ปีนึงมี 365 วัน เราทำงานกันตลอดทั้งปีประมาณ 330 วันกว่าๆ เรียกได้ว่าทำงานจนร่างพังกันไปข้าง… เฮ้ยแกรรร~ เราว่าแบบนี้มันชักจะไม่เวิร์คแล้วล่ะ ชีวิตที่ดีมันต้อง Work Life Balance แบบ Work Hard , Play Hard ซะบ้าง เพื่อความผ่อนคลาย จุดไฟ สร้างแรงบันดาลใจให้กลับมามีพลังทำงานใหม่อีกครั้ง ป่ะ เคลียร์งาน เก็บกระเป๋า แล้วออกไปเที่ยวกัน !




นัดรวมพลเตรียมตัวออกเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีกันที่ปั๊มบางจาก สาขากาญจนาภิเษก ตรงบางบอน นอกจากจะสะดวกในการเจอกับชาวแก๊งค์แล้ว ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง ทั้งเช็คลมยาง เติมน้ำมันไปในตัว

  


ระหว่างรอสมาชิกมาสมทบเพิ่มเติม เราไปฆ่าเวลาหามื้อเช้ารองท้องกันที่ Lemon Kitchen กับบรรดาร้านอาหารน่าทานหลากหลายเมนู ในราคาเริ่มต้นเพียง 25 บาทเท่านั้น สบายกระเป๋าสุดๆ 



ด้วยความอยากเที่ยวแบบหน้ามืดตามัว ทริปนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น #กาญจนบุรีโนแพลน ไม่รู้จะไปไหน เที่ยวอะไรดี เหล่าสายข้อมูลที่ยังนั่งว่างๆ อยู่ทั้งหลายเลยถือโอกาสนี้ล็อคอินเข้า Free Wifi หาข้อมูลเที่ยวไปด้วยพลางๆ ซะเลย เพราะถึงจะนั่งเล่นมือถือจนแบตหมดก็ไม่ต้องกลัว เค้ายังมีที่ชาร์จโทรศัพท์ไว้บริการอีกด้วย โดยเลือกชาร์จได้ทั้งสาย USB และแบบหัวปลั๊กเลยค่ะ ดีงามมั่กกกก



เอาล่ะ ! สมาชิกครบแล้ว แวะไปซื้อเสบียงเตรียมตัวติดไว้กินเล่นบนรถที่ Spar อีกนิด  ตามคติกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะถึงแม้มื้อเช้า (ที่กินไปแล้ว) จะสำคัญ แต่ขนมคบเคี้ยวระหว่างวันก็ขาดไม่ได้เหมือนกันจ้า อิ___อิ



เมื่อคนพร้อม ขนมพร้อม เพลย์ลิสต์เพลงเพราะๆ ที่เตรียมไว้พร้อมก็ออกเดินทางกันโลดดด 



ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ผลัดกันหลับๆ ตื่นๆ เราก็มาถึงรักษ์น้ำรีสอร์ทโดยสวัสดิภาพ 


แค่เลี้ยวรถเข้ามา ก็ทำเอาชาวแก๊งค์ของเรากรี๊ดกร๊าดกันใหญ่แล้วค่ะ เนื่องจากตัวรีสอร์ทตั้งอยู่ด้านบนเขื่อนศรีนครินทร์เลยทำให้บรรยากาศดีมากกกกก  มีลมพัดอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีมุมสุดชิคๆ ให้เราแอคท่าถ่ายรูปไว้เปลี่ยนโปรไฟล์กันได้อีกเพียบ ชิลไม่แพ้ต่างประเทศจริงๆ #ปาหัวใจรัวๆ



แวะเช็คอิน เอาของมาเก็บรอให้แดดร่มกว่านี้สักนิด ระหว่างนี้ก็แกะขนมที่ซื้อมา เดินเล่น ถ่ายรูปรอบห้องพักไปพลางๆ



