มีคนเคยถามฮานะว่าไปญี่ปุ่นบ่อยๆ มีเมืองไหนที่ยังไม่ได้ไปและอยากไปไหม คำตอบที่ฮานะตอบไปคือภาคโทโฮคุที่อยู่ตอนเหนือของเกาะฮอนชูประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นภูมิภาคที่มีธรรมชาติสวยงามมากๆ และวันนี้ฝันของฮานะเป็นจริงแล้วกับทริปตะลุย 3 จังหวัดในโทโฮคุได้แก่ อาโอโมริ อิวาเตะ และอาคิตะ แบบจัดเต็ม 5 วัน 4 คืน จะสนุกแค่ไหนไปชมกันเลย 





Day 1

จากกรุงเทพฯ เรานั่งเครื่องบินสายการบิน Japan Airlines ไปลงที่สนามบินฮาเนะดะ แล้วต่อเครื่องของ Japan Airlines ไปยังสนามบินเมืองอาโอโมริ

Nebuta Warasse

สถานที่ที่แรกที่เราไปคือ Nebuta Warasse จะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟอาโมโมริเลยค่ะ สามารถเดินไปได้ประมาณ 5 นาที

ที่นี่เป็นสถานที่จัดแสดงโคมไฟเนบุตะในงานเทศกาล  Nebuta Matsuri เป็นงานเทศกาลที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอาโอโมริ โดยงานนี้จะมีขึ้นในต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยปีนี้มีกำหนดจัดวันที่ 2-7 สิงหาคม

งานเทศกาล Nebuta Matsuri นั้นเป็นเทศกาลที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเริ่มต้นเมื่อประมาณปี 1,600 ที่มาของเทศกาลเกิดจากที่ฤดูร้อนเป็นฤดูที่หลายคนมักขี้เกียจไม่อยากออกไปทำงาน ซึ่งคำว่า  Ne  ก็มาจากคำว่า Nemui ที่แปลว่าง่วงนอนในภาษาญี่ปุ่น เทศกาลนี้จึงเป็นเทศกาลที่ทำให้ทุกคนขยันขันแข็ง กระตือรือร้น ไล่ความง่วงนอนให้ออกไป โดยมีการแห่โคมไฟ Nebuta ทั้งหมด 22 ตัวไปรอบเมือง

โดยโคมไฟ  Nebuta ที่จัดแสดงใน Nebuta Warasse นั้นจะมีทั้งหมด 5 ตัว ซึ่งเป็นโคมไฟที่ได้รางวัลจากงานเทศกาลปีที่ผ่านมา

โคมไฟ Nebuta แต่ละตัวมีขนาดกว้างประมาณ 9 เมตร สูง 7 เมตร และหนัก 4 ตัน โดยมีค่าใช้จ่ายในการทำประมาณ 4-5 ล้านเยน/ตัว ซึ่งทุกๆ ปี จะมีบริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นที่สนับสนุน Nebuta  แต่ละตัว

ตัวโคมไฟทำจากกระดาษ ใช้ลวดในการทำโครงร่าง ภายในมีหลอดไฟแอลอีดีประมาณ 1,000 ดวง ซึ่งในอดีตใช้เทียนในการให้แสงสว่าง ลวดลายของเนบูตะนั้นนำมาจากตัวละครในคาบูกิที่ดูสวยงามและน่าเกรงขาม

ใครที่อยากไปชมเทศกาล Nebuta Matsuri ที่สวยงามแบบนี้ก็มากันได้ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่เมืองอาโอโมรินะคะ


ที่ตั้ง : Nebuta Warasse 5 นาทีจากสถานีรถไฟอาโอโมริ

ค่าเข้า : 600 เยน

เปิดให้บริการ : 9.00-19.00 น.

A-Factory

ใกล้ๆกับ Nebuta Warasse คือ A-Factory ร้านขายของฝากและผลิตภัณฑ์ของเมืองอาโอโมริ อารมณ์คล้ายๆ O-Top บ้านเราเลยค่ะ ใครที่อยากหาซื้อของฝากก็มาที่นี่กันเลย

อาโอโมรินั้นเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องแอ๊ปเปิ้ลที่นี่จึงมีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากแอ๊ปเปิ้ลมากมาย ทั้ง น้ำแอ๊ปเปิ้ล ขนมที่ทำจากแอ๊ปเปิ้ล และยังมีพืชผักผลไม้ของเมืองอาโอโมริให้เลือกซื้ออีกด้วย

พายแอ๊ปเปิ้ลของฝากขึ้นชื่อของเมืองอาโอโมริ

น้ำแอ๊ปเปิ้ลๆ สดๆ หวานอร่อยมากๆ ค่ะ

ที่ตั้ง : A-Factory 5 นาทีจากสถานีรถไฟอาโอโมริ

เปิดบริการ : 9.00-20.00 น. 

