ให้ตายเหอะ ! เราเคยลืมวันเกิดตัวเอง..รู้ตัวอีกทีคือตอนที่เพื่อนโทรมาแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทำงานจนลืมไปเลยว่าแก่ขึ้นอีกปีแล้ว ปีนี้อายุเท่าไหร่ก็ลืมมันไปแล้วด้วย อิอิ ไหนๆ เพื่อนก็โทรมาแล้วเลยให้ของขวัญวันเกิดตัวเอง ชวนเพื่อนลางานไปเที่ยวภาคใต้ที่หมายมาดตั้งใจมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าจะไปให้ได้สักครั้ง เพื่อนเองก็ไม่ได้เจอหน้ากันนาน เพราะต่างคนต่างทำงานมาเจอกันบ้างน่าจะสนุกไม่น้อย ทริปนี้เลยจัดแจงลางาน 2 วัน พฤหัสบดี - ศุกร์ เที่ยวให้ติดเสาร์ - อาทิตย์ เก็บวันลาไปเที่ยวที่อื่นอีก มุ่งหน้าลงใต้ไปเที่ยวกันที่จังหวัดพังงา ทริปชิลๆ ตามหาที่พักสวย วิวดี และเกาะสุดเงียบสงบ ..


ทริปนี้เดินทางกันด้วยเครื่องบินไปลงเครื่องกันที่ สนามบินภูเก็ต ต่อจากสนามบินภูเก็ต จะไปพังงาต่อ เราขับรถเที่ยวกันเอง วิธีนี้สะดวก สบาย อยากไปที่ไหน ตอนไหนก็ได้ เราเลือกเช่ารถของ Chic Car Rent มีสาขาอยู่ตามสนามบินเมืองท่องเที่ยวถึง 8 แห่ง รวมถึงสนามบินภูเก็ตด้วยค่ะ


การจองรถหลายๆ คนอาจจะคิดว่ามันยุ่งยาก จริงๆ แล้วง่ายมากเลยค่ะ เราจองผ่านเว็บไชต์ล่วงหน้า (ทางไปจอง >> เว็บไซต์ http://www.chiccarrent.com/ ) จองง่ายเหมือนจองตั๋วเครื่องบินเลย แค่ระบุสถานที่รับรถ วันที่ ช่วงเวลา จากนั้นระบุสถานที่คืนรถ วันที่และเวลาเหมือนกัน 

กด Find a Car ระบบจะมีรุ่นรถขึ้นมาให้เราเลือก เราก็เลือกตามการใช้งานเลยค่ะ ไปเที่ยวกันเยอะก็คันใหญ่ ไปกันน้อยก็คันเล็กๆ ได้ ราคา เริ่มต้นอยู่ 800 บาทค่ะ จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ เลยค่ะ สรุปราคาแล้วหารกันกับเพื่อนสบายๆ ไม่ต้องไปโบกรถเที่ยวให้เสียเวลาเลย 

หลังจากล้อเครื่องบินสัมผัสเมืองไข่มุกแห่งอันดามัน เรารับกระเป๋า ด้านหน้าก่อนถึงทางออกจะมีร้านรถเช่าเรียงเป็นตับ ...แวะเข้าไปที่ร้านสีเหลืองสดใส โลโก้ลูกไก่ชิคๆ Chic Car Rent กันเลยค่ะ ยื่นเอกสาร ทำตามขั้นของที่เจ้าหน้าที่บอกเสร็จสรรพก็ไปรับรถได้

รถจอดอยู่ลานจอดรถสนามบิน เจ้าหน้าที่จะแจ้งการเติมน้ำมัน เช็คจุดที่เป็นรอยเสียหายอยู่ก่อนแล้ว เสร็จแล้วก็ไปลุยพังงากันเล้ยยยยยยยยยยย....


จากสนามบินภูเก็ตเราออกเดินทางข้ามสะพานสารสินไปยังจังหวัดพังงา ซึ่งระยะทางข้ามจังหวัดฟังดูเหมือนจะไกลแต่จริงๆ แล้วไม่ไกลเลยค่ะ ซึ่งสองจังหวัดนี้สามารถเที่ยวร่วมกันได้ ระยะทางจากสนามบินไปยังจุดหมายปลายทางแรก เสม็ดนางชี  53 กิโลเมตร เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งทานของกินเล่น ฟังเพลง เม้ามอยกับเพื่อนไปตลอดทางรู้สึกเหมือนขับรถแค่แปปเดียวเองค่ะ 

เรามาเสม็ดนางชี จุดชมวิวสวยของเมืองพังงา แต่เราไม่ได้มาชมวิวกันอย่างเดียวเท่านั้น คืนนี้เราจะพักกันที่นี่เลย ซึ่งที่จุดชมวิวเสม็ดนางชีมีที่พักนะคะ 

