สองสามปีที่ผ่านมานี้..ใครบ้างไม่ได้ยินชื่อ “วังเวียง” เมืองหนึ่งของประเทศลาว ภาพชินตาที่ทำให้เพื่อนๆ คุ้นชิน คงหนีไม่พ้นสระน้ำธรรมชาติสีฟ้าใส มีต้นไม้ใหญ่อยู่ริมสระ เอาไว้ให้เราไต่ขึ้นไปสูงๆ แล้วกระโดดลงมาในน้ำกัน


ถ้าน้ำสีฟ้าทำให้ทุกคนรู้จักวังเวียง..มันคงทำหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วงในฐานะเหมือนเป็นปกหนังสือ เพราะเมืองเล็กๆ อย่างวังเวียงนั้น ยังมีอะไรซ่อนอยู่ด้านใน ให้เราได้ไปสัมผัสจริงๆ อยู่อีกเยอะ

บางคนอาจจะยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะออกเดินทางครั้งนี้มันจะคุ้มหรือเปล่า ได้ยินมาก็เยอะ ฟังมาก็แยะว่า “ไปเที่ยวมาโดนหลอก โดนโกง อย่าเที่ยวเลยมันไม่ได้เวิร์คอย่างที่รีวิวหรอก” เคยได้ยินมั้ยครับ “สิบปากว่า ไม่เท่าสองตาเห็น” สุภาษิตนี้นานแค่ไหนก็ยังใช้ได้ดีและผมก็คิดว่าที่วังเวียงนี้ก็เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินอะไรทั้งนั้นถ้ายังไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ถ้าจะต้องตัดสินอะไรตอนนี้ คงจะเป็นการตัดสินใจจองตั๋ว แพลนเดินทาง และแพ็คกระเป๋ามากกว่าครับ


วังเวียงครั้งแรก 

การเดินทางไปเที่ยววังเวียง เดี๋ยวนี้ไม่ยากเลยครับ มีหลากหลายวิธีมาก จะบิน จะนั่งรถ เดี๋ยวนี้สายการบินราคาประหยัดมีเดินทางไปถึงเมืองเวียงจันทน์ หรือหลวงพระบางเลย ซึ่งสองเมืองนี้สามารถเดินทางไปวังเวียงได้ทั้งคู่เลยครับ ใครไม่ถนัดนั่งเครื่องบินก็มีวิธีการเดินทางด้วยรถไปยังจังหวัดอุดรธานี แล้วนั่งรถจากอุดร ตรงยาวๆ ไปวังเวียงเลยก็ได้นะครับ 


หากเดินทางด้วยเครื่องบิน ไปลงสนามบินวัดไต เวียงจันทน์ มีรถจากสนามบินไปวังเวียง แต่ว่าราคาจะสูงสักหน่อย อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท (90USD) หากไปกับเพื่อนหลายๆ คนหารกันได้ครับ ถ้าไม่ได้ไปกับเพื่อนก็มองหาฝรั่ง หรือคนที่จะไปวังเวียงมาหารกับเราได้ อีกทางหนึ่งถ้าไปน้อย หาเพื่อนไม่ได้จริงๆ ก็นั่งรถต่อจากสนามบินไป บขส ครับ เพื่อนั่งรถทัวร์ไปวังเวียง ราคาไม่แพง แต่อาจจะถึงช้าสักหน่อย

ถ้าเลือกไปลงที่สนามบินหลวงพระบาง ที่นั่นจะมีรถตู้เดินทางไปยังวังเวียง แต่ระยะทางจะไกลกว่าเวียงจันทน์ วิวข้างทางสวย นั่งมองเพลินตาอยู่ครับ


**สำหรับการเดินทางไปเที่ยววังเวียงต้องใช้ พาสปอร์ต ถ้าไม่มีพาสปอร์ตจะอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ได้แค่เพียง 3 วัน