ห้องพักของเราในทริปนี้เป็นแบบมัลดีฟส์แฝด VIP พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สะดวกสบายเหมาะแก่การพักผ่อน เพราะขนาดวิวในห้องน้ำยังดีสุดๆ มองออกไปด้านนอกจะเห็นวิวภูเขาด้วยล่ะ ขอยืนยันด้วยรูป 555555  



ทา ด๊าาา… ในที่สุดเวลาแห่งความสนุกที่พวกเรารอคอยก็มาถึง ! กับโซนเครื่องเล่นใหม่ล่าสุด ที่ทางรักษ์น้ำ รีสอร์ทขนความสนุกมาให้เราเล่นแบบจัดเต็มตลอดทั้งวัน แม้จะเป็นพวกว่ายน้ำไม่เป็นก็เล่นได้สบ๊ายยย เพราะเค้ามีชูชีพให้ใส่ติดตัวไว้ตลอด  หายห่วงไปได้เลยค่ะ เท่านี้เราก็สนุกสนานกับเครื่องเล่นสุดมันส์และเพื่อนๆได้ไม่มีขาดตอน


พร้อมแล้วก็ลุยยยย ~ 



แต่ถ้าใครไม่ถนัดเล่นสวนน้ำ จะพายคายัคชื่นชมธรรมชาติรอบเขื่อนแทน ก็ฟินได้เหมือนกัน



หลังจากแช่น้ำจนตัวเปื่อย ปีนขึ้นเครื่องเล่นจนหมดแรง เราหอบร่างปวกเปียกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดใหม่จนเรียบร้อย

เพื่อที่ในเวลา 5 โมงครึ่งจะได้เตรียมตัวทานมื้อเย็นในบรรยากาศที่ดีต่อใจจนเรียกว่าหาจากที่ไหนไม่ได้อีก เพราะเรากำลังจะไป

ดินเนอร์กันบนแพลากกันล่ะ



โดยแพจะคอยเสิร์ฟอาหารเย็นตามเมนูที่เราสั่งไว้ ก่อนจะลากพาเราไปเที่ยวชมรอบตัวเขื่อน ให้เราสามารถมองเห็นวิวสวยงามของขุนเขาได้แบบพาโนรามา ไปพร้อมๆ กับการทานมื้อค่ำสุดพิเศษใต้แสงจันทร์ โอ้ยยย บอกได้คำเดียวว่าฟินเว่อร์ ให้รู้ซะบ้างว่าเดี๋ยวนี้การทานข้าวในห้องอาหารมันธรรมดาไปล้าวว !



จัดไปเลย ทั้งเมี่ยงปลากรอบ ปลาแรดทอดกระเทียม ต้มข่าไก่ ไข่เจียว และผัดผักรวมมิตรกุ้ง ที่อร่อยถูกปากจนต้องเติมข้าวอีกหลายๆ จาน



พอกลับขึ้นฝั่งได้ เราไม่รอช้ารีบคว้ากล้องคู่ใจ แล้วออกไปสำรวจรอบๆ รีสอร์ทกันต่อ เพราะยังมีมุมสะพานแขวนขนาดยาวที่มีชื่อน่ารักๆ อย่างสะพานบอกรัก ตกแต่งประดับประดาด้วยไฟสวยงามรอให้เราไปถ่ายรูปอยู่ จากตัวสะพานนี้ในเวลากลางวัน หากมองออกไปจะสามารถมองเห็นวิวทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ดูสวยงาม หรือถ้ามาในช่วงแสงเย็นใกล้พระอาทิตย์ตก ก็ได้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบ 



อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ รู้สึกว่าเวลาวันนี้ช่างผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน เห็นทีคงจะต้องนอนเก็บแรงไว้เผื่อวันพรุ่งนี้บ้างซะแล้ว สำหรับคืนนี้หลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่า




ตื่นมาด้วยความสดชื่นท่ามกลางอากาศเย็นสบาย และบรรยากาศดีๆ รอบเขื่อนศรีนครินทร์ หลังจากได้ชาร์จแบตจนเต็มเปี่ยมมาตลอดหนึ่งวันเต็ม อาบน้ำ จัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย จากนั้นก็ได้เวลาไปทานมื้อเช้าเติมพลังกันแล้ว