เราเลือกพักกันที่ เสม็ดนางชี บูติก ห้องพักเป็นแบบเต้นท์ มีห้องน้ำแยกด้านนอกให้ สะอาดค่ะ เต้นท์มีทั้งขนาด 4 คนและ 2 คน ด้านหน้าเต้นท์ หันออกด้านหน้ามองเห็นวิวเสม็ดนางชีได้จากหน้าเต้นท์เลย

ส่วนในเต้นท์ มีพัดลมตัวเล็ก  มีปลั๊ก 3 ตา สำหรับให้เราได้ชาร์จแบตมือถือได้สบายๆ แต่ถึงจะมีพัดลมแค่ตัวเล็กๆ ก็ไม่ต้องกลัวร้อนเลยค่ะ ตอนกลางคืนอากาศเย็นกำลังดี กำลังนอนสบายค่ะ

มาพักที่นี่ไม่ต้องกลัวเรื่องอาหารการกิน เพราะว่าที่นี่มีบริการร้านอาหารด้วยค่ะ ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็นเราเลยฝากท้องกันที่นี่เลยค่ะ


ตอนเช้าเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด ตี 5 ครึ่ง เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่จุดชมวิวอีกที่นึง ซึ่งตรงนี้จะสูงกว่าที่เราพักกัน วิธีการขึ้นคือเราเอาจอดไว้ที่ลานจอด แล้วติดต่อรถของชาวบ้านขึ้นค่ะ ค่ารถบวกค่าบำรุงสถานที่คนละ 90 บาทค่ะ

วิวยามเช้าที่จุดชมวิวเสม็ดนางชี เหมาะกับการพกกาแฟร้อนๆ หอมๆ ขึ้นมาจิบด้วยเลย จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นเกาะ 9 เกาะ ของอ่าวพังงา เรียงตัวสลับกันอย่างสวยงาม น้ำทะเลสีฟ้าเทา ถ้าไม่มีเรือขับไปมา มองแล้วเหมือนเป็นทะเลหมอกบนดอยทางภาคเหนือ

หลังจากกลับมาจากจุดชมวิว เราทานมื้อเช้า อาบน้ำ เก็บของ ได้เวลาออกเดินทางกันต่อค่ะ วันนี้เราจะเดินทางประมาณ 72 กิโลเมตร เพื่อไปต่อกันที่โรงแรม La Vela Khaolak บ้านบางเนียง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า แต่ก่อนที่เราจะไปถึงที่พัก เราแวะไปชมเรือ 813 กันก่อนค่ะ

เรือ 813 คือเรือตรวจการณ์ในหน่วยงานกรมตำรวจ หนัก 60 ตัน หรือ 60,000 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ขณะปฎิบัติหน้าที่ถวายการอารักขา ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตรราชกัญญาฯ และครอบครัว ที่จังหวัดพังงา ได้ถูกคลื่นยักษ์สึนามิย้ายจากจุดในทะเลที่ห่างจากฝั่งกว่ากิโลเมตรเศษ ขึ้นมาอยู่บนเชิงเขาซึ่งห่างฝั่งกว่า 2 กิโลเมตร

จุดนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเราคืนนี้เลยค่ะ ทางเข้าอยู่เยื้องกันนิดหน่อยค่ะ ซึ่ง La Vela Khaolak เป็นที่พักเปิดใหม่ล่าสุด ติดหาดบางเนียง 

ที่นี่ดีไซน์ได้แปลกตาแต่กลับลงตัวและสวยมากๆ โดยการตกแต่งได้แรงบันดาลมาจากรูปทรงสามเหลี่ยมของเรือใบ มองแล้วดูเป็นเหลี่ยมทั้งสระว่ายน้ำและตึก แค่เข้าไปเช็คอิน มองเห็นสระว่ายน้ำก็อยากลงไปแช่น้ำมากกกก...เลยล่ะ 

แต่ต้องอดใจไว้ก่อน ขอเก็บกระเป๋า เข้าไปดูห้องพักกันก่อน ห้องพักของที่นี่มีให้เลือกเยอะถึง 8 แบบ มีทั้งห้องที่เดินลงสระว่ายน้ำได้เลย ห้องที่มองเห็นวิวทะเลได้จากห้อง 

ส่วนเราพักห้องแบบ Pool Access ดีงามพระราม 8 มากกกกกกก .. ภายในห้องตกแต่งได้น่ารัก เรียบง่าย ห้องกว้าง ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพแผนที่เดินเรือเป็นซิกเนเจอร์ทุกห้อง แต่ที่ดีงามสุดเลยต้องยกให้ที่นอน นอนสบาย ดูดวิญญาณสุดๆ 

