คนไปทะเลเค้าว่าไม่หนีร้อนก็หนีรัก…

ไม่จริงเสมอไปอ่ะ…เราขอเถียง! เพราะไม่ว่าจะอยู่ในฤดูอะไร หรือสถานะไหน…ทะเลก็ยังคงเป็นที่พักใจที่ดีที่สุดเสมอ ทะเลหน้าร้อนท้องฟ้าสดใส ส่วนทะเลหน้าหนาวก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ และหนึ่งในทะเลที่เราชอบมากที่สุด ไม่ใช่ทะเลอันดามัน หรือเกาะบนอ่าวไทยที่ไหน แต่เป็นทะเลใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างสัตหีบ จังหวัดชลบุรีนี่เอง


ทริปนี้เราไปพักสมอง พักใจ ทิ้งเรื่องวุ่นวาย แล้วแพ็คกระเป๋าขับรถไปเที่ยวสัตหีบ 2 วัน 1 คืน แต่ถึงแม้จะเป็นหน้าหนาวฟ้าหม่นแต่เราก็ไม่ประมาท พกครีมกันแดดใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วยกันเหนียว (ขอบอกว่า “กันเหนียว” จริงๆ นะ…ไม่ได้เล่นคำ   เพราะทริปนี้เรามีตัวช่วยดีๆ อย่าง “Banana Boat” ครีมกันแดดที่สาวๆ ได้ลองแล้วจะต้องปลื้มสุดๆ เหมือนเราแน่นอน!)

เราออกสตาร์ทจากกรุงเทพฯ กันตั้งแต่เช้า ขับรถมาตามเส้นทางมอเตอร์เวย์ประมาณ 2 ชั่วโมงก็มาถึงสัตหีบ แวะเติมพลังกันที่ร้าน Café de Sea คาเฟ่น่ารักๆ สไตล์วินเทจ บรรยากาศดี ตั้งอยู่เลียบชายทะเลสัตหีบเลยค่ะ ร้านน่ารักมากๆ ยังไม่ทันสั่งอาหารก็ขอแช๊ะภาพเป็นที่ระลึกที่หน้าร้านกันก่อนเลย


ภายในร้านตกแต่งสไตล์วินเทจคุมโทนสีเขียวอมฟ้าแบบพาสเทล บนผนังประดับด้วยกรอบรูป บรรยากาศดูอบอุ่นน่านั่งไม่เบาเลยค่ะ


แต่ไหนๆ มาเช็คอินคาเฟ่ริมทะเลทั้งที พวกเราเลยตัดสินใจเลือกโต๊ะในโซนเอาท์ดอร์ด้านหลัง ซึ่งสามารถนั่งทานอาหารพร้อมกับชมวิวทะเลแบบนี้ไปด้วยได้ เรียกว่าเสิร์ฟวิวทะเลแบบริงก์ไซด์กันเลยทีเดียว


สำหรับเมนูแนะนำของทางร้าน บอกเลยว่าซีฟู้ดสดทุกอย่างสมกับที่ตั้งอยู่ริมทะเลจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหมึกไข่นึ่งมะนาวรสแซ่บซี้ดซ้าด ปูนิ่มชุบแป้งทอด หรือปลาราดซอสสับปะรด ปลากะพงตัวใหญ่ที่นำไปทอดจนเหลืองกรอบ ราดด้วยซอสสับปะรดเปรี้ยวอมหวาน แค่นี้ก็อิ่มกันจนพุงกางแล้วค่ะ


จากตัวร้านยังสามารถมองเห็นสะพานท่าเรือที่ยื่นออกไปในทะเลด้านหลังได้ด้วย วิวสวยจนต้องควักมือถือมาถ่ายรูปลง IG กันรัวๆ แต่ก่อนจะเซลฟี่ขอทาครีมกันแดด Banana Boat แป๊บ ขอบอกว่าเนื้อครีมซึมไวเว่อร์วังมากจ้าาา…ทาปุ๊บซึมเข้าผิวปั๊บ ไม่ต้องรอให้แห้ง แถมถ่ายรูปออกมาแล้วผิวยังดูชุ่มชื่น แต่ไม่มันวาวเหมือนเพิ่งโบกครีมมาเลยอ่ะ


