หากช่วงวันหยุดวีคเอนด์นี้ ใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนใกล้ๆ กรุงเทพฯ ที่เต็มอิ่มทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสุดชิค เพลิดเพลินไปกับร้านอาหารอร่อยๆ และที่พักบรรยากาศดีท่ามกลางธรรมชาติสวยๆ เราอยากจะแนะนำให้ไปเช็คอินที่ “ทอสคานา วัลเลย์” ที่พักเขาใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาโอบล้อม อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แถมยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถแค่แป๊บเดียวแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น ไม่ต้องรอให้ถึงหยุดยาว มีเวลาว่างแค่วันเสาร์อาทิตย์ เราก็สามารถพาตัวเองมาชาร์จแบต พักผ่อนกับวิวสวยๆ และบรรยากาศฟินๆ แบบนี้ได้

 

“ทอสคานา วัลเลย์” (Toscana Valley) ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์คสไตล์ยุโรปเก๋ๆ ในเขาใหญ่ แต่ที่นี่เป็นมากกว่านั้น…บอกเลยว่าถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักและหลงใหลในความเป็นอิตาลี ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมสวยๆ โดยเฉพาะในแคว้นทางตอนใต้ของอิตาลี อย่าง “แคว้นทัสคานี” ที่รุ่มรวยและเป็นเอกลักษณ์ล่ะก็ ที่นี่ตอบโจทย์และ “เข้าถึง” ความเป็นทัสคานีสุดๆ เหมือนกับจำลองหมู่บ้านเล็กๆ น่ารักๆ ในแคว้นทัสคานีมาไว้ใจกลางเขาใหญ่ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

 

จุดแรกที่เราจะแวะไปสำรวจกันคือ โซน Town Square ซึ่งเรียกว่าเป็นศูนย์รวมความคึกคักของ Toscana Valley ก็ว่าได้ เพราะมีทั้งตึกสวยๆ สไตล์ทัสคานีที่ภายในเป็นร้านอาหารอิตาเลียน, ไวน์บาร์, คาเฟ่ และร้านเบเกอรี่ ฯลฯ มาไว้เรียงรายตลอดสองข้างทาง บนถนนทางเดินที่ปูด้วยอิฐ ข้างทางยังมีน้ำพุ สลับกับสวนเล็กๆ และไม้กระถางที่ออกดอกสะพรั่งไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเหมือนกับเราได้มาเดินเล่นในหมู่บ้านเล็กๆ น่ารักๆ ของอิตาลี

 

นอกจาก ร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว โซนทาวน์สแควร์ยังเป็นที่ตั้งของ “Town Square Suites” โรงแรมสไตล์ทัสคานีที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Piazza หรือย่านจัตุรัสกลางเมืองของอิตาลี ที่มีทั้งย่านที่อยู่อาศัย ร้านกินดื่มต่างๆ มากมายรวมตัวกันอยู่ในย่านนี้ ซึ่งก่อนจะเข้าพักในโรงแรม แขกทุกคนต้องมาเช็คอินที่ Reception Lobby ที่อยู่ด้านหน้ากันก่อน

 

พอเช็คอินเสร็จเรียบร้อย ทางโรงแรมจะมีรถกอล์ฟพาไปส่งถึงยังห้องพัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 types ได้แก่ Town View, Valley View, Mountain View, Horizon View และ Horizon Suite ห้องพักแต่ละโซนมีจุดเด่นที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน ส่วนตัวโรงแรมล้อมรอบด้วยเนินเขาสีเขียว สามารถมองเห็นทะเลสาบ และสนามกอล์ฟระดับเวิลด์คลาส พร้อมวิวของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นฉากหลัง เรียกว่าแค่วิวก็อลังการสุดๆ

 

ห้องแรกที่เราไปสำรวจคือ ห้องพักแบบ Mountain View ห้องพักสวยขนาดกว้างขวาง 70-80 ตร.ม. ภายในมีทั้งห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะรับประทานอาหารและแพนทรีเล็กๆ พร้อมห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว ที่สำคัญคือไฮไลท์อย่างระเบียงห้องพักที่สามารถมองเห็นวิวเขาใหญ่ได้แบบพาโนรามา เหมาะจะมานั่งจิบชาชมสวนสวยๆ หรือชมวิวทะเลสาบยามเช้า

 

ส่วนใครชอบชมวิวจากมุมสูง แนะนำไปเช็คอินที่ห้องพัก Valley View ห้องพักที่ตั้งอยู่ชั้นบนของอาคาร สามารถมองเห็นวิวของหุบเขาและวิวของตัวทาวน์สแควร์ได้อย่างชัดเจน ห้องนี้มีขนาดตั้งแต่ 60-65 ตร.ม. ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