ส่วนการใช้จ่าย ใช้เงินไทยได้ครับ แต่เราควรแลกเงินกีบไปด้วย เผื่อแม่ค้าไม่มีทอน อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท เท่ากับ 250 กีบ 10,000 กีบ เท่ากับ 40 บาท เวลาแม่ค้าบอกมาว่า “สิบพันกีบ” ก็ 10,000 กีบนี่แหละครับ อาจจะงงๆ หน่อย


เอาละครับ เตรียมตัวให้พร้อมทั้งการเดินทาง พาสปอร์ต จองที่พัก แล้วฝึกพูด “สบายดี” ให้ติดปากก้าวออกจากบ้าน ไปตะลุยวังเวียงกัน!


ไปเที่ยวทั้งทีต้องแข็งใจ เปลี่ยนตารางชีวิตเด้งจากที่นอนกันตั้งแต่เช้าครับ หากอยากจะเที่ยวให้ถึงจริงๆ อยากจะเรียนรู้ให้ลึกถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ คงต้องพาตัวเองไปอยู่ในชีวิตประจำของคนที่นั่น อย่าง “ตลาดเช้า” จะเป็นสิ่งที่บอกเราได้ดีเลยครับ คนที่นั่นกินอะไร ใช้ของอะไร เมนูอาหารมีอะไรบ้าง

ตลาดเช้าที่นี่ ผมขอสารภาพตามตรงเลยครับว่าไม่รู้ชื่อตลาด เป็นตลาดขนาดไม่ใหญ่มาก มีทั้งของสดและของที่ทานได้เลย ผลไม้ก็มีนะ ของส่วนมาก ผัก ผลไม้ กุ้ง หมู ปู ปลา คล้ายๆ ที่ไทยครับ

แต่ความพีคคือมีสัตว์อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจินตนาการผมอยู่เหมือนกันครับ อาทิเช่น หนูนา ทั้งย่างแล้ว ถลกขนแล้ว และเป็นตัวสดๆ หรือจะรังผึ้งพร้อมตัวอ่อน (อันนี้น่ากินมาก..) ไก่บ้านที่ยังขันกระต๊ากๆ (สดสุดๆ ไปเลยครับ) ทีเด็ดเลยอยู่ที่ งูหลาม ไม่ได้มาเป็นตัวยาวๆ แต่สับมาเป็นชิ้นเรียบร้อยพร้อมนำไปปรุงอาหาร เป็นเมนูที่ทำเอาเราตื่นตา พึ่งรู้ว่าที่นี่เขากินงูหลามกันด้วย

ส่วนเมนูที่ทานได้เลยของที่นี่ อยากให้ลองชิมเฝอกันดูครับ รสชาติอร่อยใช้ได้ ราคาถูกมาก ถ้วยละ 20 บาทเอง หรือจะลองทานข้าวจี่ร้อนๆ ขนมจีนแกงป่า รสชาติคล้ายแกงป่าบ้านเราแต่ไม่เหมือนซะทีเดียว หรือจะลองทานขนมปังชิ้นใหญ่ผ่ากลางใส่เครื่อง ผัก ซอส เนื้อ แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ เมนูนี้ยอดฮิตในวังเวียงเห็นมีร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ลาวแบบนี้เยอะครับ


ยามสายในวังเวียง..ทานอาหารเช้าแล้วต้องใช้แรงกันสักหน่อย การเดินทางที่คลาสสิคสุดๆ กับเมืองเล็กๆ คงหนีไม่พ้น “ปั่นจักรยาน” ซึ่งถ้าไม่เหนื่อยซะก่อน..เราปั่นได้ทั่วเลยครับ เมืองวังเวียงมีแม่น้ำซองผ่ากลาง ไม่ต้องกลัวหลงเลย เพราะเมื่อไหร่ที่หลง มองทางไปแม่น้ำเข้าไว้ยังไงก็กลับที่พักถูกแน่ 

