ใครว่าหน้าฝนไม่เป็นใจให้ไปเที่ยว เราขอเถียงแบบจริงจังเลยว่า วันที่ฝนโปรยปรายขนาดไหนก็น่าออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านอยู่ดี ทริปนี้เราจะขึ้นเหนือไปสูดอากาศสดชื่นให้เต็มปอด เช็คอินที่พักใหม่ และไปหาที่เที่ยวแบบดีต่อใจกันค่ะ :)




วันนี้เราออกเดินทางแต่เช้า กะจะใช้เวลาวันแรกให้เต็มที่ จนลืมไปว่าเช้าขนาดนี้แอร์พอร์ตลิ้งค์ยังไม่เปิดนี่หว่า.. เลยได้แต่นั่งแท็กซี่ยาวๆ ไปถึงสุวรรณภูมิแต่เช้าตรู่ เราใช้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เลยหายห่วงเรื่องอาหารเช้า ไปเช็คอินเสร็จก็แวะไปหาอะไรกินเบาๆ ที่เลาจน์ก่อนออกเดินทาง แนะนำว่าห้ามพลาดลิ้มลองข้าวต้มมัด ไอเทมเด็ดของเค้าเลยล่ะ


แว้บเดียวเท่านั้นก็บินลัดฟ้าจากกรุงเทพมาสู่เชียงใหม่ ยังไม่ทันไรก็เห็นฟ้ามืดๆ ฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล เอาน่า.. ไม่เป็นไร เที่ยวหน้านี้ก็ต้องเจอสายฝนโปรยปรายเป็นธรรมดา เราไปหาอะไรอร่อยๆ เติมพลังให้อิ่มท้องกันก่อน เช็คอินร้านแรก ‘เฮือนเพ็ญ ๒’ ร้านอาหารเหนือแบบเหนื๊อออเหนือ ขนาดคนท้องถิ่นยังต้องมากินกันที่นี่ เพราะอาหารเค้าเลิศจริง ทั้งไส้อั่วร้อนๆ ลาบหมูคั่วสไตล์ภาคเหนือ น้ำพริกหนุ่มที่มาพร้อมกับผักนึ่งและผักสดให้เลือกทานหลากหลาย ยังมีแกงโฮะที่คนต่างถิ่นอย่างเราต้องเลิ้ฟกับความมิ๊กซ์ที่ลงตัว เราทานกันจนอิ่มแต่ก่อนกลับก็ขอหิ้วแคปหมูไปกินต่อในรถ




เรามุ่งหน้าไปตามเส้นหางดง-สะเมิงเพื่อไปยังที่พักของเรา เป็นที่พักใหม่ที่ให้เราได้ ‘เที่ยวเชียงใหม่สไตล์อังกฤษ’ เพราะที่ Hillsborough The English Country House Hotel & Leisure (ฮิลส์โบโร่ ดิ อิงลิช คันทรีเฮ้าส์ โฮเต็ล แอนด์ เลเชอร์) เป็นบ้านพักที่เหมือนยกหมู่บ้านชนบทของอังกฤษมาไว้ที่นี่ บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ มีบ้านสีขาวน่ารัก 3 หลัง คือ ‘Beatrix House’ ‘Peter House’ และ ‘Andrew House’ แต่ละหลังก็จะมีห้องพักกว้างขวาง สามารถพักได้ 2 - 4 คน และมีอีก 1 วิลล่าสุดเอ็กซคลูซีฟที่พักได้สูงสุด 10 คน ตกแต่งแบบน่ารัก เต็มไปด้วยดอกไม้และความสดใสในแบบฉบับของ English Country House จริงๆ รับรองเลยว่าสาวๆ หลายคนเห็นแล้วต้องอยากมาพักที่นี่แน่ๆ


นอกจากสไตล์การตกแต่งที่สวยงามแล้ว ห้องพักบางห้องยังมีห้องใต้หลังคา เหมาะสำหรับครอบครัวหรือชาวแก๊งค์ก็ดี ส่วนใครจะนอนชั้นบนหรือชั้นล่างก็เลือกได้เลย แถมไม่ต้องห่วงด้วยว่าจะอึดอัด เพราะเขาทำให้เพดานสูง ดูโปร่ง โล่ง ขนาดนอนชั้นบนห้องใต้หลังคา ยังรู้สึกว่ามีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก เทียบเท่ากับห้องใหญ่ๆ ห้องหนึ่งเลย!