 

สำหรับคนที่ชอบความคึกคัก ต้องเลือกจองห้องพักโซน Town View ที่มองเห็นบรรยากาศสีสันความคึกคักมีชีวิตชีวาของถนน Town Square Road ได้อย่างใกล้ชิดจากระเบียงห้องพัก เหมือนเรากำลังได้พักผ่อนอยู่ใจกลางเมืองเล็กๆ ของอิตาลี

 

หลังจากสำรวจห้องพักในโซนโรงแรม Town Square Suites พอหอมปากหอมคอ เราไปหาอะไรรองท้องกันที่ “Vino Café & Bar” คาเฟ่สไตล์อิตาเลียนที่เสิร์ฟกาแฟหอมกรุ่น และยังมีเคาน์เตอร์เบเกอรี่และเครื่องดื่มหลากหลายให้ลิ้มลอง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่คอกาแฟเท่านั้น แต่ยังมีไวน์ลิสต์หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกให้เราได้ดื่มด่ำรสชาติ และยังมีมุมขายของฝากของที่ระลึก อาทิ แยมเสาวรสและแยมผลไม้โฮมเมด หมวกแฮนด์เมดจากปานามา ฯลฯ ให้เลือกช้อปติดมือกันอีกด้วย

 

นั่งจิบกาแฟสักพัก เราก็สะดุดตาเข้ากับประตูสีเหลืองสดใสของร้าน “Pasticceria” ฝั่งตรงข้าม พอเปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมของเบเกอรี่อบใหม่ๆ ลอยอบอวลไปทั่วร้าน บนเชลฟ์มีขนมปังและเบเกอรี่ให้เลือกละลานตา แต่ละชิ้นหน้าตาน่ากินทั้งนั้น โดยเฉพาะเมนูเด็ดอย่าง “Focaccia” ขนมปังอบสไตล์อิตาเลียน หน้าตาคล้ายพิซซ่า ซึ่งทางร้านอบสดใหม่ทุกวัน ขอบอกว่าห้ามพลาดเลยค่ะ!

 

ถัดไปใกล้ๆ กันคือช็อปที่ชื่อ “Another One” ร้านขายของที่ระลึกและของตกแต่งบ้านสุดเก๋ ข้างในร้านมีของดีไซน์ชิคๆ ให้เลือกช้อปเพียบ ทั้งกระเป๋า หมวก สมุดโน้ต ผ้าทอมือ เชิงเทียน แจกัน เซรามิก ดอกไม้แห้ง แต่ละชิ้นน่ารักจนแทบอดใจไม่ไหว เรียกว่าแค่ได้เดินดูก็แฮปปี้สุดๆ

 

นี่แค่โซนแรกอย่าง Town Square เท่านั้น เราก็เดินเล่นเพลินจนแทบลืมเวลา มองนาฬิกาอีกที…ก็ใกล้เที่ยงแล้ว คราวนี้เราไปหามื้อเที่ยงอร่อยๆ ทานกันที่ “Club Lago” ในโซนฝั่งโรงแรม Hotel La Casetta ที่พักอีกแห่งในโครงการ Toscana Valley ซึ่งเป็นโรงแรมเราจะเข้าพักกันในคืนนี้ เนื่องจากเนื้อที่ของโครงการมีขนาดใหญ่มาก คราวนี้เราจึงขับรถไปกันค่ะ โดยหากเป็นแขกที่มาพักก็สามารถใช้บริการรถตู้รับส่งของโรงแรมได้เช่นกัน

 

Club Lago เป็นคลับเฮาส์ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ท่ามกลางขุนเขาเป็นแบ็คกราวด์ ภายในร้านแบ่งออกเป็นหลายโซน ทั้งที่นั่งเอาท์ดอร์ภายนอกริมสระว่ายน้ำ และโซนภายในร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ภายในตกแต่งได้กลิ่นอายความเป็นทัสคานี ด้วยผนังสีส้มอิฐอบอุ่น และบางผนังยังเจาะเป็นช่องโค้ง เพนท์ภาพวาดชนบทของอิตาลีแบบภาพเขียนสไตล์ Fresco

 

บริเวณด้านหน้าของคลับเฮาส์เป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่สามารถว่ายน้ำชมวิวภูเขา พร้อมกับวิวทะเลสาบ ส่วนชั้นล่างยังมีฟิตเนสสำหรับแขกที่มาพักในโรงแรมได้มาใช้บริการ 