นั่งเมาท์ถ่ายรูปกันจนเพลิน ได้เวลาล้อหมุนไปเที่ยวกันต่อ เพื่อนสาวรีเควสท์มาว่าขอไปทะเลต่อเลยนะแกร… แบบว่าอยากไปเดินเล่นสวยๆ ริมชายหาด ให้คลื่นซัดเท้าเบาๆ ไรเงี้ย…เราเลยบอกโชเฟอร์และตากล้องประจำตัวว่าไปเที่ยวทะเลที่หาดทรายแก้วก่อนละกัน หาดนี้ตั้งอยู่ในโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ซึ่งเป็นเขตทหารเรือค่ะ ถ้าขับรถมาเที่ยวเองในวันธรรมดา เราต้องแลกบัตรเข้ามาและซื้อตั๋วเข้าหาด ซึ่งจะเป็นค่าบำรุงชายหาดกับเจ้าหน้าที่ ราคาผู้ใหญ่คนละ 50 บาท แต่ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ จะมีบริการรถสองแถวจากจุดจอดรถมายังชายหาดฟรี ไม่มีค่าบริการค่ะ


ในบรรดาชายหาดทั้งหมดของสัตหีบ เราชอบหาดนี้ที่สุดแล้วค่ะ หาดสวย น้ำทะเลใสมากกกกก… แถมมีกิจกรรมให้ทำทั้งพายเรือคายัค หรือใครอยากดำน้ำก็มีอุปกรณ์ให้เช่าอีกด้วย


น้ำทะเลที่นี่ใสไม่แพ้อันดามันเลยค่ะ ถึงแม้หาดทรายอาจไม่ขาวละเอียดขนาดแป้ง แต่สะอาด ไม่มีขยะให้เห็นเกลื่อนกลาดอย่างบางหาด ให้คะแนนห้าดาวกันไปเลย!


วันที่เราไปมีทัวร์นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวที่หาดทรายแก้วพอดี เราเลยหามุมนั่งดูซิกส์แพ็ค เอ๊ย..นั่งดูฝรั่งอาบแดดเล่นน้ำกันชิลๆ


ไม่ลืมเติมความชุ่มชื่นและปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด Banana Boat เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาสูตรใหม่ที่เนื้อครีมบางเบา มีทั้งแบบโลชั่นและสเปรย์ให้พกพาง่ายใช้งานสะดวก บอกเลยว่านางดีงามมากๆ ทั้งสองแบบ ทั้งซันสกรีนสเปรย์ที่ซึมเข้าผิวเร็ว แห้งสบายตัว ส่วนแบบโลชั่นก็เป็นเนื้อแบบ Soft Matte Finish ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทาซ้ำได้ทั้งวันโดยไม่อุดตันรูขุมขน แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนขนมเลยล่ะ เลิฟทั้งสองตัวเลยจ้า!


นั่งเล่นไปสักพัก เอ๊าา…เมฆมาแดดหุบซะงั้น!! ฝนทำท่าเหมือนจะตกอีกต่างหาก อย่าว่าแต่ฝรั่งงงเลย นี่ก็งง…55 แบบว่านี่มันฤดูอะไรกานนน??? แต่เอาน่ะ…เสน่ห์ของการมาเที่ยวทะเลก็คือมันคาดเดาอะไรไม่ได้นี่ล่ะ ถึงวันที่เราไปจะไม่ค่อยมีแดดก็จริง แต่ยังไงก็ต้องปกป้องผิวกันไว้ก่อนดีกว่า อย่าคิดว่า โอ๊ยยย…ไม่มีแดดแล้วไม่เป็นไรหรอกน่า บอกเลยว่าเจ็บกันมาเยอะแล้วค่ะกับความเชื่อนี้ ฉะนั้น ก่อนจะออกจากบ้านทุกวันอย่าลืมทาครีมกันแดดด้วยนะคะสาวๆ หรือจะพกใส่กระเป๋าไว้ทาซ้ำระหว่างวันได้ยิ่งดี


เล่นน้ำ แอบส่องกล้ามหนุ่มๆ กันพอหอมปากหอมคอ เราก็โบกมือลาหาดทรายแก้ว ไปเช็คอินเข้าที่พักของเราที่ “เคบ บางเสร่” ที่พักสุดชิลริมทะเลในย่านชุมชนชาวประมงเก่าแก่อย่างบางเสร่ สัตหีบ


