ตอนที่ 1

ถ้าให้เอ่ยชื่อที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี  แน่นอนว่าทั้งตลาดสามชุก, ตลาดเก้าห้อง, อุทยานมังกรสวรรค์ และอีกหลากหลายที่เป็นสถานที่ยอดฮิตของผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวที่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก แต่ถ้าจะให้นึกถึงอุทยานแห่งชาติที่มีอากาศหนาวๆ ไว้คอยต้อนรับเราแล้วล่ะก็ สุพรรณบุรีคงไม่มีใครนึกถึงมากนัก คงจะไม่มีใครเถียงนะครับ เพราะแม้กระทั่งผมเองยังนึกไม่ถึงเลย


เอาล่ะเกริ่นกันมากพอควร เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติพุเตย ที่สุพรรณบุรีนี่แหละครับ รับรองว่าไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่ หนาวแน่นอน ฟันธง !!

แว๊บแรกที่รู้ว่าจะไป วิญญาณนักเดินทางในตัวมันทำให้เรารู้สึกสั่น แต่ที่สั่นไม่ใช่เพราะกลัวนะแต่มันสั่นเพราะตื่นเต้น เคยเป็นกันรึเปล่าล่ะ  

ที่นี้เรามารู้ข้อมูลเบื้องต้นกันก่อนดีกว่าถือเป็นการเตรียมตัว แน่นอนว่าข้อมูลการเดินทางสำคัญเสมอ มาดูกันว่ามีเส้นทางไหนที่จะไปถึงพุเตยกันบ้าง

 

 

- เส้นทางแรก บางบัวทอง-สุพรรณฯ พอถึงทางเลี่ยงเมืองสุพรรณฯ ให้เลี้ยวซ้ายวิ่งเข้าอำเภอดอนเจดีย์ พอถึงดอนเจดีย์ก็ให้เลี้ยวซ้ายไปสระกระโจม เมื่อถึงแล้วให้เลี้ยวขวาไปอำเภอด่านช้าง เลยด่านช้างไป 20 กว่า กม.จะมีทางแยกซ้ายไป อช. จากตรงนั้นเข้าไประยะทางจะประมาณ 78 กิโลจึงจะถึงครับ

- เส้นทางที่ 2 มาทางนครปฐม เข้าแยกขวามาลัยแมน วิ่งไปทางสุพรรณฯ พอเลยแยกจระเข้สามพัน จะมีทางแยกซ้ายไปอำเภอบ่อพลอย  จากแยกบ่อพลอยตรงไปทางอำเภออู่ทอง วิ่งถนนเส้น 333 เพื่อเข้าอำเภอด่านช้าง แล้วก็จะเจอแยกซ้ายไป อช. เช่นกัน

 

เอาเป็นว่าจากกรุงเทพจนถึงอุทยานแห่งนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ ครับ และสำหรับใครก็ตามที่ไม่อยากเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไปล่ะก็ นอนที่ตัวเมืองก็ได้นะ เพราะยังมีที่เที่ยวให้แวะกลางทางก่อนขึ้นพุเตยอยู่พอสมควร อาทิเช่น วัดป่าเลไลย์, หมู่บ้านควาย, หอคอยบรรหารฯ , ตลาดน้ำสามชุก แล้วแต่ว่าคุณจะใช้เส้นทางไหนเพื่อไปพุเตย

ปล.บอกไว้ก่อนนะครับก่อน ระหว่างทางที่จะไปอุทยานฯพุเตย ไม่มีปั้มน้ำมันนะครับ ปั้มสุดท้ายอยู่ก่อนทางเลี้ยวซ้ายไปอุทยานครับ เป็นปั้มเล็กๆ ของ PT หรือถ้าใครอยากจะแวะเข้าไปเติมที่ด่านช้างก็มีนะครับ ถ้าไม่ห่วงเรื่องเวลา

 

 

ตัดฉับไปที่ทำการอุทยานฯเลยนะครับ ขนของลงจากรถเสร็จก็เตรียมตัวเดินทางกันอีกครับ

ลืมบอกไปครับว่าอุทยานฯแห่งนี้มีที่ให้กางเต้นท์อยู่ 3 จุดนะครับคือ

หน่วยพิทักษ์อุทยานที่1 (พุเตย)

หน่วยพิทักษ์อุทยานที่2 (พุกระทิง)

หน่วยพิทักษ์อุทยานที่3 (ตะเพินคี่)

ซึ่งแต่ละจุดกางเต้นท์ก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวแตกต่างกัน เช่น ป่าสนสองใบ, น้ำตกพุกระทิง, น้ำตกตาดใหญ่ และยังมีอีกเยอะที่ยังไม่เอ่ยถึง 

แต่จุดมุ่งหมายของเราในการเที่ยวครั้งนี้อยู่ที่จุดกางเต้นท์ที่ 3 (ตะเพินคี่) ซึ่งต้องใช้รถของเจ้าหน้าที่ในการพาไปครับ รถเก๋งไม่สามารถขึ้นไปได้ แต่ว่าถ้าใครมีรถ 4WD ล่ะก็ไปโลดเลยยย  ระยะเวลาไม่ต้องพูดถึงเพราะถ้าขับรถไปเองล่ะก็จุดไหนสวยก็จอดชมวิวทิวทัศน์ได้เลยตามใจ 