ทีเด็ดอีกอย่างที่ทำให้หลงรักที่นี่ก็ห้องน้ำนี่แหละ ห้องน้ำของที่นี่แยกส่วนชักโครกและอาบน้ำ มีประตูกั้นทั้งสองส่วน เลือกได้ทั้ง Rain Shower ฝักบัว เลือกความอุ่นร้อนของน้ำได้ตามใจเรา ไม่ร้อนจนผิวแดง ไม่เย็นจนไม่กล้าอาบ ดีงามมมมมมม... ส่วนใครที่ชอบแช่น้ำในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำด้วยค่ะ

La Vela เป็นที่พักที่เรียกได้ว่าครบ ไม่ต้องออกไปไหนเลย เพราะนอกจากห้องพักสวยๆ แล้ว ที่นี่ยังมี คาเฟ่ ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ 5 สระ ทั้งใกล้ห้องพักและติดหน้าหาด ตอนเย็นหน้าหาดเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวย โรแมนติกมาก

อาหารเช้าของที่นี่ก็เจ๋งไม่เบาค่ะ มีให้เลือกหลากหลายมาก ทั้งอาหารไทย สลัด ไข่ดาว หมูย่างน้ำจิ้มแจ่ว ปลาดิบ ผลไม้ เรียกได้ว่าเลือกทานไม่ถูกกันเลย

เสร็จจากทานอาหารเช้า เราเช็คเอาท์เดินทางกันไปลองติดเกาะกันที่ "เกาะพระทอง" เกาะสุดเงียบสงบ 

บนเกาะมีที่พักให้เลือกพักกันนะคะ พวกเราไปพักกันที่ The Moken Eco Village วิธีการเดินทางก็ไปเรือที่ท่าเรือของที่พักเลยค่ะ ค่าเรือนั่งได้ประมาณ 10 คน 1,500 บาท 

ใช่เวลาประมาณ 30 นาที เราก็ไปถึงเกาะพระทองแล้วค่ะ ที่พักของเราอยู่ติดหาด บ้านพักแยกเป็นหลังๆ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อีโค่สุดๆ ใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ 

สิ่งแวดล้อมรอบๆ ที่พักยังคงความเป็นธรรมชาติสุดๆ มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย อย่างแย้ ปูเสฉวน ปูไก่ ซึ่งสัตว์เป็นตัวบอกได้ว่าระบบนิเวศที่นี่ดีมากค่ะ

จากที่พัก เราสามารถพายเรือคายัคออกไปดำน้ำได้ อุปกรณ์ดำน้ำขอได้จากหน้าล็อบบี้เลยค่ะ มีทั้งหน้ากากและตีนกบ 

ใต้น้ำของที่นี่สวยไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย

ยามเย็นเหมาะกับการเดินเล่นหน้าหาด ถ่ายรูปสวยๆ กับพระอาทิตย์ตกดินมากเลยค่ะ บรรยากาศดีมาก และจุดชมพระอาทิตย์ตกสวยมากกกกกกกกกก กอ.ไก่ล้านตัวเลย

อยู่บนเกาะก็เต็มอิ่มกับอาหารทะเลอร่อยๆ กันได้เลยค่ะ เพราะที่ The Moken Eco Village มีร้านอาหารบริการ อาหารอร่อยเลิศ ซีฟู้ดสดมาก ทานอาหารเย็นกันแล้วคืนนี้ต้องนอนไวๆ ค่ะ เพราะเช้ามืด ตี 5 เรามีนัดกับเจ้าหน้าที่ที่พักไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ทุ่งหญ้าสะวันน่า

ไม่ได้ไปไกลถึงแอฟริกา เรายังอยู่บนเกาะพระทองกันค่ะ แต่ที่นี่มีเหมือนทุ่งหญ้าสะวันน่า แอฟริกาสุดๆ ขาดแต่ยีราฟ ม้าลายเท่านั้น 

นอกจากทุ่งหญ้าแล้ว ที่นี่ยังมีต้นเสม็ดบอนไซ ถ่ายภาพออกมาแล้วมีแต่คนทักว่าไปเที่ยวสะวันน่ามาเหรอ อยากให้ลองมาเที่ยวกันดูจริงๆ เงียบสงบ สวยงาม และโรแมนติกสุดๆ

วันนี้ทานข้าวเช้า เก็บของเตรียมตัวออกจากเกาะ และมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองภูเก็ตเพื่อเอารถไปคืนแล้วขึ้นเครื่องกลับบ้านกันค่ะ

ทริปนี้อยากไปไหนที่ไกลกันก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องรถไม่มี ไม่ต้องกลัวเรื่องเวลา เที่ยวสบายๆ ไม่มีอะไรให้กังวล ได้เที่ยวเต็มที่ทั้งวิวสวยๆ ที่พักสุดเจ๋ง แล้วไปดำน้ำติดเกาะ บนเกาะที่แสนจะเงียบสงบ คราวหน้าจะลางานมาให้นานกว่านี้เลย คอยดู !!


ชิลไปไหน