ด้านนอกตัวโรงแรมว่าน่ารักแล้ว แต่ข้างในยิ่งพีคกว่า! แบบว่าอยากแอบกรี๊ดดังๆ ว่านี่ชั้นมาเที่ยวเกาะแถวทะเลอันดามัน หรือบางเสร่กันแน่เนี่ย!? คือมันดีงามมากจริงๆ ทั้งที่พัก ทั้งวิว แบบขนเอาทะเลมาเสิร์ฟไว้ให้ถึงระเบียงห้องพัก


แต่ห้องที่เราตกหลุมรักที่สุดต้องยกให้กับ Kept Water Villa วิลล่ากลางน้ำสไตล์มัลดีฟส์ ที่สร้างยื่นลงไปในทะเล แถมในห้องยังมีอ่างจากุซซี่ให้นอนแช่น้ำชมวิวพระอาทิตย์ตกจากในห้องได้ด้วย


นอกจากห้องพักสวยๆ แล้ว ยังมีศาลานั่งเล่นชมวิวให้เรามานั่งมองทะเลกันชิลๆ แบบนี้อีกด้วย ถึงแม้ตอนบ่ายตัวศาลาจะรับแดดเต็มๆ แต่เราก็ไม่กลัว มีครีมกันแดด Banana Boat มาด้วย จะนั่งชิลตั้งแต่บ่ายจรดเย็น รอดูพระอาทิตย์ตกก็ยังได้


พอตอนเย็นเราก็มาดินเนอร์กันที่ห้องอาหาร Kept Marine ที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม ดินเนอร์ใต้แสงเทียนริมทะเลแบบเอาท์ดอร์ ขอบอกว่าบรรยากาศโรแมนติกมากๆ เลยค่ะ


มื้อนี้เราจัดหนักกับเมนูอร่อยๆ หลากหลายยกขบวนมาด้วยซีฟู้ดขึ้นชื่อของบางเสร่ ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงทอดน้ำปลา,ต้มยำกุ้งที่เสิร์ฟน้ำต้มยำมาในเหยือกเก๋ๆ แกงป่าปลาอินทรีย์ พล่าปลา และไข่เจียวถังแตก ไข่เจียวยัดไส้กุ้งลายเสือสับหน้าตาเหมือนโรตีมะตะบะ กรอบนอกนุ่มใน ได้เนื้อกุ้งแบบเต็มๆ คำ


เติมความสดชื่นให้กับค่ำคืนนี้ด้วยเครื่องดื่มสีสวยอย่าง Skyline และ Bangsaray Delight ค็อกเทลสูตรเด็ดที่เป็น signature ของทางร้าน ถ้าหากใครไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีเครื่องดื่มสุดเฮลธ์ตี้อย่าง Green Cleansing และ Health Magic ให้ลองสั่งมาชิมด้วยค่ะ


หลับฝันหวานกันมาทั้งคืน เราก็ตื่นมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งมีไลน์บุฟเฟต์ให้เลือกหลากหลายละลานตามากๆ นั่งทานมื้อเช้าท่ามกลางบรรยากาศริมทะเล ฟังเสียงคลื่นเบาๆ แบบนี้ ฟินสุดๆ


ยังมีเวลาเหลือก่อนเช็คเอาท์ พวกเราขอลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำกันอีกสักหน่อย ถึงแดดตอนเช้าจะยังไม่แรงมาก แต่ก็ไม่ลืมพกครีมกันแดด Banana Boat ติดกระเป๋ามาทาก่อนลงสระ ไม่ต้องกลัวว่าครีมจะละลายเป็นคราบนะคะ เพราะเป็นสูตรแบบ Water Resistance กันน้ำได้ดีเยี่ยม คราวนี้ก็ลัลล้ากันได้เต็มที่แล้ววว…


เช็คเอาท์เสร็จแล้ว พวกเราไปแวะทำกิจกรรมสนุกๆ กันต่อที่ Wake A Lot Waterpark สวนน้ำที่เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่ระหว่างเส้นถนนสุขุมวิท ระหว่างทางจากพัทยากลับกรุงเทพฯ เอาใจโชเฟอร์ที่ขอทำกิจกรรมมันส์ๆ กันบ้าง