สำหรับเมนูของห้องอาหารภายใน Club Lago จะเน้นแนวอาหารสไตล์ฟิวชั่น ทั้งอาหารไทยและนานาชาติ เมนูแนะนำ อาทิ เบคอนกรอบ น้ำยำเปรี้ยวหวาน จานนี้เหมาะจะสั่งมาทานเรียกน้ำย่อยเป็นจานแรก ต่อด้วยเมนูหอยแมลงภู่เปลือกดำกับไวน์ขาว หอยแมลงภู่เนื้อแน่นอบมาในซอสไวน์ขาวเข้มข้นกลมกล่อม หากกลัวไม่อยู่ท้องลองสั่งเมนูไทยๆ อย่างข้าวผัดปลาสลิด, เสือร้องไห้ หรือแม้แต่อาหารอีสานอย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ก็มีเสิร์ฟให้ได้ทานกันอีกด้วย ดับความเผ็ดด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างฟรุ้ตพันซ์ พันซ์ผลไม้รวมรสชาติหอมหวานสดชื่น ก่อนจะตบท้ายด้วยของหวานอย่างแอปเปิ้ลแครมเบิ้ล ฟินสุดๆ

 

หลังจากอิ่มอร่อยกันแล้ว ก็ได้เวลาเช็คอินเข้าห้องพักกัน เราพักในโซนโรงแรม Hotel La Casetta ที่บรรยากาศค่อนข้างจะสงบเงียบและเป็นส่วนตัวกว่าโซน Town Square โดยที่ตั้งของ Hotel La Casetta ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวของขุนเขาที่โอบล้อม และอยู่ใกล้ชิดกับเขตแนวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หนึ่งในแหล่งผลิตโอโซนติดอันดับโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์จากยูเนสโก เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย มาพักผ่อนอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ 


สำหรับห้องพักของ Hotel La Casetta จะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ Casetta Garden, Casetta Mountain และ Casetta Loft สามารถเลือกพักได้ตามความชอบ แต่ละห้องจะมองเห็นวิวแตกต่างกันออกไป

 

เริ่มต้นด้วยห้อง Casetta Mountain ที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคาร ท่ามกลางสวนสีเขียวสวย และต้นตีนตุ๊กแกที่เลื้อยพันไปตามผนังด้านนอกตัดกับสีของตัวตึก ชวนให้นึกถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของอิตาลี

 

Casetta Garden ห้องพักที่มีจุดเด่นตรงที่สามารถเปิดประตูระเบียงห้องพักออกไปชมสวนสวยๆ ทางด้านหลังได้อย่างสดชื่น บางห้องยังสามารถมองเห็นวิวเขาใหญ่ได้อย่างชัดเจน ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ

 

ที่เราปลื้มสุดๆ ต้องยกให้กับสระว่ายน้ำในโซนนี้เก๋ไก๋มาก มีการเล่นระดับทอดยาวลดหลั่นลงไปตามเนินเขา พร้อมไฮไลท์อย่างเสาโรมันที่มีน้ำพุเก๋ๆ พร้อมมุมเก้าอี้อาบแดดให้นั่งเล่นนั่งชิลหลายมุมทีเดียว เรียกว่าพักผ่อนอยู่ตรงนี้ได้ทั้งวัน

 

ตอนเย็น เราไปดินเนอร์ที่ “Caffe Del Museo” ร้านอาหารอิตาเลียนสุดหรูที่เสิร์ฟเมนูต้นตำรับสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ซึ่งจะมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารแต่ละจาน ที่ครีเอทได้อย่างมีศิลปะราวกับงานศิลป์ชั้นดี สมกับคอนเซ็ปต์ของตัวร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Museo” ที่แปลว่าพิพิธภัณฑ์ในภาษาอิตาเลียนนั่นเอง 


ไฮไลท์อยู่ที่เตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่ที่ทางร้านใช้ฟืนในการอบพิซซ่าแบบต้นตำรับสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ แนะนำลองสั่ง Four Season Pizza พิซซ่าหน้าแฮม เห็ด มะกอกดำ และชีส แป้งบางกรอบสไตล์อิตาลี ยิ่งทานตอนที่เพิ่งอบมาใหม่ๆ ร้อนๆ เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอมเลยทีเดียว!

