เราเชื่อว่ามีนักเดินทางมากมายที่เลือกเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะทั้งสะดวกและรวดเร็ว สามารถประหยัดเวลาได้ แถมได้ชมวิวมุมสูง เห็นก้อนเมฆลอยผ่านหน้าต่างด้วย
... แต่มีรถไฟหลายเส้นทางที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามจนอยากให้ลองไปนั่งกันดูสักครั้ง เช่น รถไฟในอินเดียที่วิ่งผ่านเทือกเขา ป่าดิบ ไร่ชา ไปโผล่อีกทีก็อยู่ที่ตีนเขาหิมาลัย ด้วยรถไฟไอน้ำจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ต้องเป็นหนึ่งในทริปที่น่าจดจำที่สุดของคุณ

03


 

West Highland Line - สหราชอาณาจักร

เส้นทางรถไฟที่สวยอลังกาลที่สุดในสหราชอาณาจักร วิ่งเชื่อมระหว่างท่าเรือ Mallaig ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของสก็อตแลนด์ไปยังเมืองหลวง Glasgow โดยระยะเวลากว่า 90 นาทีนี้ จะได้ชมวิวทะเลสาป หุบเขา ทุ่งหญ้า และปราสาท ก่อนที่จะวิ่งผ่านชายฝั่งทะเลสีเขียวฟ้าใสสะดุดตา ตามด้วยกลุ่มเกาะเล็กๆที่ชื่อว่า Small Isles มีทั้งเกาะ Eigg Muck และ Rum

เกร็ดน่ารู้ : สะพานรถไฟ The Glenfinnan Viaduct ที่วิ่งเข้าสู่ Mallaig คือสถานที่ถ่ายทำฉากรถไฟ Hogwarts Express ในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potters
เคล็ดลับ : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางโดยรถไฟสายนี้คือฤดูใบไม้ผลิ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยพุ่มไม้สีเหลืองและต้นกุหลาบพันปีกำลังบานสะพรั่ง

 

Rocky Mountaineer - ประเทศแคนาดา

เส้นทางรถไฟที่จะพาคุณไต่เทือกเขาร็อคกี้ เริ่มต้นตั้งแต่เมือง Vancouver ไปยังเมือง Calgary โดยเส้นทางนี้จะเริ่มตั้งแต่แคนาดาตะวันตกไปยังเทือกเขาร็อคกี้ ระหว่างทางจะได้เห็นต้นไม้เขียวๆ ตามสองข้างทาง พร้อมทั้งหน้าผาสีดำจากลาวา หุบเขาลึก ทะเลสาปน้ำแข็ง แม่น้ำที่ไหลเชี่ยว ได้เห็นแกะเขาใหญ่ หรือบางครั้งอาจจะเจอหมูดำหรือหมีกรีซลี่ตัวใหญ่ก็เป็นได้

เกร็ดน่ารู้ : แนะนำว่าให้นอนที่เมือง Kamloops ในรัฐ British Columbia สัก 2 คืน จะได้ไม่พลาดชมวิวสวยๆแบบพาโนรามา
เคล็ดลับ : ที่นั่งที่วิวดีที่สุดคือแถวหน้าสุดของห้อง The first Gold Leaf car คือเป็นห้องโดยสารชั้นหนึ่ง ที่ด้านบนจะเป็นโดมกระจกใส ทำให้เห็นวิวสวยๆตลอดเวลา

 

Darjeeling Himalayan Railway - ประเทศอินเดีย

เส้นทางรถไฟสายโรแมนติก ที่ได้ชื่อว่าเป็น "รถไฟของเล่น" เส้นทางทั้งหมดใช้เวลา 8 ชั่วโมงจากเมือง Siliguri ซึ่งอยู่ตีนเขาฮิมาลัยฝั่งตะวันออกไปสู่เมือง Darjeeling ทำให้ได้เห็นวิวจากมุมสูง เพราะรถไฟสายนี้จะวิ่งผ่านเทือกเขาหิมาลัยด้วยความสูง 2,255 เมตร นอกจากนี้ยังผ่านป่าเขียวๆ หุบเขาสุดอลังกาล ไร่ชา และป่าที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ล เชสนัท แพร์ เชอร์รี่ และต้นไม้อีกนานาชนิดจากหน้าต่างทั้งสองฝั่งของรถไฟขบวนนี้