ปั่นจักรยานในวังเวียงไม่เหงาแน่นอนครับ เพราะเรามีเพื่อนร่วมทางเป็น เด็กนักเรียนหญิงนุ่งผ้าซิ่น เด็กชายและเณรน้อยห่มจีวรสีเหลืองปั่นจักรยานมือเดียว อีกมือถือร่ม ไม่ว่าช่วงเช้า หรือเที่ยง มองแล้วเหมือนเลิกเรียนเร็ว แต่จริงๆ แล้วเด็กๆ จะออกจากโรงเรียนในตอนเที่ยงเพื่อกลับไปทานอาหารเที่ยงที่บ้าน ส่วนคนไหนบ้านไกลก็เอาข้าวไปกินที่โรงเรียน...เพราะโรงเรียนไม่มีอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กแบบบ้านเราครับ 

จากการชมเมืองวังเวียงจนหนำใจ ผมแทบไม่เห็นตำรวจของเขาเลย น้อยครั้งจะเห็นชาวบ้านขับมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อคด้วย ส่วนร้านเช่าจักรยานก็มีเยอะนะครับ ราคาไม่แพงเลย คันนึง 20,000 กีบ (80 บาท) ปั่นไปไหนก็ได้ครับแต่เอามาคืนด้วย


มาถึงวังเวียงทั้งที อีกกิจกรรมที่พลาดไม่ได้และผมเองก็ไม่พลาดแน่นอนครับ แค่เห็นรถคล้ายรถวิบากคันสีแดง สีดำมีแต่โครงกับที่นั่ง 2 ที่ มันจอดอยู่ข้างทางก็อยากลองเหยียบคันเร่งดูแล้วครับ

คันแดงๆ โครงๆ นี่เขาเรียกว่า Buggy บักกี้ มันเหมาะมากกกกกก.. กับถนนที่จะไปที่เที่ยวอื่นๆ ของวังเวียง ซึ่งส่วนมากเป็นถนนลูกรัง! ซิ่งแรงๆ ให้ฝุ่นตลบกลบแผ่นดินก็ไม่รู้สึกผิด ยิ่งสองข้างทางเป็นนา วัว ควาย ภูเขา สัมผัสธรรมชาติเต็มที่ ได้ฟิลแอดเวนเจอร์ แถมยังเท่สุดๆ เลยครับ


แน่นอนว่าวังเวียงไม่ได้มีดีแค่ “บลูลากูน” แต่มาถึงที่แล้วยังไงก็ต้องมากระโดดน้ำ พายเรือเล่นให้ฉ่ำใจสักครั้ง ซึ่งภาพที่เราเห็นกันบ่อย อย่างบลูลากูน 1 สระน้ำธรรมชาติที่เหมือนสวนน้ำขนาดย่อม นักท่องเที่ยวไทย ฝรั่ง เกาหลี จีน ไปรวมตัวโดดน้ำกันที่นั่น แต่ที่วังเวียงยังมีบลูลากูน 2 ,3 ,4 ทั้งหมดเป็นน้ำที่มาจากภูเขา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติใสแจ๋ว สีฟ้าแบบไม่ต้องพึ่งคลอรีนเลยครับ

ครั้งนี้ผมเปลี่ยนจากบลูลากูน 1 ที่เห็นกันบ่อยๆ ไปเที่ยวบลูลากูน 3 ตั้งอยู่ห่างจาก บลูลากูน1 ประมาณ 8 กิโลเมตร ถนนหนทางค่อนสมบุกสมบัน อย่างที่บอกครับถนนวังเวียง บางเส้นลาดยางแล้ว บางเส้นก็เป็นถนนลูกรัง แค่ 8 กิโลเมตร ใช้เวลาขับเหมือน 20 กิโลเมตร ผ่านฝูงวัว ฝูงควาย ผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน ระหว่างทางมีภูเขาสูงซ้อนๆ กันด้านล่างเป็นท้องนา เจอจุดไหนสวยเราแวะลงไปถ่ายรูปกันเลยครับ 