 

นอกจากพิซซ่าแล้ว เมนูแนะนำที่นี่ก็จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น Rocket Salmon Salad สลัดแซลมอนที่แล่เนื้อมาบางๆ เสิร์ฟพร้อมผักร็อคเก็ตสลัดและมะม่วงหอมหวาน ราดด้วยน้ำสลัด สายคลีนต้องถูกใจกับเมนูปลากะพงย่างเกลือ ปลากะพงชิ้นพอดีคำย่างจนหอม ท็อปปิ้งด้วยซัลซ่าซอส เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งอบเป็นเครื่องเคียง ส่วนใครชอบกินเส้นต้องไม่พลาด กับจานเด็ดอย่าง Pasta Squid Ink พาสต้าหมึกดำรสชาติเข้มข้น สำหรับคนที่ชอบรสจัดแนะนำเมนูพาสต้า พริกกระเทียม เบคอน ที่ฟิวชั่นระหว่างความจัดจ้านแบบไทยๆ กับพาสต้าสไตล์อิตาลีเข้ากันได้อย่างลงตัว ตบท้ายด้วยเมนูของหวานจานเด็ดอย่าง “ทีรามิสุ” ที่แค่ตักเข้าปากคำแรกก็นุ่มละมุนลิ้นสุดๆ ช็อคโกแลตทีรามิสุเข้มข้น ทานคู่กับวิปครีม ตัดเลี่ยนด้วยสตรอว์เบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน งานนี้เราแย่งกันตักคนละคำสองคำ เผลอแป๊บเดียวเกลี้ยงจาน…เรียกว่าอร่อยจนลืมอ้วนกันเลยทีเดียว

 

อิ่มแล้วมาเดินเล่นย่อยอาหารกันต่อบริเวณถนนใจกลาง Town Square บรรยากาศตอนกลางคืนที่ทางโครงการได้ประดับแสงไฟตามถนนด้านล่าง สวยงามและโรแมนติกสุดๆ โดยเฉพาะในวันที่อากาศดีที่ลมหนาวเริ่มพัดมาแบบนี้ เหมาะจะมานั่งชิลเอาท์ จิบเครื่องดื่มเบาๆ กับคนรู้ใจสักแก้ว

 

หลังจากหลับสบายทั้งคืน ตอนเช้าเราตื่นมาทานมื้อเช้ากันที่ห้องอาหารภายใน Club Lago บอกเลยว่าอาหารเช้าที่นี่หลากหลายมากๆ มีไลน์บุฟเฟต์ทั้งอาหารนานาชาติ ไทย จีน ยุโรปแบบให้เลือกแบบครบครัน ทั้งเมนูติ่มซำ ขนมจีบ ซาลาเปา เมนู Cold Cut อย่างแฮม เบคอน ชีส นอกจากนี้ ยังมีไส้กรอก ออมเล็ต ขนมปัง และสลัด ไปจนถึงกับข้าวและข้าวต้มแบบไทยๆ ให้เลือกอิ่มอร่อยกันได้หลากหลายสไตล์

 

นั่งทานอาหารเช้าพร้อมกับชมวิวทะเลสาบและภูเขาที่มีสายหมอกจางๆ แบบนี้ไป ฟินสุดๆ ไปเลยค่ะ

 

หากมาพักผ่อนที่ Toscana Valley แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อเลยค่ะ เพราะมีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้ทำเพียบ ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ มาปลดปล่อยพลังและจินตนาการ พร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ถึง 3 สระ ที่สามารถมองเห็นวิวเขาใหญ่แบบพาโนรามา เรียกว่ามาเช็คอินที่นี่แล้วสนุกแฮปปี้ได้ทั้งครอบครัว

 

ส่วนหนุ่มสาวเฮลธ์ตี้ที่รักสุขภาพ ก็สามารถไปใช้บริการฟิตเนสที่มีเครื่องออกกำลังกายหลากหลาย สามารถออกกำลังไปพร้อมชมวิวสวนสวยๆ แบบนี้ไปด้วยได้ เสร็จแล้วหากอยากไปใช้บริการห้องสตีมหรือซาวน่า ภายในฟิตเนสก็มีให้บริการฟรีอีกด้วย

 

ส่วนใครอยากเล่นกีฬาเรียกเหงื่อแบบสนุกยกแก๊งค์ ภายในบริเวณโครงการก็ยังมีสนามแบตมินตันขนาดมาตรฐานถึง 4 คอร์ท พร้อมตู้ล็อคเกอร์และห้องอาบน้ำให้พร้อมสรรพ ค่าบริการก็เพียงแค่ชั่วโมงละ 200 บาทเท่านั้น

 

ออกแรงทำกิจกรรมกันมามากแล้ว ไปรีแลกซ์กันที่ “Tuscan Senses Spa” บูติคสปาสุดหรู ที่เปิดประตูก้าวแรกเข้าไปก็นึกว่าเราหลุดเข้าไปอยู่ในแคว้นทัสคานีจริงๆ

