเกาะพระทองมาแล้ว สำหรับเราคิดว่าแค่ 2 วัน 1 คืนยังไม่เต็มอิ่ม กับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทุ่งหญ้าที่ดูแปลกตา และโลกใต้น้ำสวยๆ มีโอกาสครั้งหน้าขอลางานจากหัวหน้ามาเที่ยวเกาะนี้ สัก 10 วันเลยค่ะ 


Peak Season : 15 Dec - 14 Jan ราคา 3,600 บาท/คืน รวมอาหารเช้า 2 ท่านค่ะ

High Season : 15 Nov-14 Dec, 15 Jan - 31 Mar ราคา 3,000 บาท/คืน รวมอาหารเช้า 2 ท่านค่ะ

Promotion period : 1 Nov - 14 Nov, 1 April - 30 April ราคา 2,300 บาท/คืน รวมอาหารเช้า 2 ท่านค่ะ


จองที่พัก The Moken Eco Village ออนไลน์ได้ที่นี่


ชิลไปไหน