ออกเดินทางมากี่ครั้งก็ยังตื่นเต้นเหมือนนับหนึ่งใหม่ทุกที วันนี้ก็เช่นกันเพราะเรากำลังเตรียมตัวเหินฟ้าสู่สนามบินพิษณุโลกด้วยสายการบิน Air Asia สายการบินหางแดงที่หลายคนคุ้นเคย โดยมีปลายทางของทริปนี้อยู่ที่ประตูสู่เมืองประวัติศาสตร์อันมากเสน่ห์อย่างจังหวัดสุโขทัย




มาถึงเช้าๆแบบนี้สมาชิกในทีมก็ร่ำร้องกระจองอแงหากาแฟกันยกใหญ่ เจ้าถิ่นเค้าเลยพาเรามาแวะเติมคาเฟอีนที่ "มันดี กล่องกลางทุ่ง" เพื่อหาอะไรดับร้อนกันก่อน มันดีกล่องกลางทุ่ง เป็นกล่องกลางทุ่งสมชื่อจริงๆนั่นแหละแกร เพราะตัวร้านดีไซน์และดัดแปลงจากคอนเทรนเนอร์สู่คาเฟ่ที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจี มีลมพัดผ่านชวนให้เย็นสบาย 





ถึงจะเป็นร้านเล็กตามขนาดความกว้างความยาวของตู้ แต่อย่าดูถูกไปนะยูวเพราะความชิคคูลของที่นี่ไม่เล็กนะจ๊ะ ด้านในตกแต่งด้วยของสะสม โมเดลตัวการ์ตูนเก่าแก่หายากของพี่เจ้าของร้าน ส่วนด้านข้างกำแพงก็มีโปสเตอร์ ลวดลายกราฟฟิค ไว้เป็นมุมเช็คอินถ่ายรูปเก๋ๆ จะนั่งด้านใน ด้านนอก หรือออกไปสูดกลิ่นดิน กลิ่นหญ้าก็แฮปปี้กันทั่วหน้า อยู่กรุงเทพมานานได้โอกาสเลิกมองจอมาดูอะไรแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกันนะ แถมยังมีเพลงเพราะๆคอยเปิดคลอตลอดเวลาจนอยากจะของีบสักตื่นสองตื่นด้วยอะ คือมันดียยยยย์






แต่อย่างที่นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง ดังนั้นแค่กาแฟคงไม่พอยาไส้เราแน่นอนเลยมุ่งหน้ามาลองชิมของดีของเด็ดอย่างข้าวเปิ๊บ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าก๋วยเตี๋ยวพระร่วง และข้าวแบเป็นมื้อกลางวันที่บ้านนาต้นจั่น โฮมสเตย์น่ารักที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ตลอดจนวิถีชุมชนพื้นบ้านอันเรียบง่ายได้เป็นอย่างดี 


ไม่เพียงแต่หน้าตาน่าทานเท่านั้น เพราะรสชาติยังเป็นอะไรที่อร่อยจริงจังสมกับที่ใครๆต่างพากันการันตี เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หากหันไปทางไหนก็มีแต่คนขอ 2 ๕๕๕๕๕ ก็นะ... อย่าว่างั้นงี้เลย มาถีงที่ทั้งทีต้องลองชิมให้หมดทุกอย่างสิจะได้คุ้ม

 ส่วนใครที่สงสัยว่าข้าวเปิ๊บกับข้าวแบต่างกันยังไงนั้นเทคนิคง่ายมากเลยค่ะ ข้าวเปิ๊บเป็นแป้งขาวๆนึ่งบนเตาเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อ แต่จะโรยหน้าด้วยเครื่องก๋วยเตี๋ยวอย่างหมูแดง กากหมู หมูสับ และไข่ดาวสุก ขณะที่ข้าวแบนั้นหน้าตาโดยรวมมองเผินๆเหมือนผัดไท โรยถั่ว ใส่หมูแดง กากหมู และบีบมะนาวเป็นอันจบ 



ระหว่างทางก็ยังมีโบราณสถานให้เราได้แวะถ่ายรูปกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่าสุโขทัยนั้นมีวัดวาอารมเก่าแก่เยอะแยะเต็มไปหมด ดังนั้นในวัดแต่ละแห่งก็จะมีความสำคัญ และความสวยงามแตกต่างกันไป






ในที่สุดเราก็ดั้นด้นมาถึงไฮไลท์แรกของวันนี้นั่นก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย แวะซื้อบัตรเข้าชมกันก่อน ราคาก็เบาๆ 20 บาทเท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวจะเลือกนั่งรถราง หรือปั่นจักรยานชมวิวไปเรื่อยๆก็ได้ 


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย หนึ่งในโบราณสถานที่ Unesco ยกย่องให้เป็นมรดกโลก กินเนื้อที่กว้างขวางมากถึง 50 ตารางกิโลเมตร ภายในมีวัดที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักอยู่มากมาย อาทิ วัดช้างล้อม มีเจดีย์ทรงลังกาที่ตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีช้างปูนปั้นเต็มตัวล้อมรอบ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโดยรอบฐานทั้ง 4 ด้าน รวม 39 เชือก