มาถึงบลูลากูน 3 บอกเลยว่าไม่เสียเปล่าที่ขับรถลุยถนนลูกรังกันมา คนที่นี่ไม่เยอะเท่าบลูลากูน 1 ค่าเข้าอยู่ที่คนละ 10,000 กีบ (40 บาท) ลักษณะสระเป็นสีฟ้าอมเขียว กว้างกว่าบลูลากูน 1 เหมือนสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ มีร้านอาหารที่ขายตั้งแต่ ส้มตำไก่ย่าง ผัดกะเพรา จนไปถึงบะหมี่เกาหลีเสิร์ฟพร้อมกิมจิแท้ ตรงร้านค้าตรงนี้มีเสื้อชูชีพให้เช่านะครับ ราคา 5,000 กีบ (20 บาท) ใส่เล่นได้ทั้งวันครับ

“ບໍ່ຮູ້ວ່າລອຍຄວນໃສ່ເສື້ອຊີວິດ.” ป้ายตรงที่กระโดดน้ำเขาเขียนไว้แบบนี้ครับ แปลว่า "ลอยตัวไม่เป็นให้สวมใส่เสื้อชูชีพ" แต่ถึงเราจะว่ายน้ำเป็น รู้จักลอยตัวก็แนะนำว่าควรใส่เสื้อชูชีพดีกว่าที่กระโดดน้ำที่นี่มี 2 แบบครับ แบบโหนเชือกและแบบสลิง ไปเที่ยวหน้าหนาวขึ้นมาจากน้ำ หนาวเย็นยะเยือกแน่นอนครับ พกผ้าเช็ดตัวไปด้วยก็ดี

ที่นี่เป็นการกระโดดน้ำครั้งแรกของเพื่อนผม ตอนแรกเธอลังเลจะกระโดดหรือไม่กระโดดดี แต่เจอหนุ่มตี๋ถามว่า “Why not? Just try..” ไม่รู้มนต์เสน่ห์หนุ่มตี๋ หรือกลัวเสียชื่อสาวไทย มีแรงฮึดขึ้นมาครับ หันมาบอกผม “เอาวะ มาถึงแล้วต้องโดด” สุดท้ายติดใจ กระโดดน้ำรอบ 3 รอบ 4 เพลินเลย คนเรามีทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกครับ เราไม่มีทางรู้เลยว่าสุดท้ายเราจะชอบไหมจะดีสำหรับเราไหม หากเราไม่กล้าลองตั้งแต่แรก

ไฮไลท์ของบลูลากูน 3 นอกจากจะมีสระน้ำให้กระโดด มีเรือคายักให้พายเรือเล่นแล้ว Zip Line ก็ห้ามพลาดด้วยเหมือนกันครับ ราคาแค่คนละ 100,000 กีบ (400 บาท) รับรองว่ามันส์แน่นอน มี ZipLine ทั้งหมด 5 เส้น แต่เป็น 5 เส้นที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ยิ่งตอนจบเราต้องกระโดดดิ่งลงมาที่พื้นโดยเจ้าหน้าที่เป็นคนดึงเชือกตอนเราจะถึงพื้น สนุกสุดๆ ยังไงต้องลองสักครั้ง


เมืองวังเวียงนอกจากกิจกรรมที่สนุกสุดเหวี่ยง สถานที่เที่ยวสวยๆ แล้ว ที่พักก็เป็นอีกไฮไลท์เด็ดของที่นี่ บางที่พักอยู่ติดริมน้ำ บางที่อยู่ฝั่งภูเขา แต่ที่พักที่ผมพักนั้น “เวียงธารา วิลล่า” ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและวิวภูเขาสูง ส่วนอีกด้านของที่พักอยู่ติดกับแม่น้ำซอง เดินลงจากที่พักเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