สำหรับเมนูอาหารเช้าของที่นี่ มีให้เลือกอร่อยทั้งอเมริกันเบรคฟาสต์ และอาหารไทยเลยค่ะ แต่ไฮไลท์ที่เด็ดกว่าอาหารเช้าหน้าตาน่าทานสารพัดเมนู คงหนีไม่พ้นบ่อปลาคาร์ฟขนาดใหญ่จำนวน 2,000 กว่าตัว เรียกว่าหากใครมารักษ์น้ำรีสอร์ท แล้วไม่ได้มาถ่ายรูป พร้อมให้อาหารปลาคาร์ฟ ถือว่ามาไม่ถึง 



เก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ ขนของขึ้นรถ แล้วมาถ่ายรูปทิ้งท้ายกับป้ายหน้ารีสอร์ทสักหน่อย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่แลนมาร์คสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี อย่างสะพานข้ามแม่น้ำแควกันต่อ Go Go Go ~



สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานโครงสร้างเหล็กสีดำดูเคร่งขรึมที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 นู่นแน่ะ แต่นอกจากจะเป็นไฮไลท์ให้ได้โพสต์ท่า ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้ยังสะท้อนให้เราเห็นถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงบทบาทด้านหนึ่งของกาญจนบุรีได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ




พวกเราใช้เวลาเดินเล่น ซึมซับบรรยากาศบนสะพานไปเรื่อย ผลัดกันถ่ายรูป สลับกับหลบเข้าข้างทางยามรถไฟวิ่งผ่านเป็นระยะ โดยเฉพาะในยามที่ขบวนรถไฟวิ่งผ่านหน้าไปอย่างเฉียดฉิว ชวนให้ตื่นเต้นปนหวาดเสียวสุดๆ ถือเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ใครไม่เคยสัมผัส อยากแนะนำให้มาลองด้วยตัวเองสักครั้งจริงๆ 55555



ถ่ายรูปที่สะพานข้ามแม่น้ำแควจนจุใจ เพื่อนสาวสายอัพเดทคาเฟ่นางบอกว่ามีคาเฟ่บรรยากาศดี เพิ่งจะเปิดใหม่หมาดๆ จากการ สไลด์ผ่านหน้า News Feed ในเฟซบุ้ค เลยชวนพวกเราแวะไปกินของว่าง จิบกาแฟชิลๆกันเป็นการปิดท้ายทริปสักหน่อย 

ว่าแล้วก็ปักหมุด เปิด gps มาที่มีนา คาเฟ่อย่างว่องไว



มีนา คาเฟ่ คาเฟ่น้องใหม่ในอำเภอท่าม่วง ที่ตัวร้านตั้งอยู่ใจกลางทุ่งนาสีเขียวกรีนๆ ชวนให้สบายตา ไม่ว่าจะนั่งตากแอร์เย็นๆ ในร้าน หรือเอนกายที่เบาะบีนส์แบคและเปลตาข่าย ด้านหลังก็เลือกฟินได้ทุกมุม



นอกจากบรรยากาศจะดีงามแล้ว ด้านหน้ายังมีสะพานไม้ทอดยาวให้เดินเล่นถ่ายรูปเก๋ๆ ที่สำคัญคือ จากตัวร้านสามารถมองเห็นวิววัดถ้ำเสือ สวยงามโดดเด่นได้อย่างชัดเจนอีกด้วยค่ะ



ในที่สุดก็ถึงเวลาโบกมือลาจังหวัดกาญจนบุรีอย่างจริงจังแล้วจ้า ถือเป็นทริปชาร์จแบตที่ดีและมีความสุขในเวลาสั้นๆแค่ 2 วัน 1 คืนมากค่ะ  แบบนี้ค่อยมีพลังเหลือเฟือกลับไปลุยงานต่อได้อีกยาว เอาไว้คราวหน้าหมดไฟอีกเมื่อไหร่ เราค่อยออกไปชาร์จแบตเติมพลังใจกันใหม่นะ :)