เราเช็คอิน เก็บกระเป๋า แล้วรีบออกไปเที่ยวกันก่อน ค่อยกลับมาเดินเซอร์เวย์ที่พักต่ออีกรอบก็ได้ :)





จุดหมายต่อไปอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา ‘สวนกุหลาบหลวงห้วยผักไผ่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ ฟังชื่อแล้วทำไมรู้สึกว่าดูจริงจัง(?) แต่พอไปถึงแล้วต้องเปลี่ยนใจให้ไว เพราะสวยสุดๆ และบรรยากาศดีมว้ากกก! ที่นี่เป็นโรงเพาะพันธุ์ดอกไม้ที่มีหลากหลายถึง 180 สายพันธุ์ ดอกกุหลาบที่นี่จะมีความโดดเด่นอยู่ที่เป็นกุหลาบเลื้อย กุหลาบที่มีกลิ่นหอม และกุหลาบที่เป็นช่อ อีกทั้งยังบานตลอดปีด้วยบรรยากาศเย็นๆ และการดูแลที่ดีจากเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังมีหลายโซนให้เดิน ดม ชม แชะ กันได้อย่างใกล้ชิดเลยค่ะ






เดินชมกันจนเพลิน ถ่ายรูปกันจนหนำใจ เราเดินกลับมาที่หน้าทางเข้า หาโต๊ะนั่งชิลๆ และสั่งขนมมากินคู่กับชาซะหน่อย เพราะที่นี่เขามีครัวออร์แกนิคที่เป็นของโครงการหลวง และได้วัตถุดิบชั้นเลิศมาจากในโครงการเองนี่แหละ ที่สามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เราลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่าง เค้กกวางตุ้ง และ เค้กฟักทอง มาทานคู่กับชาสมุนไพรสด กลิ่นหอมมากๆ พนักงานแนะนำให้ลองน้ำกวางตุ้งปั่นด้วย... สารภาพว่าได้ยินชื่อแล้วกลิ่นลอยมาเลยค่ะ ฮ่าๆๆ แต่พอได้ลองแล้วกลับติดใจ! ดื่มแล้วสดชื่น เหมือนได้รีเฟรชตัวเองขึ้นมาใหม่อีกครั้งเลยค่ะ



นอกจากนี้ อะโวคาโด ของโปรดของใครหลายคนก็เป็นผลไม้ออร์แกนิคในโครงการหลวงด้วย ที่นี่เลยมีทั้งอะโวคาโดสดๆ ทานคู่กับน้ำผึ้งหรือนมข้น อะโวคาโดปั่น(ใส่นม) และไอศกรีมอะโวคาโดที่มาพร้อมกับอะโวคาโดสดๆ อีกที!





กินกันจนฟินลื้มมม จนทานอาหารเย็นไม่ไหว ไปเดินชมของฝากจากโครงการหลวงกันหน่อย น่าซื้อกลับบ้านมว้ากก!




ตื่นเช้าอย่างสดใส ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างลอยผ่านหน้าต่างเข้ามา พออาบน้ำล้างหน้าเสร็จ ลงไปทานอาหารเช้าเลยลองถามพนักงานดู เขาบอกว่าที่นี่เลี้ยงเป็ด ห่าน ไก่ต่างๆ ค่ะ สามารถเก็บไข่มาทำอาหารได้เลยด้วย เริ่มอยากเห็นแล้วสิ แต่ขอทานอาหารเติมพลังยามเช้ากันก่อนที่ห้องอาหาร Grandma’s Kitchen อยู่ที่ชั้นล่างของ Beatrix House