ใครมาพักที่นี่ ต้องตื่นเช้ามาสูดบรรยากาศ ถ่ายรูปบนสะพานกลางท้องนา มีแบ็คกราวด์เป็นภูเขาสูงเสียดฟ้า หรือใครสะดวกจะถ่ายตอนเย็นก็ได้ ถ่ายเพลินเกินห้ามใจครับ เผลอๆ ปาไปเป็นร้อยๆ รูป แต่ถ้าไม่ได้ถ่ายรูป กลับบ้านไปต้องเสียดายแน่ๆ


สำหรับเช้าวันถัดไป ผมตื่นตั้งแต่ ตี 5 เพื่อไปชมวังเวียงจากมุมสูงที่ “ผาเงิน” จุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ส่วนมากแล้วจะนิยมมาขึ้นตอนเช้า เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น อีกอย่างคือมันไม่ร้อน แต่หากขึ้นตอนเย็นดูพระอาทิตย์ตกก็ได้ครับ

ที่ผาเงินเปิดมาเป็น 10 ปีแล้ว ยอดสูงที่เราขึ้นไป เจ้าของที่ดิน คนที่นั่งเก็บค่าเข้าด้านล่างนั่นแหละครับ เป็นคนขึ้นไปสำรวจ ซึ่งเราต้องเสียค่าเข้า 10,000 กีบ (40 บาท) ระยะทางขึ้นไปประมาณ 650 เมตร เป็นการออกกำลังยามเช้าได้ดี

ระยะทาง 650 เมตร ถ้าหากเป็นแนวราบเดินแค่เพียงแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว แต่แนวตั้งท้าทายแรงดึงดูดโลกแบบนี้ เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ช้าหน่อยก็ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ทางเดินช่วงแรกๆ มีการเอาอิฐมาวางเป็นบันได สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากอิฐเป็นหิน ก่อนถึงจุดสูงสุดทางเดินเป็นหินปูนให้เราไต่ น่านับถือใจพี่เจ้าของที่นะครับ ขนาดเราขึ้นมาตอนที่มีทางเดินแล้วยังหอบแฮกๆ กัน พี่แกขึ้นมาตอนที่ต้องแผ้วถางหญ้าเอง ปีนหินขึ้นมาเอง สุดยอดเลยครับ

จากด้านบนมองเห็นเมืองวังเวียงได้ไกลถึงแม่น้ำซองเลย มีศาลาให้นั่งพักเหนื่อย ช่วงหน้าหนาวอากาศดี มีหมอกคลอเคลียอยู่บนทิวเขาลูกอื่นที่อยู่รอบเรา บางวันไปช่วงสายๆ บ่ายๆ ก็ยังมีหมอกให้เห็นอยู่นะครับ


ก่อนไปขึ้นผาเงินในตอนเช้าอากาศหนาว รู้สึกขี้เกียจอาบน้ำสุดๆ แต่พอถึงยอดเขาได้เหงื่อท่วมกายก็กลับคิดถึงกิจกรรมทางน้ำซะงั้น เลยคิดว่าไป “พายคายัค” ชมแม่น้ำซองกันดีกว่าครับ

จริงๆ แล้วแม่น้ำซองมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกนะครับ อย่างเหมาเรือนั่งชิลชมวิวแม่น้ำ หรือจะล่องห่วงยาง แต่ครั้งนี้เราพายเรือคายัคกัน หลังจากเช่าเรือมาแล้ว เราต้องไปลงน้ำกันที่จุดปล่อยเรือ มีประมาณ 3 - 4 จุด ใครอยากล่องนานๆ ก็ไปปล่อยตัวจุดที่ไกลๆ เอาครับ

แม่น้ำซองเป็นแม่น้ำที่หลายมิติ จุดที่ตื้นก็ตื้นซะจนลงไปยืนได้ จุดที่ลึกก็ลึกแบบกระโดดน้ำเล่นได้ ซึ่งช่วงน้ำตื้นน้ำจะไหลแรงกว่าน้ำลึก นั่นละครับ เสน่ห์ของแม่น้ำซองเลยและเป็นสิ่งที่ทำให้พายเรือได้สนุกด้วยครับ