และใกล้ๆ กับ Nebuta Warasse ยังมีที่เที่ยวน่าเที่ยวนั่นก็คือ Hakkodamaru Memorial Ship พิพิธภัณ์เรือ Hakkodamaru ซึ่งเคยเป็นเรือเฟอร์รี่ที่แล่นจากอาโอโมริไปยังเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮกไกโด สามารถเข้าไปชมได้โดยเสียค่าเข้าชม 500 เยน

ส่วนที่พักที่เราพักคืนนี้นั้นคือ Hotel Jal City Aomori ทำเลดีใกล้สถานีรถไฟอาโอโมริ เดินจากสถานีได้ประมาณ 5 นาที ราคาเริ่มต้นประมาณ 9,000 เยน/คืน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องครบครัน

จองที่พัก Hotel Jal City Aomori ที่นี่


Day 2

Furukawa Fish Market

เช้านี้เราตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปทานอาหารที่ตลาดปลา Furukawa ตลาดปลาใจกลางเมืองอาโอโมริ ที่มีอาหารขึ้นชื่อคือ "นคเคะดง (nokkedon)" เป็นเมนูข้าวหน้าปลาดิบที่สามารถเลือกหยิบปลาที่ชอบและโปะไปบนข้าวได้เลย 

เริ่มต้นเราจะต้องซื้อคูปองที่มีสองราคาคือ 650 เยน และ 1,300 เยน ตัวคูปองจะเป็นกระดาษแผ่นใหญ่ที่แบ่งเป็นคูปองเล็กๆ สามารถฉีกออกได้ เราซื้อแบบ 1,300 เยนค่ะ มีคูปองเล็กๆ 10 ใบ พอได้คูปองแล้วก็ Have Fun เลยค่ะ โดยเราจะนำคูปองเดินไปซื้อปลาดิบตามร้านต่างๆ ในตลาดที่เขาจะใส่จานเล็กๆ เอาไว้ให้ จะมีเขียนไว้ว่าเมนูนี้ใช้คูปองกี่ใบ ก็ฉีกได้เลยตามจำนวนคูปองที่เขียนไว้

เริ่มจากนำคูปองไปซื้อข้าวก่อน แล้วเดินถือชามข้าวไปซื้อปลาดิบในตลาด

หอยเชลล์หรือ Hotate ตัวใหญ่หวานอร่อยมากๆ


หลังจากเลือกของที่อยากกินแล้วก็มานั่งทานบริเวณโต๊ะที่ทางตลาดจัดเอาไว้ มีโชยุ มีวาซาบิ ตะเกียบ และน้ำชาให้บริการ คอนเฟิร์มเลยว่าสดและอร่อยมากๆ ค่ะ

ที่ตั้ง : Furukawa Fish Market เดิน 5 นาทีจากสถานีรถไฟอาโอโมริ

เปิดบริการ : 7.00-17.00 น.


Hakkoda Ropeway

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยัง ภูเขา Hakkoda ซึ่งเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอาโอโมริและทะเลสาบโทวาดะ มีความสูง 1585 เมตร เป็น 1 ใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นสถานที่ที่ชมใบไม้แดงได้สวยงามมากๆ ค่ะ โดยจากเมืองอาโอโมริใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 60 นาทีโดยรถบัสของ JR buses ที่วิ่งระหว่างอาโอโมริไปยังทะเลสาบโทวาดะ ค่ารถประมาณ 1100 เยน/เที่ยว (สามารถใช้ JAPAN RAIL PASS ได้) 

รถบัสจะมาส่งเราที่สถานี Hakkoda Ropeway แล้วก็มาซื้อตั๋วเพื่อขึ้นโรปเวย์แบบไป-กลับ คนละ 1,850 เยน แบบเที่ยวเดียวราคา 1,180 เยน กระเช้าจะพาเราไต่ระดับความสูงจากสถานี Sanroku ไปจนถึงสถานี Sancho Park ที่ระดับ 1,324 เมตร โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที แม้ช่วงที่เราไปไม่มีใบไม้แดงแต่วิวทิวทัศน์ก็สวยงามมากๆ เลยค่ะ ต้นไม้สีเขียวขจีท้องฟ้าสีฟ้าสดใส