 

การตกแต่งภายในของสปาแห่งนี้ได้กลิ่นอายบรรยากาศความเป็นทัสคานี โดยห้องทำสปาแบบสวีททั้ง 4 ห้อง ได้รับการตั้งชื่อตามเมืองสำคัญต่างๆ ในแคว้นทัสคานี อาทิ Lucca, Arezzo, Sienna และ Florence แต่ละห้องถูกออกแบบให้เข้ากับคอนเซ็ปต์และเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง เช่น ห้อง Lucca ที่ดีไซน์การตกแต่งภายในนำเอาจุดเด่นอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เพนท์ลวดลายบนกำแพงที่สวยงามและมีชื่อเสียงของเมืองลูกา ที่เคยเป็นศูนย์กลางศิลปะในยุคเรเนสซองมาไว้ภายในสปา

 

ภายในห้องยังมีอ่างจากุซซี่และห้องสตีมภายในตัว สำหรับคอร์สทรีทเมนท์ที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอโรมาเธอราปี, ทัสคัน บอดี้ สครับ, เฟเชียลทรีทเมนท์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีบริการนวดไทยเพื่อผ่อนคลายอีกด้วย

 

ส่วนใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาคิดหาไอเดียทำงานนอกสถานที่ ที่นี่ก็มีห้องประชุมในบรรยากาศ Library หรือห้องสมุดสุดเก๋ ให้คุณได้มานั่งคุยงานกันในบรรยากาศรีแลกซ์ ท่ามกลางวิวสวยๆ ของสวนสีเขียวและเขาใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนจากประตูกระจกใสบานใหญ่ พร้อมชุดอุปกรณ์เครื่องเสียงและจอทีวีที่ทันสมัยให้บริการอีกด้วย

 

หากใครอยากออกกำลังกายพร้อมกับชมวิวไปด้วย ที่ Toscana Valley ก็มีเส้นทางปั่นจักรยาน หรือ Bike Track ให้แขกที่มาพักได้เช่าจักรยานปั่นสำรวจบริเวณโครงการที่ร่มรื่นไปด้วยธรรมชาติสวยๆ ซึ่งพวกเราก็ได้ไปที่ช็อป “Bicicletta” เลือกจักรยานมาคนละคัน (ค่าเช่าผู้ใหญ่ 100 บาท,เด็ก 60 บาท) มีทั้งจักรยานเสือภูเขาสำหรับสายปั่นจริงจัง และจักรยานวินเทจสำหรับสาวๆ ที่อยากปั่นชิลๆ ชมวิว แวะถ่ายรูปสวยๆ นอกจากนี้ในช็อปยังมีจักรยาน หมวก อุปกรณ์และแอกเซสเซอรี่ต่างๆ จำหน่ายภายในร้านอีกด้วย

 

พวกเราเริ่มออกสตาร์ทกันที่จุดแรกบริเวณด้านหน้าใกล้กับช็อป Bicicletta ปั่นไปตามเส้นทางจักรยานผ่านพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโครงการ ทั้งสวนดอกไม้ บ้านพัก สนามกอล์ฟ ไปจนถึงบริเวณรอบๆ ทะเลสาบ ระหว่างทางวิวสวยมากๆ แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะ ยิ่งปั่นช่วงตอนเช้าๆ อากาศสดชื่น มีลมเย็นๆ พัดมาตลอด แถมวิวและดอกไม้สองข้างทางก็สวย ปั่นไปชมวิวไปเรื่อยๆ จนลืมเหนื่อยกันเลยค่ะ

 

เรียกว่า Toscana Valley เป็นสถานที่พักผ่อนสุดวิเศษ ที่คุณสามารถมากอบเก็บความสุขได้ตลอดทั้งปี ทั้งฤดูร้อนที่อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัด ชุ่มฉ่ำกับธรรมชาติที่เขียวขจีในฤดูฝน และฤดูหนาวที่เราจะได้ฟินกับสายหมอกสีขาวที่คลอเคลียยอดเขาสุดโรแมนติก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชาร์จแบตใกล้กรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะหยุดสั้นหรือหยุดยาว เราก็สามารถมาพักผ่อนกันได้ตลอดเลยค่ะ

 

Toscana Valley
ที่ตั้ง ทางหลวงชนบทสาย 3052 (เส้นทางเชื่อมต่อ ถนนธนะรัชต์-อำเภอวังน้ำเขียว) หมู่บ้านเลือดไทย ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
โทร. 084-5816555, 084-6836555

www.toscanavalley.com