พายเรือคายัก เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ระหว่างทางวิวสวยมากก…ด้านขวาเป็นภูเขาสูง ด้านซ้ายเป็นต้นไม้สีเขียว พายไปเรื่อยๆ เจอบาร์ ร้านอาหาร อยากแวะร้านไหนเราพายเรือเข้าไปครับ บอกเลยว่า “บันเทิง”

ตลอดทางเราก็จะได้เจอเพื่อนร่วมทางเยอะเลยครับ บางคนนั่งเรือ บางคนก็นั่งห่วงยาง สายชิลแบบฝรั่งจะชอบลอยห่วงยางไปเรื่อยๆ ในมือมีเครื่องดื่มเย็นๆ จิบไปด้วย หรือจะสายเฮฮาอย่างเกาหลี ไทย ลอยตามน้ำไปพอเจอแก๊งอื่นผ่านมาก็ตวัดน้ำใส่กันไม่มีใครยอมใครครับ ลอยมาสวนกันอีกก็แก้แค้นกันอีกรอบ แค่ล่องแม่น้ำอย่างเดียวได้บันเทิงครบรสครับ


ก่อนหน้านี้ผมเจอภาพ “เครื่องร่อน” จากร้านขายทัวร์โดยบังเอิญ แค่คิดเล่นๆ ว่า นั่งดูแสงสีทองจากข้างล่างก็ฟินจะตายละ ถ้าขึ้นไปดูข้างบนใกล้ๆ จะขนาดไหนสองเท้าผมก็ก้าวเข้าร้านทัวร์ มือก็ล้วงกระเป๋าจ่ายตังค์ไป 3,000 บาทไทย ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เทเลทับบี้จะบอกลา วันนี้เราเลยได้ขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกจากมุมสูง ไปซอกแซกยอดเขา ขึ้น “เครื่องร่อน” เหินฟ้าทำตัวเป็นนกกันครับ

ต้องบอกเลยว่า สัตว์ที่ผมนึกอิจฉามาตลอดก็นกนี่แหละ อยากไปทางไหนก็บินไป อิสระ แถมยังได้เห็นวิวสวยอีกด้วย ใครอยากลองขึ้นเครื่องร่อนแบบนี้ เขาขึ้นบิน 2 เวลานะ เช้า - เย็น และก็แล้วแต่สภาพอากาศบางวันด้วย 3,000 บาท ซื้อประสบการณ์ที่ไม่ได้หากันง่ายๆ เลย

ถึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นวิวภูเขาจากที่สูงๆ แต่ผมเชื่อว่ามันต้องเป็นครั้งแรกที่ตัวเราไม่มีเหล็กหุ้ม ลมปะทะร่างทุกส่วน มันเร็วซะจนเรารู้สึกว่าทุกอย่างนั่นแหละที่เคลื่อนไหวช้า ซอกเขาไหนสวยเราก็ไปร่อนใกล้ๆ หัวใจเราเต้นรัว เลือดสูบฉีดเต็มที่รู้เลยว่าตัวผมเองหลงรักเจ้าเครื่องร่อนนี่เต็มเปาเลยครับ พอลงมาเพื่อนที่ไปด้วยกันถามผมว่า เฮ้ย...ทำไมถึงกล้าทำอะไรโลดโผนแบบนี้ ผมก็ขำๆ แล้วบอกไปว่า “เรามีคนคอยดูแล ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก” เพื่อนก็ดูทำหน้างงๆ หันซ้ายหันขวาว่าใคร ก็มีกันอยู่แค่นี้ 555 จนผมต้องเปิดนี่ให้ดูครับ จบความสงสัยกันไป https://goo.gl/5KsRmo ถ้าคิดจะออกไปใช้ชีวิต ความพร้อมคือที่สำคัญมากครับ