พอขึ้นมาปุ๊บก็มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เราได้เดินเทรกกิ้งเล็กๆ เรียกเหงื่อชมความสวยงามของธรรมชาติบนยอดเขา Hakkoda ใครอยากมาชมใบไมแดงที่นี่แนะนำประมาณปลายเดือนกันยายน - กลางเดือนตุลาคมภูเขาทั้งลูกก็จะกลายเป็นสีแดงสวยงามมากๆ

ส่วนในฤดูหนาวจะมีกำแพงหิมะที่เรียกว่า Hakkoda Walk ให้ชมความงดงามกันอีกด้วย 

ที่ตั้ง : Hakkoda Ropeway ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอาโอโมริและทะเลสาบโทวาดะ

เปิดบริการ : 9.00-16.20 น.

ค่าบริการ : แบบไป-กลับ คนละ 1,850 เยน แบบเที่ยวเดียวราคา 1,180 เยน 


Towada Art Center

เราเดินทางต่อไปยัง Towada Art Center ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ Contemporary Art ที่ตั้งอยู่ในเมืองโทวาดะ จัดแสดงงานศิลปะสมัยใหม่จากทั่วโลก โดยมีทั้งนิทรรศกาลแบบถาวรและหมุนเวียนให้เราเดินชมได้อย่างจุใจ โดยจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะทำเป็นทางเดินกระจกใสที่เชื่อมต่อห้องจัดแสดง โดยตลอดทางจะมีผลงานศิลปะให้ได้ชมและมีส่วนร่วมตลอดทางเลยค่ะ

ผลงานศิลปะที่ชื่อ Standing Woman ของศิลปินชาวออสเตรเลีย Ron Moeck ทำได้ทึ่งเหมือนจริงมากๆ

Bridge of Light ผลงานของ Ana Laura Alaez ศิลปินชาวสเปน  ที่เราสมารถมีส่วนร่วมโดยการเดินผ่านสะพานแห่งนี้ได้ด้วย

On Clouds ผลงานของ Tomas Saraceno ศิลปินชาวอาร์เจนตินา 

และรอบๆ เมืองโทวาดะยังมีผลงานศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย เช่น สนามเด็กเล่นแห่งนี้ที่เป็นผลงานของ Yayoi Kusama ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง และอื่นๆ อีกมากมายที่เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย

ที่ตั้ง : Towada Art Center ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบโทวาดะและเมือง Hachinohe สามารถนั่งรถบัสจากทะเลสาบโทวาดะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่ารถ 1,850 เยน (สามารถใช้ JAPAN RAIL PASS ได้)  
เปิดบริการ : 9.00-17.00 น.
ค่าบริการ : 510 เยนสำหรับนิทรรศกาลถาวร และ 1,000 เยน สำหรับนิทรรศกาลหมุนเวียน + นิทรรศกาลถาวร


จาก Towada Art Center เราจะเดินทางไปชมธรรมชาติยังลำธาร Oirase แต่ก่อนจะไปเดินขอแวะมาทานข้าวแกงกะหรี่แอ๊ปเปิ้ลที่โรงแรม Hoshino Resorts Oirase ขอบอกว่าเป็นโรงแรมที่วิวดีมากๆ ติดลำธารและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม

ข้าวแกงกะหรี่แอ๊ปเปิ้ลซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่เลยค่ะ โดยเขาจะเสิร์ฟน้ำแกงกะหรี่แยกมาให้เราตักราดตามชอบได้

เนื้อแอ๊ปเปิ้ลจะผสมผสานอยู่ในเนื้อแกงกะหรี่ ทำให้รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานอร่อยมากๆ ค่ะ


ลำธาร Oirase

ลำธาร Oirase หนึ่งในสถานที่ชมใบไม้แดงที่สวยงามมากๆ ของญี่ปุ่น โดยตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai ตัวลำธารจะขนานไปกับถนนสามารถเดินชมธรรมชาติได้โดยระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน 2.5 ชั่วโมง 

ตลอดสองข้างทางก็จะเต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามมากๆ ค่ะ ลำธารสีฟ้าอ่อนที่ไหลไปตามธารน้ำปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีเขียว ซึ่งช่วงที่ฮานะไปตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนป่าทั้งป่าเป็นสีเขียวสดใส แต่ถ้าใครมาช่วงปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนพฤศจิกายน ก็จะพบกับสีเหลือง สีแดงของต้นไม้ที่มีลำธารน้ำไหลเคียงคู่ เป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดเลยล่ะค่ะ