 แม้ปัจจุบันช้างปูนปั้นที่เราเห็นจะผุผังไปมากจนเหลือให้เห็นเป็นรูปหัวช้างอยู่จำนวนไม่กี่เชือก แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงแสดงออกถึงความงดงามของประติมากรรมสมัยสุโขทัยอย่างเต็มที่ นับเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญของพุทธศาสนาในอดีตได้เป็นอย่างดี แถมวันที่เราไปถึงฟ้ายังครึ้มเหมือนฝนจะตกด้วยอะ เลยทำให้บรรยากาศของการมาเที่ยวในครั้งนี้ดูขลังมากขึ้นไปอีก




จากวัดช้างล้อมมาต่อกันที่วัดนางพญา หลายคนคงรู้จักวัดนี้มาจากพระเครื่องหรือพระพิมพ์ชื่อดังที่มีมูลค่าสูงลิบในวงการเซียนพระเครื่อง วัดนางพญา มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร ภายในวัดมีเจดีย์ทรงลังกาประกอบซุ้มเรือนธาตุเป็นประธาน ก่อด้วยศิลาแลงสูงใหญ่ และมีสภาพสมบูรณ์รอบฐาน มีบันไดขึ้นไปบนเจดีย์ ภายในวิหารตามเสาทุกด้านมีเทพพนมและลวดลายต่างๆ 



จุดเด่นของวัดนี้คือมีผนังเหลืออยู่ด้านหนึ่งโดยมีลวดลายปูนปั้น ที่สวยงามอยู่ แต่ปัจจุบันหลุดลอกออกไปพอสมควรแล้ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีการสร้างหลังคาสังกะสีคลุมผนังไว้อีกทีเพื่อการอนุรักษ์สำหรับคนรุ่นหลัง 


 
ก่อนแสงจะหมด เจ้าถิ่นเค้าแนะนำให้เรามาชมแสงเย็นช่วงสุดท้ายของวันที่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดสำคัญในเขตเมืองเชลียงมาแต่เดิม ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๑ นอกจากนี้ยังเป็นที่สรงน้ำมูรธาภิเษก สำหรับพระเจ้าแผ่นดินใหม่ที่จะขึ้นเสวยราชสมบัติมาแต่ครั้งโบราณกาลอีกด้วย โดยเฉพาะเวลาที่แสงตกกระทบอย่างพอเหมาะกับเสาแล้วเกิดเป็นเงาสะท้อนบนพื้นนั้นดูสวยงามมว๊ากกก ทำเอาชาวแก๊งค์ของเรานี่รัวชัตเตอร์กันซะเพลินจนลืมเวลาเลยค่ะ




เราปิดท้ายคืนแรกกันที่ โรงแรมเลอชาร์ม สุโขทัย รีสอร์ทสไตล์ไทยประยุกต์แสนร่มรื่นและเงียบสงบในบรรยากาศของกรุงเก่า ท่ามกลางสวนและบึงบัว ตัวห้องพักกว้างขวางและสะดวกสบาย ที่สำคัญคือตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเพียงไม่กี่นาที ถือว่าเป็นหนึ่งในที่พักที่มีโลเคชั่นดีงาม เหมาะแก่การมาพักผ่อนแบบในวันหยุดกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว






 


อุตส่าห์ได้มาเที่ยวสุโขทัยทั้งทีแน่นอนว่าต้องไม่พลาดพระพิมพ์ชื่อดัง แต่มาดูเฉยๆคงธรรมดาไป วันนี้เราเลยลงมือทำพระพิมพ์ด้วยตัวเองที่บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์กันไปเล้ยย  เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกนวดดินไปจนขั้นตอนสุดท้ายอย่างเข้าเตาเผา ที่สำคัญคือสามารถเขียนชื่อตัวเองเป็นพระพิมพ์ที่มีองค์เดียวในโลกได้ด้วยนะ เจ๋งปะล่ะ !


ในสมัยก่อนคนเก่าคนแก่มีความเชื่อกันว่าการพิมพ์พระจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเผยแพร่ศาสนาได้อย่างกว้างขวาง เพราะหากรู้สึกรักหรือเอ็นดูใคร เค้าก็จะทำพระแล้วนำไปมอบให้แก่คนนั้นเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง เราเองก็ปั้นได้มา 3 องค์สำหรับฝากคนที่บ้านเช่นกัน 



Follow Me, Follow Me ~... เสร็จแล้วก็ตามมาโดดขึ้นเกวียนนั่งรับลมชมวิวชิลๆไปวัดศรีชุม ชื่นชมความคลาสสิคของพระพุทธรูปองค์ใหญ่เก่าแก่ที่โด่งดังไปทั่วโลกกันสักหน่อย ใครเป็นสายถ่ายรูปต้องถูกใจที่นี่แน่อะ คือมันดี สวยจริงอะไรจริง มีมุมเท่ๆให้เลือกถ่ายได้จนจุใจเลยล่ะ