จุดเด่นของ Wake A Lot คือการเป็นสวนน้ำกลางแจ้งที่ตั้งอยู่บนบึงน้ำขนาดเนื้อที่กว่า 200 ไร่ และอย่าคิดว่ามาเที่ยวสวนน้ำแล้วจะมุ๊งมิ๊งแบบเด็กๆ นะคะ เพราะที่นี่เค้าเป็นสวนน้ำแนวใหม่ ที่มีทั้งเครื่องเล่นสนุกๆ อย่างสไลเดอร์ความสูงกว่า12 เมตรที่นำเข้าจากเกาหลี และยังมีศูนย์ฝึกกีฬาเอ็กซ์ตรีม อย่างเจ็ทสกี และเวคบอร์ด ให้เราได้เล่นสนุกแบบท้าทายกันด้วย


ไม่พูดพร่ำทำเพลง เรารีบไปเปลี่ยนชุดไปเล่นเครื่องเล่นสนุกๆ กันเลย ซึ่งก่อนจะเล่นเครื่องเล่นทุกชิ้น ก็ต้องสวมอุปกรณ์เซฟตี้อย่างเสื้อชูชีพกันก่อน เซฟร่างกายแล้วก็ไม่ลืมเซฟผิวจากแสงแดดกันด้วย ซึ่งสาวๆ คนไหนชอบทำกิจกรรมลุยๆ กลางแจ้ง ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติเริ่ดๆ ทั้งกันน้ำกันเหงื่อได้ด้วยแบบนี้นะคะ ที่สำคัญคือ ซื้อครั้งเดียวคุ้ม!! จบทริปแล้วยังเอาไปใช้ต่อได้อีก เพราะ Banana Boat สูตรใหม่เค้าคอนเฟิร์มว่าใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่อุดตันรูขุมขน สามารถใช้ได้ทุกวันเลยจ้า รู้แล้วรีบไปตำกันด่วน!!


เราขอลองเครื่องเล่นแรกกันที่แทรมโพลีนน้ำ ที่เราจะได้กระโดดลงบนเบาะแทรมโพลีนไปอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง แล้วจากนั้นพอมีคนกระโดดลงมา เราก็จะเด้งลอยตัวขึ้นไปบนอากาศแล้วพุ่งลงน้ำแบบนี้ค่ะ


อันแรกผ่านด่านสบายๆ เลยคึก กะว่าจะไปเล่นสไลเดอร์ต่อเลย…แต่พอขึ้นไปเห็นความสูงจริงๆ แล้วเบรกแทบไม่ทัน!! บอกเลยว่ามองจากด้านบนทั้งสูงและหวาดเสียวกว่าที่คิด ขอบายดีกว่า…แต่แอบแอ๊คท่าถ่ายรูปเหมือนว่ามาเล่นจริงๆ ไปหลอกเพื่อน 55


สไลเดอร์สูงไป…งั้นมาวิ่งเล่นบนแทรมโพลีนน้ำต่อก็ได้ มีหลายด่านให้เราปีนป่ายไปตามฐานต่างๆ สนุกดี เด็กๆ น่าจะชอบ แต่เห็นดูง่ายๆ แบบนี้ บอกเลยว่ากว่าจะเล่นครบทุกฐาน มีหอบนะจ๊ะ!!


แต่ไหนๆ มาแล้วทั้งที ขอลองอะไรที่มันแอดวานซ์กว่านี้หน่อย เราเลยลองหัดขี่เจ็ทสกีเป็นครั้งแรก! แต่มีครูฝึกเจ็ทสกีคอยประกบชี้แนะเลยไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย แถมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ไว้โม้ให้เพื่อนฟังได้ด้วย อิอิ


เรียกได้ว่าเป็นทริปพักใจ รวมทั้งร่างกายยังได้ชาร์จแบตสุดๆ ได้กินทั้งอาหารทะเลอร่อยๆ เดินเล่นริมชายหาด สูดอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนฟินๆ กับที่พักริมทะเลสวยๆ ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสนุกๆ  ใครมองหาทริปเที่ยวพักผ่อนใกล้ๆ กรุงเทพฯ ที่ครบทุกรสชาติ ฟินได้ในทุกสภาพอากาศกันแบบนี้ ลองมาเที่ยวตามรอยพวกเรากันได้เลยค่ะ