มีน้ำตกสวยๆ ให้ชมตลอดทาง


ใครอยากมาเดินชมความงดงามของที่นี่สามารถนั่งรถบัสที่วิ่งระหว่างเมืองอาโอโมริมายังยาสุมิยะ ใช้เวลาประมาณ 165 นาที ค่ารถ 3,090 เยน/เที่ยว โดยอาจจะเริ่มต้นที่ป้าย Yakeyama แล้วเดินชมทะเลสาบมาเรื่อยๆ จนถึงทะเลสาบโทวาดะได้เลย

ชมวิวทะเลสาบโทวาดะจากมุมสูง ซึ่งทะเลสาบโทวาดะนั้นเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ตั้งอยู่ในบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai เป็นสถานที่สำหรับชมใบไม้แดงที่ได้รับความนิยมและสวยงามมากๆ

Kosaka Railroad Rail Park

จากจังหวัดอาโอโมริเราเดินทางสู่เมือง Kosaka เมืองเล็กๆ น่ารักในจังหวัดอาคิตะ ในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองเหมืองแร่และมีปัญหาเรื่องมลพิษแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เพราะมีการเริ่มฟื้นฟูมาประมาณ 100 ปีที่ผ่านมาด้วยการปลูกต้นไม้และมีการนำต้น Acacia จากประเทศจีนนำมาปลูกที่นี่ 

ซึ่งสถานที่ที่แรกที่เราจะพาไปชมในวันนี้คือ Kosaka Railroad Rail Park อดีตคือสถานีรถไฟ Kosaka แต่ตอนนี้ได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟจัดแสดงหัวรถจักรและตู้รถไฟโดยจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือเราสามารถเข้าไปชมถึงห้องคนขับได้เลยค่ะ 

หัวรถจักรอายุ 80 ปีที่เราสามารถเข้าไปชมในห้องคนขับได้

ส่วนคันนี้เป็นรถไฟที่ทำจากกล่องกระดาษและใช้ถ่าน 99 ก้อนในการวิ่ง วิ่งได้ได้ 8.5 กิโลเมตร


ที่ออกตั๋วรถไฟในอดีต

นอกจากจะได้ชมประวัติศาสตร์ของรถไฟแล้วที่นี่เขายังมีกิจกรรม Rail Bike ฮานะไปลองแล้วค่ะ สนุกมากๆ โดยจะเป็นรถที่วิ่งบนรางรถไฟสามารถนั่งได้คันละ 4 คน โดยด้านหน้าจะมีที่ปั่นเหมือนจักรยานเลยค่ะ แล้วเราก็ปั่นแบบชิลๆ ไปตามรางรถไฟสนุกมากๆ 

ที่ตั้ง : เมือง Kosaka ตั้งอยู่ในจังหวัดอาคิตะ และยังติดจังหวัดอาโอโมริ โดยสามารถนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟอาโอโมริใช้เวลาประมาณ 60 นาที

เปิดบริการ : 9.00-16.30 น.

ค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 500 เยน/เด็ก 250 เยน

Korakukan

จาก Kosaka Railroad Rail Park เราสามารถเดินไปชมโรงละครเก่า Korakukan ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1910 โดยตัวอาคารทำจากไม้ด้านนอกดีไซน์สไตล์ตะวันตก สามารถจุผู้ชมได้ 600 คน โดยโรงละครแห่งนี้จัดแสดงละครคาบูกิซึ่งเป็นละครดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่แสดงโดยผู้ชายล้วน ปัจจุบันก็ยังมีการจัดแสดงละครอยู่เสมอ

ตัวเวทีทำจากไม้ มีทางเดินด้านข้างซ้าย-ขวาที่เรียกว่าฮานามิจิเพื่อให้ตัวละครสามารถเดินโดยรอบได้

ด้านล่างเวทีที่เรียกว่า Naraku จะมีกลไกที่สามารถปรับระดับของทางเดินฮานามิจิให้ขยับขึ้นลงได้ และตัวเวทีด้านล่างสามารถหมุนได้ด้วยแรงคน

ห้องแต่งตัวของนักแสดงโดยมีภาพและลายเซ็นของนักแสดงคาบูกิชื่อดังมากมาย

Kosaka Mining Office

ในอดีตที่นี่เคยเป็นสำนักงานของบริษัทเหมืองที่สร้างตั้งแต่ปี 1905 การตกแต่งเป็นสไตล์เรเนซองส์และยังผสมผสานศิลปะแบบมัสยิดของศาสนาอิสลามเข้าไปด้วย

ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ของการทำเหมืองแร่ที่น่าสนใจมากๆ

ที่ตั้ง : เมือง Kosaka ตั้งอยู่ในจังหวัดอาคิตะ และยังติดจังหวัดอาโอโมริ โดยสามารถนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟอาโอโมริใช้เวลาประมาณ 60 นาที

เปิดบริการ : 9.00-17.00 น.