ถึงแล้วจ้า วัดศรีชุม วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ซึ่งมีนามว่า "พระอจนะ" ประดิษฐานอยู่ด้านในมณฑป แน่นอนว่าด้วยความคลาสสิคเก่าแก่แบบนี้แหละถึงได้เป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์และมนต์เสน่ห์ชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติแวะมาเที่ยวชมและสักการะกันแบบไม่ขาดสาย






สถานที่สุดท้ายของวันนี้ต้องที่นี่เลย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพราะถ้ามาสุโขทัยแล้วไม่ได้มาเค้าว่าเหมือนมาไม่ถึงนะต้องกลับมาซ้ำให้ได้ บรรยากาศก็จะคล้ายๆกับอุทยานศรีสัชนาลัยเมื่อวาน แต่พื้นที่โดยรวมนั้นกว้างขวางกว่ามาก เพราะงั้นวันนี้เราเลยขอเลือกเป็นการเช่าจักรยานปั่นชมวิว แวะถ่ายรูปชิลๆแทนการนั่งรถราง จะได้ถือโอกาสจอดถ่ายรูปตรงไหนก็ได้ อิอิ 




 
หลายคนคงพอคุ้นตากับที่นี่มาบ้างจากการที่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเผาเทียนเล่นไฟในวันลอยกระทงอยู่บ่อยๆ เรียกว่าเป็นงานใหญ่ของจังหวัดเลยก็ว่าได้ มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องลองแวะมาเที่ยวสักครั้ง







หลังจากนั่งเกวียนตากแดด ขี่จักรยานจนตัวดำกันมาทั้งวัน คราวนี้ก็ถึงเวลาพักผ่อนสักทีและ โรงแรมเลเจนด้า สุโขทัย บูติค รีสอร์ท นี่แหละที่จะเป็นคำตอบของเราในคืนสุดท้ายนี้ เลเจนด้า สุโขทัย เป็นบูติครีสอร์ทสวยสไตล์หมู่บ้านไทย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมถนนใหญ่ บรรยากาศก็จะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และสายน้ำ


 
นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายรูปชิคๆ และมีลานกิจกรรมสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมตลอดการพักผ่อน อาทิ ทำอาหารพื้นบ้าน แต่งกายด้วยชุดไทย รวมถึงยังมีโชว์การแสดงเป็นการต้อนรับจากทางรีสอร์ทให้ชมก่อนนอนฝันดีอีกด้วย 






 



ถือฤกษ์งามยามดีวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับบ้านวันนี้ด้วยการมาทำบุญตักบาตรกันแต่เช้า โชคดีที่วัดอยู่ใกล้ตลาด เราเลยหาของใส่บาตรกันได้ง่ายหน่อย มีกับข้าววางขายเป็นชุด หรือจะเลือกซื้อเอาใหม่เองก็ได้ 




หลังจากไหว้พระ รับพรกันแบบเต็มอิ่ม เราเลือกโหนสองแถวกลับมาที่โรงแรมเพื่อทำการเก็บของเตรียมตัวเช็คเอาท์ รวมถึงการแว้บไปเที่ยวที่วัดช้างล้อมอีกแห่งเป็นการทิ้งท้ายเมื่อเวลายังเหลือ ซึ่งความดีงามมันอยู่ตรงที่ไม่ต้องเดินไปไหนให้ไกลเลย เพราะวัดช้างล้อมที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้อยู่ถัดจากโรงแรมไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น เรียกว่าเดินทะลุด้านหลังโรงแรมออกมาก็จะเจอเจดีย์ตั้งเด่นเป็นสง่ามองเห็นมาแต่ไกล




 
หลับๆตื่นๆ มาโผล่อีกทีก็พิณุโลก แต่ก่อนจะขึ้นเครื่องเตรียมตัวกลับบ้าน เราแวะมาศึกษาข้อมูลสำคัญและประวัติความเป็นมาของจังหวัดนี้กันที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิษณุโลก สักหน่อย ด้านในก็จะมีประวัติศาสตร์ในอดีต กษัตริย์ผู้ครองเมืองสองแคว ศิลปะการก่อสร้างบ้านเมืองในยุคต่างๆ และหุ่นขี้ผึ้งจำลองของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโดยรอบด้วยตัวเอง หรือจะให้มัคกุเทศน์คอยนำบรรยายก็ได้ 




สถานที่สุดท้ายของทริปนี้แล้วจริงๆ ก็ต้องปิดด้วยแลนมาร์คสำคัญของจังหวัด วัดพระศรีรัตมหาธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่าวัดใหญ่ ไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิมิมงคลก่อนเดินทางกลับ :)






 


เรียบเรียงโดยชิลไปไหน
 ขอบคุณผู้สนับสนุนทริปจาก
 Air Asia และ Seranata