ที่นี่มีอาหารเช้า 2 แบบด้วยกันค่ะ คือแบบ Full English Breakfast และข้าวต้ม (ปลา/หมู) เช้านี้เราขอประเดิมแบบจัดเต็มด้วยอิงลิชเบรกฟาสต์ เสิร์ฟมาบนจานโตๆ มีครบทั้งไข่ดาว แฮม เบคอน ทานคู่กับสลัดผักสดๆ ราดด้วยน้ำสลัดงา ผักกรอบ อร่อยสุดๆ! นอกจากนี้ยังสามารถเดินไปปิ้งขนมปัง หยิบคุกกี้ ชงชาและกาแฟด้วยตนเองได้เลย แถมยังมีขนมให้หยิบจนเลือกไม่ถูกเลยล่ะ


เติมพลังกันแล้ว วันนี้เราจะขับรถไปเที่ยว ‘แม่กำปอง’ หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขา ลำธาร สัมผัสอากาศเย็นๆ และชมวิวเขียวๆ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้จะได้ไปจริงๆแล้ว! จาก Hillsborough ไปยังแม่กำปองใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า

นอนหลับไปหนึ่งตื่นถ้วน. พอเปิดประตูรถมาเจอกับอากาศเย็นๆ สดชื่นดีจัง! เราเริ่มต้นจากร้านกาแฟเล็กๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับร้านอาหาร โฮมสเตย์ คาเฟ่น่ารักๆ รวมถึงร้านของฝาก แต่ที่ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครคือความน่ารักของผู้คนและบ้านพักอาศัยทุกหลังยังเป็นบ้านไม้ ตั้งอยู่ริมลำธาร ระหว่างที่เราเดินเล่นไป ก็ได้ยินเสียงน้ำตกและเสียงนกร้องอยู่ตลอดเวลา







เดินเล่นเสียเพลินเลย ก็อากาศดี บรรยากาศชิลขนาดนี้! เราเดินเรื่อยไปจนถึงป้ายบอกทางว่ามาถึง ‘วัดคันธาพฤกษา’ แล้ว ที่นี่คืออีกหนึ่ง Unseen ที่ต้องมาชมสักครั้ง เพราะที่วัดจะมี ‘อุโบสถกลางน้ำ’ ฟังดูแล้วอาจจะไม่ว้าว แต่กลางน้ำที่ว่าจะคือกลางลำธาร ที่มีน้ำตกไหลผ่านด้านหน้าเลย อีกทั้งวัดนี้ยังเป็นวัดประจำหมู่บ้าน และยังมีความพิเศษอยู่ที่วิหารสร้างด้วยไม้สักทอง มีมอสปกคลุมหลังคาจนเขียว สวยงามมากเลยค่ะ




เราเข้าไปไหว้พระแล้วออกมานั่งพักริมน้ำตกอยู่นานสองนาน ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ตะกี้เดินผ่านร้านนึงมีส้มตำและไส้อั่วของโปรด เลยเดินกลับไปปักหลักกันอยู่ที่ร้านนั้น ชื่อว่า ‘ร้านไส้อั่วแม่นิ่ม’ เดินเข้าไปในร้านถึงได้รู้ว่าเขามีระเบียงทานอาหารแบบริมน้ำ ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ เราสั่งไส้อั่วก่อนเลยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยส้มตำ ลาบหมูคั่ว ผักเชียงดาผัดไข่ ตบท้ายด้วยหมูทอดและข้าวเหนียวร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร!