ค่าบริการ : 330 เยน

Yuze Hotel

คืนนี้เราพักที่ Yuze Hotel ที่พักสไตล์เรียวกังในจังหวัดอาคิตะ ล้อมรอบไปด้วยขุนเขาและสายน้ำ

โดยที่นี่มีออนเซ็นให้ได้แช่ชมธรรมชาติด้วยนะคะ ส่วนห้องพักที่เรานอนเป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่นรวมอาหารเช้าและอาหารเย็นเริ่มต้นที่ประมาณ 13000 เยน/คน/คืน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ที่นอนสไตล์ญี่ปุ่นที่จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาปูให้เรา

ห้องน้ำจะแยกเป็นห้องสุขาและห้องอาบน้ำพร้อมกับอ่างอาบน้ำ


จองที่พัก Yuze Hotel ที่นี่



Day 3

Hanawa Bayashi

วันนี้เราเดินทางไปยังเมือง Kazuno ในจังหวัด Akita เพื่อไปชมโรงเก็บ Yatai หรือเกี้ยวที่ Antora ซึ่งใช้ในเทศกาล Hanawa Bayashi ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19-20 สิงหาคมนี้ 

โดยเทศกาล Hanawa Bayashi จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า Ubusunagami ของศาลเจ้า Sakiwai-Inari ในเมือง Kazuno โดยเทศกาลนี้มีมาประมาณพันกว่าปี ภายในงานจะมีการลากเกี้ยว Yatai 10 คันโดยมาจาก 10 เมืองในจังหวัดอาคิตะ ไปตามท้องถนนในเมือง โดยตรงกลางของเกี้ยวจะมีพื้นที่ให้คนตีกลองและเดินไปพร้อมกับเกี้ยวอย่างสนุกสนาน โดยเกี้ยวแต่ละตัวนั้นมีอายุประมาณ 50 ปี สูง 3 เมตร หนัก 2 ตัน ราคาต่อคันประมาณ 15 ล้านเยน

ทำ Miso Tanpo

โดยภายใน Antora ยังมีกิจกรรมให้เราได้ลองทำ Miso Tanpo ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะ มีคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่น่ารักและใจดีเป็นคนสอนวิธีการทำ Miso Tanpo คุณป้าเล่าว่าเจ้า Tanpo  นั้นจุดกำเนิดมาจากสมัยก่อนมีคนที่เดินทางเข้าป่าและพกข้าวปั้นโอนิกิริไปด้วย และได้ลองนำมาเสียบไม้และนำไปย่างไฟก็พบว่ามันอร่อยมากๆ และต่อมาก็ได้นำเจ้า Tanpo นั้นมาเป็นอาหารหลายๆ แบบเช่นมาทามิโสะกลายเป็น Miso Tanpo หรือนำเอาไปหั่นเป็นชิ้นที่เรียกว่า Kiri Tanpo  แล้วไปใส่ในหม้อไฟนาเบะถ้านึกไม่ออกว่ารสชาติเป็นยังไงให้นึกว่านำข้าวจี่ไปใส่ในหม้อไฟก็จะคล้ายกันมากๆ ค่ะ

มาดูวิธีการทำ Miso Tanpo กันค่ะ โดยนำข้าวพันธุ์ Akita Komachi ที่มีความเหนียวนำมาบดแบบหยาบๆ แล้วนำไปพันกับไม้สน จากนั้นนำไปย่าง


พอเริ่มเหลืองได้ที่ก็นำไปทาด้วยซอสมิโสะ แล้วไปย่างไฟอีกครั้งก็นำมาทานได้แล้วค่ะ

ความหอมและรสชาติหวานๆ เค็มๆ ของมิโสะ เมื่อนำไปทาบนข้าวและนำไปย่างจะทำให้ Tanpo นั้นอร่อยมากๆ ยิ่งกินตอนร้อนๆ ในช่วงอากาศหนาวด้วยนั้นจะยิ่งฟินมากๆ 

Hachimantai

จากจังหวัดอาคิตะ เราเดินทางสู่จังหวัดอิวาเตะ เพื่อจะไปปีนเขาฮะจิมันไต ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮะจิมันไต 