จะกลับบ้านได้ยังไง ถ้าไม่ได้ไป “ซากุระ บาร์” เพื่อนเกาหลีที่เจอตอนไปล่องเรือบอกผมมาแบบนี้ ผมเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่ามาวังเวียงต้องเช็คอินที่นี่ แต่ผมขอยอมรับตามตรงว่าต่างจากจินตนาการไปเยอะมากเลยครับ ซากุระ บาร์ ในความคิดผมคือห้องแอร์ ใหญ่ๆ เหมือนที่เราเคยเห็นในข้าวสาร ทองหล่อ.. แต่เอาเข้าจริง มันตรงกันข้ามเลยครับ จากห้องแอร์เป็นร้านโล่งๆ ไม่มีแอร์สักตัว ผมไปยืนอึ้งอยู่หน้าร้านสักพัก การ์ดประจำร้านท่าทางใจดีสุด โบกมือให้ผมเดินเข้าร้าน บัตรไม่ต้องตรวจ แขนไม่ต้องปั๊มนะครับ

เข้าไปด้านในร้านตกแต่งง่ายๆ แค่เพียงโต๊ะไม้ บาร์ไม้กับไฟดิสโก้ พื้นร้านเป็นดินธรรมดาสลับกับไม้ มีเวทีไม้ยกขึ้นจากพื้นนิดหน่อย ช่วงหน้าหนาวด้านหลังร้านมีกองไฟให้นั่งล้อมวงคุยกัน ทุกอย่างดูเรียบง่าย เหมือนปาร์ตี้หลังบ้านเพื่อน แต่น่าแปลก..ที่นี่เป็นสถานที่รวมนักท่องเที่ยวต่างเชื้อชาติ ต่างที่มา หลายวัฒนธรรมมาอยู่ที่เดียวกันได้

ก็พอจะรู้ว่าวังเวียงเป็นเมืองที่คนเกาหลีชอบมาเที่ยวกันเยอะมาก แต่ผู้คนที่กำลังเดินสวนผม หรือที่เต้นอย่างเมามันส์อยู่ข้างผม ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า..นี่ผมมาผิดประเทศหรือวาร์ปมาอยู่ประเทศอื่นแล้วหรือเปล่าเนี่ย ส่วนมากนักท่องเที่ยวในซากุระ บาร์จะเป็นชาวเกาหลี หน้าตาตี๋ๆ หมวยๆ ผิวขาว ผสมกับฝรั่งตาน้ำข้าวมาจากหลายประเทศ จะมีคนไทยบ้าง ส่วนคนลาวจะเห็นแค่โต๊ะสองโต๊ะเท่านั้นครับ

นอกจากจะเป็นศูนย์รวมของคนที่ใจรักในเสียงดนตรี ซากุระ บาร์ ยังเป็นแหล่งพบปะพูดคุยของนักท่องเที่ยว บางคนเคยเจอตอนเดินเล่นในตลาด บางคนเคยเจอตอนพายเรือคายัค แต่สุดท้ายก็มาทักทายกันที่ซากุระ บาร์นี่แหละครับ บางคนพอรู้ว่าเราเป็นคนไทย ก็โม้กันใหญ่ “เราไปมาแล้วไทยน่ะ ไปถนนข้าวสารมา แต่จำไม่ได้นะว่าร้านไหน” ฮากันไปครับ


เช้าก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมแนะนำว่าให้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เราไม่สามารถทำในทุกๆ วันได้แน่นอน เพราะถ้าเราไม่อยู่บนตึกสูง ทำเลดีไม่มีตึกอื่นมาบัง เราก็ไม่มีโอกาสจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในระดับเดียวกับสายตาหรอกครับ ผมเลยต้องรีบคว้าโอกาสนี้จากการขึ้น “บอลลูน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด ไม่ต้องไปไกลถึงตุรกี ไม่ต้องไปพุกาม มาวังเวียงทั้งทีผมแนะนำว่าต้องลองเลยครับ