เกร็ดน่ารู้ : รถไฟขบวนนี้ปรากฏในภาพยนตร์ของบอลลีวูดมากมาย ทั้ง Aradhana Parineeta Sagina Mahato และ Raju Ban Gaya Getleman รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Darjeeling Limited ของผู้กำกับชาวอเมริกันชื่อดังอย่าง Wes Anderson

 

Semmering Railway - ประเทศออสเตรีย

ขบวนรถไฟที่ออกเดินทางจากเมือง Gloggnitz ผ่านเมือง Semmering ไปถึงเทือกเขาแอลป์ และเข้าสู่เมือง Mürzzuschlag โดยรถไฟสายนี้สร้างเสร็จเมื่อปีค.ศ. 1854 ซึ่งเป็นยุคก่อนมราจะมีไดนาไมต์และเครื่องขุดเจาะเสียอีก อีกทั้งทางรถไฟนี้วิ่งผ่าน 16 สะพาน 14 อุโมงค์ ซึ่งทางทั้งหมด ไม่ว่าจะถุดเจาะสร้าง ทำด้วยฝีมือมนุษย์ล้วนๆ ถือเป็นผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว

เกร็ดน่ารู้ : อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้รถไฟสายนี้เป็นตำนานก็คือ รางรถไฟทำมาจากเหรียญ! ทั้งเหรียญเงิน เหรียญรางวัล รวมถึงเหรียญที่ระลึก 150 ปีเส้นทางรถไฟสายแอลป์แห่งนี้ด้วย
เคล็ดลับ : แนะนำให้แวะไปดูพิพิธภัณฑ์รถไฟสายใต้ Südbahn จะมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถไฟและวิวัฒนาการของวิศวกรรมยานยนตร์ อีกทั้งยังคาเฟ่สไตล์วินเทจเสิร์ฟชา กาแฟ ขนมน่าทาน รวมถึงเบียร์ Ghega และไวน์ Südbahn ด้วย

 

El ChePe - ประเทศเม็กซิโก

หนึ่งในรถไฟสุดโมเดิร์นและนั่งสบายที่วิ่งในประเทศเม็กซิโกนี้มีชื่อว่า El ChePe หรือชื่อเต็มๆว่า Ferrocarril Chihuahua al Pacífico เป็นขบวนรถไฟที่ใช้เวลาทั้งหมด 13 ชั่วโมงวิ่งผ่านเขตภูเขาแห้งแล้งของทิศเหนือในประเทศเม็กซิโก ผู้โดยสารจะได้นั่งรถผ่านหุบเขาลึก น้ำตก ทุ่งหญ้าสเตปป์กลางทะเลทราย และที่สวยงามอลังกาลที่สุดที่พลาดชมไม่ได้คือภูมิประเทศอันงดงามของเทือกเขา Sierra Tarahumara

เกร็ดน่ารู้ : ทางรถไฟ El ChePe นี้จะวิ่งผ่านหุบเขาสีเงินถึง 6 ลูก ซึ่งบอกได้เลยว่าที่นี่ยิ่งใหญ่กว่าแกรนด์แคนยอนเสียอีก โดยหุบเขาและรอยแตกที่ผานี้มีความลึกมากที่สุดถึงสองพันเมตร นับจากยอดบนสุดถึงล่างสุด
เคล็ดลับ : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางคือเดือนตุลาคมถึงมีนาคม เพราะอากาศจะสบายๆ ฤดูร้อนจะอากาศร้อนและมีฝุ่นมาก แนะนำว่าให้จองรถไฟล่วงหน้าก่อนจะดีมาก

 

Douro Line - ประเทศโปรตุเกส

รถไฟไอพ่นสุดคลาสสิกจากศตวรรษที่ 19 เดินเครื่องด้วยรถจักรดีเซล วิ่งผ่านเส้นทางสูงชัน ผ่านหุบเขาและแม่น้ำ Douro ของประเทศโปรตุเกส การเดินทางโดยรถไฟสายนี้ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง ที่จะได้ชมวิวไร่องุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากไป อีกทั้งยังผ่านหมู่บ้านน่ารักๆ ระเบียงปกคลุมด้วยเถาองุ่นและต้นมะกอก
เกร็ดน่ารู้ : รถไฟจะแวะหยุดที่ Pinhão สถานีที่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยภาพบรรยากาศแม่น้ำและท้องทุ่งด้วยกระเบื้องที่มีลวดลายสีขาวสลับน้ำเงินที่เรียกว่า azulejos 
 

 