ภูเขาฮะจิมันไตนั้นมีความสูงถึง 1613 เมตร การเดินทางไปฮะจิมันไตนั้นไปได้หลายทางทั้งนั่งรถบัสจาก Morioka,Tazawako และ Kazuno-Hanawa ส่วนเรามาจากทาง  Kazuno-Hanawa  โดยมีรถบัสจากสถานีรถไฟ Kazuno-Hanawa ที่วิ่งมาถึงสถานี Hachimantai-chojo ใช้เวลาประมาณ 80 นาที ค่ารถ 1,350 เยน ให้บริหารช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤศจิกายน


รถบัสไต่ไปตามความสูงของภูเขาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณจุดจอดรถของภูเขาฮะจิมันไต จากตรงนี้จะมีเส้นทางเดินเขาโดยมีทั้งแบบเดินชิลๆ 40 นาที และเดินแบบจริงจัง 2 ชั่วโมง 


ฮานะขอเลือกแบบเดินชิลๆ 40 นาที โดยจะมีเนินให้เรียกเหงื่อในตอนต้นเล็กน้อย พอหมดเนินก็จะเดินสบายแล้วค่ะ เดินชมธรรมชาติที่สวยงามของยอดเขาที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์เพลินมากๆ ค่ะ


ด้านบนของภูเขาจะมีทะเลสาบซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะอยู่มากมาย ทะเลสาบแรกที่เรามาชมเรียกว่าทะเลสาบแว่นตา เพราะมีลักษณะเป็น 2 ทะเลสาบคู่กันมองด้านบนจะเหมือนแว่นตา รอบๆ ทะเลสาบยังมีหิมะหลงเหลือให้เห็นอยู่ แม้จะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้วก็ตาม

น้ำในทะเลสาบจะมีสีเขียวอมฟ้าสวยงามมากๆ ค่ะ


ที่ตั้ง : ภูเขาฮะจิมันไต ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮะจิมันไต จ.อาคิตะ

Wanko Soba

จากนั้นเราเดินทางไปยังเมือง Morioka ในจังหวัดอิวาเตะเพื่อไปทาน Wanko Soba ที่ร้าน Azumaya ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Morioka

ซึ่งความพิเศษของ Wanko Soba คือเป็นโซบะที่ไม่ได้เสิร์ฟมาถ้วยเดียวจบ แต่จะมีพนักงานทยอยถือถ้วยโซบะเล็กๆ มาเสิร์ฟให้เราและเทใส่จานเรา การกิน Wanko Soba จึงไม่ใช่แค่การกินแต่คือความบันเทิง การแข่งขันว่าใครจะได้กินมากที่สุด บางคนกินได้เป็นร้อยถ้วยเลยล่ะค่ะ

อารมณ์เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวเรือบ้านเรา แต่ต่างตรงที่ว่าถ้าเราอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือเพิ่มเราต้องสั่งแต่ Wanko Soba จะมีคุณป้าพนักงานมายืนข้างๆ มือนึงถือถาดใส่ถ้วยโซบะ อีกมือหนึ่งก็จับถ้วยเทให้กับลูกค้า ถ้าเราไม่ปิดฝาแสดงว่าเรายังไม่อิ่ม คุณป้าก็จะคอยยืนเทให้เราไปเรื่อยๆ เลยค่ะ 

ถ้าอิ่มแล้วก็ปิดฝาถ้วยแบบนี้คุณป้าก็จะเลิกเทโซบะใส่ถ้วยเรา หลังจากทานแล้วทางร้านยังมีป้ายชื่อพร้อมจำนวนถ้วย Wanko Soba ที่เราทานได้มอบให้เป็นที่ระลึกด้วยค่ะ

ที่ตั้ง : ร้าน Azumaya ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟ Morioka

Shizukishi Prince Hotel

คืนนี้เราพักที่ Shizukishi Prince Hotel สกีรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งที่นี่ยังมีออนเซ็น สนามกอล์ฟ และไฮไลท์ที่เรามาพักที่นี่เพราะคืนนี้เราจะไปนั่งเคเบิลคาร์เพื่อขึ้นไปดูดาวภายบนยอดเขา Takakurayama  กันค่ะ


ห้องพักที่นี่เขาจะดีไซน์สไตล์โมเดิร์นทันสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องที่เราพักเป็นแบบ Twin Room พร้อมอาหารเช้าและอาหารเย็นบุฟเฟ่ต์ในราคาประมาณคนละหมื่นกว่าเยน

ดีไซน์ทันสมัยน่านอนมากๆ

โดยอาหารเย็นของที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์ นานาชาติค่ะ และที่พิเศษคือมีปูด้วยนะเนื้อหวานมากๆ