ทานอาหารเสร็จแล้วก็อยากจะจิบกาแฟ ชมนก ชมไม้ เสียหน่อย ไม่รอช้ามุ่งหน้าสู่ร้านกาแฟชื่อดังกับวิวอลังกาล ‘ร้านกาแฟชมนกชมไม้’ ร้านนี้ตั้งอยู่บนเนิน สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือถ้าใครจะขับรถขึ้นไปต้องระวังนิดนึงเพราะถนนมีความชันและคดเคี้ยว พอไปถึงร้านแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ด้วยความที่เป็นบ้านไม้และมีชานไม้ยื่นออกไป สำหรับนั่งทานขนม ดื่มกาแฟ เห็นวิวหมู่บ้านแม่กำปองจากมุมสูง เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อน ชมวิวเพลินมากเลยค่ะ



จากร้านกาแฟตรงไปเรื่อยๆ จะมี ‘น้ำตกแม่กำปอง’ น้ำตกใหญ่ที่อยู่ใกล้ถนนมากๆ สามารถจอดรถด้านหน้าแล้วเดินเข้าไปได้เลย น้ำตกแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวในแม่กำปองที่ห้ามพลาด และเป็นที่มาของเสียงน้ำที่ไหลผ่านตลอดทั่วทั้งหมู่บ้าน ซึ่งทำให้หมู่บ้านแม่กำปองอุดมสมบูรณ์ น้ำตกแม่กำปองมีความสูง 7 ชั้น สามารถเดินลัดเลาะขึ้นไปชมความงามจากด้านบนได้ด้วย




จากนั้นเราก็ต้องโบกมือลาหมู่บ้านเล็กๆ น่ารักแห่งนี้แล้วตีตั๋วกลับ ขับรถลงมาที่ ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยตีนตก’ โครงการนี้สร้างเพื่อพัฒนาและสาธิตการเพาะเห็ดหอมและปลูกกาแฟ มีบริการอาหารและกาแฟที่ได้จากโครงการหลวง โดยเฉพาะผักสดๆ กรอบและอร่อยมาก รวมถึงกาแฟสดที่หอมกรุ่น จิบไป ชมวิวไป เรายังสามารถเดินชมสวนและลำธารที่อยู่หลังร้านได้ สังเกตเห็นว่าที่นี่จะมีบ้านพักให้บริการด้วย จะฟินแค่ไหนถ้าได้มานอนท่ามกลางธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำไหล ตื่นเช้ามาได้จิบกาแฟหอมๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนของร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านและจากโครงการหลวงให้เราได้ซื้อเป็นของฝากกลับบ้านกันด้วย





เที่ยวกันจนอิ่มจุใจ เรากลับไปหาอะไรอร่อยๆ แถวที่พักกันดีกว่า ได้ข่าวมาว่ามีร้านอาหารรสชาติดี วิวเลิศ ต้องไปเช็คอินซะหน่อย ‘บ้านดงวิวดอย’ ร้านอาหารวิวอลังกาล ที่อาหารก็อร่อยไม่แพ้กัน ร้านนี้มีที่นั่งหลากหลายมุม แต่ทุกมุมจะได้ใกล้ชิดกับวิวปังๆ เห็นทั้งดอยสุเทพและดอยปุยแบบ 360 องศา อีกทั้งอาหารที่นี่มีหลากสไตล์ หลายเมนู และเจ้าของร้านลงมือทำเองทุกจาน บอกเลยว่าอร่อยมากกก ทั้งเมี่ยงปู ยำเห็ดเบคอนกรอบ แกงส้มปลาช่อน และอีกมากมาย



เช้าวันสุดท้ายของเราที่เชียงใหม่ ก็ยังคงได้ยินเสียงแปลกๆ อีกเช่นเคย เดี๋ยวต้องไปดูซะหน่อยว่าเจ้าตัวไหนกันนะที่ร้องปลุกเราทุกเช้าเลย

หลังจากเมื่อวานจัดเต็มมากไปหน่อย เช้านี้เลยขอเลืกทานอาหารเช้าแบบเบาๆ อย่างข้าวต้มหมู แต่ก็แอบหยิบกล้วยหอมมาทานต่อ ก็มันอดใจไม่ได้จริงๆ นี่ว่าจะต่อขนมปังปิ้งแต่ก็อิ่มซะก่อนแล้ว (เป็นอาหารเช้าแบบเบาๆ จริงๆ นะ)