The Ghan - ประเทศออสเตรเลีย

ทางรถไฟที่วิ่งข้ามทวีปที่ใช้เวลาเดินทางถึง 2 วัน แล่นผ่านทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาไปยังเมืองชายฝั่ง Adelaide และผ่านทะเลทรายไปถึง Clare Valley เรื่อยไปจนถึง Red Centre ที่มีเสาหินสีแดงขนาดใหญ่ โดยเส้นทางรถไฟนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมือง Darwin เมืองหลวงของ Northern Territory

เกร็ดน่ารู้ : ชื่อ Ghan นั้นเป็นตัวย่อมาจากชื่อของรถไฟเก่าที่วิ่งบนเส้นทางเดียวกันในสมัยศตววรษที่ 19 คือ the Afghan Express 
เคล็ดลับ : ถ้าราคารถไฟนี้พอดีกับงบของคุณ อยากแนะนำให้เลือกที่นั่งชั้น Platinum ถึงแม้ว่าระดับ Gold จะถูกกว่า แต่ที่นั่งชั้น Platinum นั้นเป็นห้องแบบส่วนตัวและมีห้องน้ำในตัวด้วย

 

Bergen Railway - ประเทศนอร์เวย์

ทางรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปเหนือ มองลงมาเห็นวิวธารน้ำแข็งที่ถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นฟยอร์ดของประเทศนอร์เวย์ เส้นทางเดินรถไฟใช้เวลา 6 ชั่วโมงข้ามภูเขาสูงระหว่างเมือง Oslo และ Bergen จากนั้นก็วิ่งผ่านที่ราบสูง Hardangervidda ป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แล้วค่อยๆลงมาผ่านหุบเขาเขีนวๆ มุ่งตรงสู่เมือง Bergen

เกร็ดน่ารู้ : 90% ของพลังงานที่ Nordland Railway นำมาจากไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานทดแทน
เคล็ดลับ : แนะนำให้สั่งเมนูทานเล่นเป็นปลาเทราต์ แซลมอน แฟลตเบรด เนื้อกวางตากแห้ง และแครนเบอร์รี่ป่า และเพื่อให้มีเวลาเที่ยวในตอนกลางวันมากๆ แนะนำว่าให้ไปช่วงหน้าร้อน

 

Hiram Bingham Orient-Express - ประเทศเปรู

รถไฟสไตล์ยุค 20s ที่วิ่งผ่านเทือกเขาปกคลุมไปด้วยหมอกและผ่านแม่น้ำชื่อดังของเปรู Urubamba River ไปสู่ Machu Picchu เมืองสาบสูญแห่งอินคา ตลอดระยะเวลา 3.5 ชั่วโมง เริ่มต้นจากที่ราบสูง ผ่านไปยังทุ่งนาขั้นบันได ผ่านทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม และหมู่บ้านสีสันสดใสกลางหุบเขา Aguas Calientes 

เกร็ดน่ารู้ : จุดสูงสุดที่รถไฟไปถึงนั้นมีความสูงใกล้เคียงกับภูเขา Machu Picchu ซึ่งสูงถึงสองพันกว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนรถไฟมีบริการชาโคคาและออกซิเจน หากรู้สึกไม่สบายจากความสูงและอากาศไม่พอ

 

Bernina Express - ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี

เริ่มเดินทางจากเทือกเขาน้ำแข็งในเมือง St. Moritz ไปยังเมือง Tirano ของอิตาลีที่เต็มไปด้วยต้นปาล์มและบรรยากาศสดใส โดยเส้นทางรถไฟที่สูงชันที่สุดในโลกที่สร้างโดยไม่ใช้รางรถไฟที่มีฟัน ฟันเฟือง และสายเคเบิ้ลเลย โดยในช่วงฤดูร้อน นักท่องเที่ยวจะเดินทางด้วยห้องโดยสารแบบโล่งแจ้งเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ถือเป็นโอกาศดีในการเก็บภาพบรรยากาศและวิวที่งดงามแบบนี้โดยไม่มีกระจกกั้น

เกร็ดน่ารู้ : จะมีช่วงหนึ่งที่เส้นทางรถไฟคดเคี้ยวมากจนผู้โดยสารสามารถเห็นหัวรถไฟได้จากข้างหน้าต่างเลย
เคล็ดลับ : รถไฟสายนี้เป็นที่นิยมมาก อย่าลืมจองล่วงหน้านานๆนะ





เรียบเรียงโดย ชิไปไหน