ปูและซีฟู้ดแบบไม่อั้น คุ้มมากๆ

มีของหวานช็อคโกแลตฟองดูว์ด้วยค่ะ

จากนั้นก็ถึงเวลาไปชมดาวกันแล้วค่ะ โดยบริเวณหน้าโรงแรมจะมีสถานีเคเบิลคาร์ Shizukushi Ropeway ให้เราขึ้นไปชมดาวบนยอดเขา Takakurayama ได้ด้วยค่ะ ค่าขึ้นโรปเวย์ผู้ใหญ่ 1,200 เยน / เด็ก 900 เยน

วันนี้ดาวสวยมากๆ และเป็นครั้งแรกที่ฮานะได้มานอนชมดาวที่ญี่ปุ่น โดยคนที่มาชมส่วนมากนั้นเป็นแขกของโรงแรม ทั้ง เด็ก และผู้ใหญ่ต่างตื่นตะลึงกับภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดารานับล้านดวงตรงหน้า เป็นช่วงเวลาที่ประทับใจมากๆ 

จองที่พัก Shizukishi Prince Hotel ที่นี่

Day 4

ทะเลสาบ Tazawa

จากจังหวัดอิวาเตะเราเดินทางกลับมายังจังหวัดอาคิตะ โดยวันนี้เราจะไปชมทะเลสาบ Tazawa ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai เป็นทะเลสาบสีฟ้าที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามมากๆ และยังเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วยโดยมีความลึกประมาณ 423 เมตร

จุดเด่นของทะเลสาบแห่งนี้คือรูปปั้น Tatsuko ซึ่งตามตำนานเล่าว่ามีหญิงสาวได้อธิษฐานขอให้ตนนั้นสวยตลอดไปแต่คำอธิษฐานนั้นไม่เป็นความจริง เธอเลยโดนสาปให้กลายร่างเป็นมังกรจมสู่ก้นทะเลสาบ ใครที่มาทะเลสาบแห่งนี้ก็ต้องมาแชะภาพคู่กับรูปปั้น Tatsuko สีทองที่ตั้งอยู่กลางน้ำทะเลสาบสีฟ้าสวยงามมากๆ 

ที่ตั้ง : ทะเลสาบ Tazawa ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai จังหวัดอาคิตะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ  Tazawako มาลงป้าย  Tazawa-kohan ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบใช้เวลาประมาณ 12 นาที ค่ารถ 360 เยน/เที่ยว


Kakunodate

เที่ยวทะเลสาบกันแล้วเราจะพาไปเดินชมหมู่บ้านซามูไรกันค่ะที่เมือง Kakunodate ซึ่งเมืองนี้ในอดีตเป็นเมืองที่มีปราสาท Kakunodate และเป็นเมืองที่มีซามูไรพำนักอยู่ โดยจะแบ่งเขตเป็นเขตของซามูไร และเขตของพ่อค้า แต่ปัจจุบันไม่มีปราสาทแล้วแต่ยังคงหลงเหลือบ้านซามูไรที่เปิดให้เข้าชมได้ประมาณ 6 หลัง และรอบๆ เมืองก็เต็มไปด้วยบ้านเรือนแบบเก่าที่บางหลังเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านคาเฟ่ให้เราได้เข้าไปนั่งชิลได้อีกด้วย

และนอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องหมู่บ้านซามูไรแล้วที่นี่ยังมีชื่อเสียงว่าเป็นสถานที่ที่ชมซากุระได้สวยงามมากๆ โดยรอบๆ เมืองจะมีต้นชิดาเระซากุระที่จะพากันเบ่งบานพาให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นสีชมพูทั้งเมืองในช่วงปลายเดือนเมษายน - ต้นเดือนพฤษภาคม

บ้านซามูไรที่เราจะพาเข้าไปชมนั้นคือบ้านของตระกูล Aoyagi โดยภายในมีทั้งพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง อีกทั้งยังมีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกอีกด้วย

มีการจัดแสดงชุดเกราะของซามูไร ชุดกิโมโน และข้าวของเครื่องใช้ในอดีตใครสนใจเรื่องราวของซามูไรสามารถมาชมที่นี่ได้เลยค่ะ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 500 เยน / เด็ก 200 เยน

อ๊ะ เมืองนี้เขายังมีน้องหมาอาคิตะที่เป็นเซเล็บประจำเมืองด้วยนะคะ ชื่อน้องหมาบูเคมารุประจำอยู่ที่ร้าน Satoku Garden น่ารักและฉลาดมากๆ เลย ใครมาเที่ยวที่นี่แวะมาหาบูเคมารุคุงได้เลย