 

 

แต่แอบบอกไว้ล่ะกันว่าใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกับทางแค่ 12 กิโล กับรถของเจ้าหน้าที่ครับ

หลังจากขึ้นรถของเจ้าหน้าที่เพื่อไปยังที่หมายของเรา ระหว่างทางจะมีเสียง ซี้ดด อูยยย ซี๊ดด อูยยย!! เฉลยเลยและกันเพราะไม่อยากให้เดากัน อิอิ มันคือเสียงก้นกระแทกกับกระบะท้ายต่างหาก เล่นเอากว่าจะถึงนี่ ระบมกันไป

 

 

และแล้วก็ถึงซะทีกับการรอคอย จุดกางเต้นท์ที่นี่มองเห็นวิวได้รอบๆตัวเลย อากาศดี ลมแรงบ้างเป็นบางเวลา ขอดึงเอาวิญญาณหมอลักษณ์เข้าตัวแล้วฟันธงว่า แหล่มมมมเยยยยย

ทริปนี้ผมใช้อุปกรณ์เครื่องนอนรวมถึงเต้นท์ของทางอุทยานฯครับ สภาพโดยรวมถือว่าใหม่มากๆ

เอาล่ะ..ไม่พูดพร่ำทำเพลงเก็บของเสร็จ ก็ตะลุยกันเลย

 

 

 

โดยจุดแรกที่เราจะไปกันก่อนก็คือการผจญภัยสำรวจถ้ำ ซึ่งได้แก่ถ้ำตะเพินเงิน, ถ้ำตะเพินทอง และถ้ำตะเพินเพชร

การจะเข้าไปเดินในถ้ำนั้นต้องติดต่อทางเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ นะครับ เพราะอยู่ๆเราจะเข้าไปเองไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต

 

 
ต้องตะลุยกันนิดหน่อย

 

 

สุดท้ายจอดรถแล้วเดินกันต่อ

 

ภายในถ้ำตะเพินเงิน นั้นมีหินงอกหินย้อยสวยงามเอามากๆ เลยทีเดียว และการเดินชมก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย เพราะถ้าเราไปโดนส่วนที่เป็นตะกอนแคลเซียมไบคาร์บอเนตและสายแร่ซิลิก้าร์ มันจะตายครับ (จริงๆนะ เอออ..) นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน

 

ทางเข้าถ้ำตะเพินเงิน

 

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ณ โถงถ้ำห้องที่ 1

 

 

ส่วนถ้ำตะเพินทองนั้นถูกปิดโดยหินงอกหินย้อยที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ครับ เลยสามารถเดินชมได้แค่เพียงรอบนอก 

ซึ่งมีพระพุทธรูปคู่บ้านตะเพินคี่ประดิษฐานอยู่ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นด้วย

 

ทางเข้าถ้ำตะเพินทอง

 

พระพุทธรูปซึ่งเป็นที่เคารพของชาวกระเหรี่ยง

 

 

สุดท้ายถ้ำตะเพินเพชร ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีเพดานสูงถึง 10 เมตร มีหินงอกหินย้อย สีขาวและเป็นประการดุจังเพชร ทางเข้าถ้ำนั้นค่อนข้างแคบ จึงต้องใช้ความพยายามในการเบียดตัวเข้าไปภายใน

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและท้าทายดีสำหรับคนตัวที่ไม่เล็กมาอย่างผม อิอิ

 

ทางเข้าถ้ำตะเพินเพชร

 

ปากทางเข้า ซึ่งเป็นช่องเขาแคบๆ

 

 

หินงอกหินย้อยภายในถ้ำ

 

 

หลังจากนั้นก็กลับเข้าที่พัก และเตรียมอาบน้ำ เพราะไม่อย่างนั้นเราจะต้องอาบแห้งกัน อ่าว งง อ่ะดิ!! อาบแห้งคืออะไร ง่ายจะตายเพราะอยู่กรุงเทพฯเราก็ทำบ่อยๆ ก็คือไม่อาบน้ำงัย ฮ่า ฮ่า

นอกจากนั้นการอาบน้ำตอนดึกๆ เราอาจจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น หึหึ เพราะที่นี่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงนะ ธรรมชาติเพียวๆ 

ช่วงหัวค่ำหลังจากทานข้าวกันเสร็จ ก็มีการแสดงของชาวกระเหรี่ยงที่เรียกว่า "รำตง" ซึ่งเด็กๆชาวกระเหรี่ยงที่มารำในครั้งนี้ทำให้ผมอมยิ้มได้ตลอดการแสดงเลยทีเดียว

ต่อจากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้านอน เพราะกิจกรรมวันรุ่งขึ้นเราจะต้องตื่นกันแต่เช้าพอสมควร

นั่นก็คือการเดินไปชมอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาเทวดา ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี คืนนี้ บ๊าย บายครับ


เรื่องโดย : onaree

จองที่พักแบบ Online ได้ทันที