ทานอาหารเสร็จเรามีเวลาว่างก่อนเช็คเอาท์ ออกไปตามล่าหาเสียงปริศนากันค่ะ (ดูลึกลับเนอะ ฮ่าๆๆ) นอกจากบ้านสีขาว 3 หลังแล้ว ที่ Hillsborough ยังสระว่ายน้ำ มีสวนสวยๆ สไตล์อังกฤษ มีคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึก รวมถึงมีเล้าเป็ดที่มีห่านและไก่ด้วยค่ะ วันนี้เลยถือโอกาสเดินเล่นชมรอบๆที่พักก่อนกลับ ซึมซับบรรยากาศแบบอังกฤษๆ

สวนของ Hillsborough สมกับเป็นที่พักสไตล์อังกฤษจริงๆ เพราะจัดเต็มตั้งแต่กุหลาบกว่า 250 พุ่ม ต้นสตรอเบอร์รี่ที่รอเวลาโตเต็มที่ก็สามารถเก็บมากินกันได้ อีกทั้งยังมีต้นไม้เลื้อยอย่างอุง่น พีช เชอร์รี่ ใบเมเปิ้ล และมีอะโวคาโดด้วย! นอกจากนี้ก็มีพืชพันธุ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้ที่พักมีชีวิตชีวาและดูอบอุ่นเหมือนเป็นหมู่บ้านน้อยๆ ในอังกฤษจริงๆ



จากนั้นเราเดินไปดูคาเฟ่ แต่แอบเห็นที่อยู่ของเหล่าเป็ดไก่ เลยขอแว้บไปดูหน่อย คุณลุงพนักงานบอกว่าตัวนั้นแหละที่ร้องเสียงหลงมาแต่ไกล เป็นห่านตัวใหญ่ที่ตอนนี้นอนหลับอยู่ริมน้ำ ตรงทางเข้าตกแต่งด้วยพวงชมพู ทำให้บ้านน้องๆ ดูน่ารักขึ้นมากเลย



พอรู้ตัวการแล้วเราไปดูส่วนของคาเฟ่ แอบส่องขนมหน่อยดีกว่า.. Hillsborough Cafe มีทั้งที่นั่งในสวนและในร้าน วันไหนอากาศดี นั่งดื่มกาแฟในสวนดอกไม้ ชิลมากๆ แถมขนมยังน่ารัก น่าทาน ลองสั่งมาชิมกันหน่อยดีกว่า






ตอนแรกก็ว่าจะแค่ชิมเบาๆ ไปไงมาไงถึงมาเต็มโต๊ะขนาดนี้ละ?! ก็อาหารเค้าอร่อยจริง ทั้งสปาเก็ตตี้คาโบนารา พิซซาโฮมเมด เลยลองสั่งขนมมาทานปิดท้าย ฟินสุดๆ ก่อนกลับบ้าน คิดว่าครั้งหน้าก็อยากกลับมาที่นี่อีกคครั้ง รู้สึกเหมือนได้เปลี่ยนบรรยากาศ เที่ยวเชียงใหม่สไตล์อังกฤษ และใกล้ชิดกับธรรมชาติ


ขอบคุณทริปดีๆ จาก KTC ถ้าใครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตเค้ามีส่วนลดพิเศษสำหรับที่พัก Hillsborough The English Country House Hotel & Leisure ให้ด้วยนะ



9 สิ่งที่ต้องทำเมื่อไปหมู่บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

4 ร้านคาเฟ่แม่กำปอง เชียงใหม่ที่ต้องไปเช็คอิน

ที่เที่ยวเชียงใหม่ : 5 จุดเช็คอินเชียงใหม่สวยหน้าฝน เที่ยวคูลๆไปกับฤดูกรีนซีซั่น สนุกแบบชุ่มฉ่ำแถมฟินจับใจ

ที่เที่ยวเชียงใหม่ : 5 ที่เที่ยวเชียงใหม่สไตล์ฮิปสะเต้อ 0 บาทถึงหลักร้อย ถึงงบในกระเป๋ามีน้อยก็สบาย

ที่เที่ยวเชียงใหม่ : สวนกุหลาบห้วยผักไผ่


ชิไปไหน