จากย่านซามูไรเราจะพาไปยังย่านพ่อค้าในเมือง Kakunodate โดยสถานที่ที่เราพาไปนั้นก็คือ Ando Jozo Brewery Honten ซึ่งที่นี่เป็นโรงหมักซอสถั่วเหลืองและมิโสะที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานกว่า 150 ปี ภายในมีร้านค้า ร้านอาหาร และยังมีเรื่องราวของบ้านเก่าที่เราสามารถเข้าไปชมได้ค่ะ 

 

ตัวอาคารก่อด้วยอิฐแดงเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สวยงามมาก

ห้องโถงสำหรับรับแขกและเอาไว้จัดพิธีสำคัญเช่นพิธีแต่งงาน

บ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมพร้อมกับสวนญี่ปุ่นด้านนอก

ที่ตั้ง : เมือง Kakunodate ตั้งอยู่ในจังหวัดอาคิตะ สามารถนั่งรถไฟมาลงสถานี Kakunodate  ได้


Taizan-do Home Stay House

จากเมือง Kakunodate เราแวะมาทานอาหารอร่อยที่ Taizan-do Home Stay House ซึ่งที่นี่เป็นที่พักและร้านอาหารแนวฟาร์มสเตย์ โดยมีคุณป้าเจ้าของบ้านเป็นคนทำอาหารให้

ผักของที่นี่เขาปลูกเองโดยมีฟาร์มอยู่หลังบ้านสดอร่อยมากๆ ค่ะ

อาหารที่เราทานกันในวันนี้อร่อยมากๆ

คุณป้าเจ้าของบ้านน่ารักมากๆ 

Kanto Festival Center

กลับมาเที่ยวในตัวเมืองอาคิตะกันบ้างค่ะ โดยภายในเมืองมีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่นที่ Kanto Festival Center หรือพิพิธภัณฑ์เทศกาลคันโต ที่รวมเรื่องราวเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของเมืองให้เราได้ชม

โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะมีเทศกาลที่น่าสนใจ 3 เทศกาล เริ่มต้นจากเทศกาล Kanto Matsuri ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลโคมไฟที่น่าไปมากๆ ค่ะ เพราะงานนี้เขาจะเป็นงานที่โชว์ความแข็งแกร่ง สมาธิ ของนักแสดงที่จะต้องถือไม้โคมไฟ Kanto และโชว์เทคนิค ท่วงท่าต่างๆ เพื่อไม่ให้โคมไฟตก โดยไม้โคมไฟ Kanto จะแบ่งเป็นระดับได้ 4 ระดับ โดนเริ่มจากระดับเด็กอนุบาลหนัก 5 กิโลกรัม ไปจนถึงขนาดใหญ่สุดสำหรับผู้ใหญ่หนักประมาณ 50 กิโลกรัม

พี่คนนี้เก่งมากๆ โชว์ใช้หน้าผากในการถือโคมไฟได้เท่มากๆ ค่ะ

โคมไฟระดับเด็กอนุบาลที่เราลองไปถือแล้วพบว่ามันหนักมากๆ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นอกจากนี้ยังมีเทศกาลที่น่าสนใจอีก 2 เทศกาล นั่นก็คือเทศกาล Bonden Matsuri ที่จะจัดในช่วงฤดูหนาววันที่ 17 มกราคม และเทศกาล Tsuchizaki Minato Hikiyama ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคม ใครที่อยากมาสัมผัสความสนุกสนาน ความสวยงามของงานเทศกาลญี่ปุ่นก็มากันได้เลยค่ะ

เทศกาล Bonden Matsuri

เทศกาล Tsuchizaki Minato Hikiyama

Hotel Morino aze Tazawako

ปิดท้ายคืนสุดท้ายที่ญี่ปุ่นกับการพักผ่อนที่โรงแรม Morino aze Tazawako ที่พักสไตล์เรียวกังใกล้กับทะเลสาบ Tazawa เป็นห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นและมีออนเซ็นให้แช่ชมธรรมชาติ ห้องพักที่เราพักเป็นแบบรวมอาหารเช้า และอาหารเย็นราคาประมาณหมื่นกว่าเยน


จองที่พัก Hotel Morino aze Tazawako ที่นี่

Day 5

โบกมือลาภูมิภาคโทโฮคุ เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยทริปนี้เราได้รับความประทับใจกลับไปมากมาย ทั้ง ธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย และผู้คนที่น่ารัก ใครที่อยากมาสัมผัสความสวยงามในเส้นทางนี้ก็ลองเดินทางมาชมกันดูนะคะ แล้วคุณจะหลงรักโทโฮคุ