ถ้าใครจะขึ้นบอลลูนในตอนเช้าต้องมาตั้งแต่ ตี 5 - 6โมงครับ เพราะมาช้าบอลลูนจะไม่รอพระอาทิตย์ก็จะขึ้นซะก่อนด้วย วิธีการจองขึ้นง่ายมาก มีร้านทัวร์กระจายอยู่ตามที่พักทั่ววังเวียง นัดแนะกันเรียบร้อยทางบริษัททัวร์จะขับรถมารับเราแต่เช้าเลยครับ

เห็นลูกบอลลูนลอยอยู่ข้างๆ ภูเขา คิดว่าลูกไม่ใหญ่มาก แต่เอาจริงๆ พอไปใกล้ๆ แล้วลูกเบ้อเร้อออออ..ใหญ่มาก เท่าที่เห็นเหมือนจะมี 3 ลูก เจ้าหน้าที่เอาลมเป่าให้บอลลูนพองก่อน จะอัดแก๊สเข้าไป ถึงเวลาก้าวขึ้นกระเช้าบอกเลยว่า ใจเต้นแรงมาก…

ตอนที่บอลลูนเริ่มลอยตัวขึ้นจากพื้น มันน่าทึ่งมากครับ อดคิดไม่ได้ว่าใครกันที่เป็นคนคิดบอลลูนคนแรกสมองทำด้วยอะไร?? ในกระเช้าจะแบ่งเป็น 3 ช่อง นักท่องเที่ยวยืนสองช่องข้างๆ เจ้าหน้าที่อยู่ช่องกลาง ขยับตัวเปลี่ยนที่ยืนกันในช่องตัวเองได้นะ ไม่โยกเลย พอลอยขึ้นไปเรื่อยๆ สูงขึ้นๆ เราได้เห็นเมืองวังเวียงทั้งเมืองเลยครับ

แต่ไฮไลท์เด็ด อยู่ตรงเจ้าหน้าที่เค้าจะบอกว่า “The sun is coming.” เท่านั้นแหละครับ ทุกคนตั้งกล้องกดชัตเตอร์กันรัวๆ วิวมุมสูงแบบนี้เห็นจากโปสการ์ด เห็นจากภาพถ่ายที่ไหน ก็ไม่เท่าเราได้เห็นด้วยสองตาของตัวเองหรอกครับ

อย่างที่ผมเคยบอกว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าสองตาเห็น สองตาเห็นไม่เท่าสองมือคลำ” ครั้งนี้ผมได้ไปเห็นและสัมผัสวังเวียงมาด้วยตัวเอง ละลายความกลัว ละลายคำพูดของคนอื่นด้วยการออกเดินทาง ได้นำเรื่องราวมาฝากเพื่อนๆ ด้วย แต่ยังไงแล้วภาพและเรื่องราวที่ผมเล่า มันก็ยังไม่เท่ากับทุกคนออกไปสัมผัสเองสักครั้ง ไปสร้างความรู้สึก ไปสร้างความทรงจำ เก็บทุกความรู้สึกด้วยการสัมผัส เก็บทุกภาพด้วยสองตาเราเอง


จบทริปนี้..ความคิดผมเองก็เริ่มเปลี่ยนไป ถ้าเราเลือกตัดสินใจอะไรบางอย่างจากที่บ้านและจากคำพูดของคนอื่น กลัวที่จะก้าวมาหาคำตอบในแบบที่เป็นตัวเอง ..ผมไม่มีทางได้เห็นว่า คนลาวใจดีแค่ไหน โลกกว้างแค่ไหน ตัวเราเองเล็กแค่ไหน ไม่ว่าจะระหว่างทาง หรือปลายทางทุกอย่างเป็นประสบการณ์ใหม่ให้ผมเก็บเกี่ยวใส่กระเป๋าความทรงจำที่ไม่มีวันเต็มเยอะเลยครับ เพื่อนๆ ทุกคนก็อย่าปล่อยให้กระเป๋ามันว่างเปล่าครับ ออกไปลองใช้ชีวิตกันดูแล้วจะรู้ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน


ชิไปไหน