เราเชื่อว่านักเดินทางหลายๆคน ที่หลงใหลในประเทศญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ คงอาจยังไม่เคยได้ยินกับชื่อ ‘North Tohoku’อาจเรียกได้ว่าเป็นภูมิภาคนอกกระแส ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่หารู้ไม่ว่าทั้งภูมิภาคนี้โครตชิคเลย แถมไม่วุ่นวายเหมือนเมืองยอดฮิต อยู่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก เงียบสงบ และมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ไปสัมผัสมากมาย มันดีตรงที่เพราะเราไม่รู้จะได้เจออะไรกับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าอะไรที่จะได้เจอ น่าตื่นเต้นสุดๆ เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้วก็ไปเที่ยวพร้อมๆกันเลยยย




 



Aomori - Hachinohe

 

- ชมพิพิธภัณฑ์ Nebuta Museum 

- ชมวิวมุมสูงเมืองอาโอโมริ

-ทานราเมนนมสด

-เดินเล่นตอนกลางคืนย่านโยโกเตะ
 

วันแรกจะหมดไปกับการเดินทาง ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Japan Airlines บินลัดฟ้าจากสุวรรณภูมิมาลงที่สนามบินฮาเนเดะ โตเกียว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง และเราต้องต่อเครื่องจากโตเกียวไปที่อาโอโมริอีกประมาณชั่วโมงกว่า มีความตื่นเต้นเบาเบา เพราะเค้าบอกว่าที่อาโอโมริหิมะตกหนัก ถ้าเครื่องลงจอดไม่ได้ ก็ต้องบินวนกลับมาที่สนามบินฮาเนดะ เมืองโตเกียว 555+ 


แต่เราก็รอดพ้นมาได้ สบายบรื๋อ เจอหิมะมาทักทายที่หน้าต่างเครื่องเลย


ตลอดทริปการเดินทาง แนะนำควรเช่ารถขับค่ะ จะสะดวกมากๆเลย

 

Nebuta Museum Warasse
 อาโอโมริ 

ถึงจังหวัดอาโอโมริแล้วเราขอแวะไปที่ Nebuta Museum กันก่อน เที่ยวแบบเบาเบา เพราะอากาศนี่หนาวมาก ติดลบ 1 องศา แต่ก็ได้ฟินกับหิมะเฟิร์สไทม์ เย่~

สำหรับที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน จะจัดแสดงเกี่ยวกับเทศกาลเนบูตะมัตสึริ (Nebuta Matsuri) ซึ่งภายในจะเต็มไปด้วยขบวนโคมไฟประดิษฐ์ที่ทำจากกระดาษญี่ปุ่น โดยที่เค้านำมาโชว์นี้ได้รางวัลมาการันตีถึงความสวยงามอลังการด้วยนะ


ไม่ไกลจากกันมาก เราขอไปชมวิวมุมสูง ชมทัศนียภาพของเมืองอาโอโมริแบบ 360 องศากันหน่อย



ร้าน Onishi ราเมนนมสด
เมืองอาโอโมริ

กองทัพมันต้องเดินด้วยท้อง มาเมืองนี้ห้ามพลาดมาลองทานเมนู ราเมนนมสดมิโซะซุปที่ร้าน Onishi เปิดเป็นที่แรกและเป็นร้านดังที่สุดในอาโอโมริ เปิดมากว่า 26 ปีแล้ว ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่ราเมนที่มีส่วนผสมของนมสด มิโซะและผงแกงกะหรี่ แถมชามใหญ่มาก ราคา 830 เยน หรือประมาณ 260 บาทเอง กินแทบไม่หมดเลยจ้า



 

ศาลเจ้า Kushihiki Hachiman-gu Shrine
 อาโอโมริ

อิ่มท้องกันแล้ว ไปชมความงามของศาลเจ้าญี่ปุ่นกันต่อที่ Kushihiki Hachiman-gu Shrine อายุเก่าแก่กว่า 800 ปี แห่งเมืองฮาจิโนะเฮะ 


ระหว่างทาง เราแวะมาที่ศูนย์ให้ความรู้ของเมือง แวะชมของดีของเด่นในจังหวัด



ถึงแล้วกับวัด Kushihiki Hachiman-gu Shrine มีอายุกว่า 800 ปี เลยทีเดียว คนก่อตั้งวัดเป็นซามูไรผู้เก่งกาจในอดีต 


 ชุดเกราะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกสำคัญของประเทศญี่ปุ่น เพราะถูกค้นพบในสภาพที่สมบูรณ์มากๆ


เช็คอินเข้าที่พัก Hachinohe Daiwa Roynet Hotel
 อาโอโมริ

ที่พักใจกลางย่าน Hachinohe สะดวกสบายสำหรับการไปเดินเล่นต่อในยามค่ำคืน ภายในโรงแรมก็จะเป็นสไตล์โมเดิร์น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่นครบครันเลยค่ะ

ห้องขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่มาก อากาศหนาวๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่น


เดินเล่นย่าน Yokote แวะทานมื้อเย็นที่ร้าน Akira

ปิดท้ายวันแรกของทริป เราไปเดินเล่นตามหาของอร่อยที่ย่านโยโกเตะ จนมาเจอกับร้าน Akira ร้านที่เก่าแก่ที่สุดในย่านนี้ เรียกได้ว่าเดินท้าอากาศหนาวเลยล่ะค่ะ แต่ญี่ปุ่นยามค่ำคืนนั้นก็สวยงามไม่แพ้ตอนกลางวันเลย




 

Hachinohe - Kuji - Fudai - Tanohata - Kamaishi


- เดินชมตลาดปลาHachinohe

- ทานอาหารเช้าในตลาด (ซื้ออาหารจากตลาดมาทานกับข้าวและซุปมิโสะ)

- ชมธรรมชาติ เกาะ Kabushima 

- นั่งรถไฟ Sanriku Testudo ชมเมือง

- ชมวิวที่จุดชมวิว Kitayamasaki
- ล่องเรือซัปปาเซม แอดเวนเจอร์
 - เช็คอินเข้าที่พัก


ตลาดปลา Hachinohe
 จังหวัดอาโอโมริ

เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อไปเดินชมตลาดปลาในเมืองฮาชิโนเฮะ ศูนย์กลางในการซื้อขายปลาของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ ภายในมีสารพัดอาหารทะเล เรียกได้ว่าขนทะเลขึ้นมาบนบกเลย ไม่ว่าจะเป็น หอย ปลา กุ้ง สาหร่าย ไข่ปลา ราคาไม่แพงด้วย



เจอน้องหมาพันธุ์อาคิตะด้วย

ไฮไลท์เด็ดของการมาเดินตลาดปลายามเช้า นอกจากจะได้ช้อปของดีแล้ว เราต้องมานั่งทานมื้อเช้าที่นี่จ้า โดยเราก็จะไปตระเวนซื้อของทะเลจากในตลาดนี่ล่ะ เค้าจะแบ่งขายเป็นแพ็คๆ แล้วเราก็นำมาเนรมิตตกแต่งให้กลายเป็นข้าวดงโบริ หรือจะนั่งทานชิลๆ เป็นกับข้าวไปก็เริ่ด ใครชอบทานซาชิมิรับรองฟินลืม เพราะราคาถูกแถมยังคุณภาพดีอีกด้วย




เกาะ Kabushima
 เมืองฮาจิโนะเฮะ จังหวัดอาโอโมริ


จากนั้นเราก็แวะไปชมความสวยงามของเกาะ Kabushima ซึ่งตรงนี้เป็นพื้นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยค่ะ


 

นั่งรถไฟ Sanriku Testudo ชมเมือง
เมืองคุจิ อิวาเตะ

หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราจะไปนั่งรถไฟชมเมืองกันกับขบวนรถไฟ Sanriku Tetsudo เป็น Local Line วิ่งข้ามจังหวัดในภูมิภาคเดียวกันเท่านั้น สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีเลยค่ะ จากนั้นเราก็ไปรอที่ชานชาลา รถไฟมาก็ลุย!!!


ขึ้นมาแล้วก็จับจองที่นั่งให้ดี มีที่นั่งหลายแบบให้เลือกนั่ง ทั้งแถวเดี่ยว และเบาะคู่ ใครชอบแบบไหนจัดไปเลยจ้า

วิวสองข้างทางระหว่างที่รถไฟแล่นนั้นสวยงามมาก ช่วงที่เรามาตรงกับหน้าหนาวพอดี เลยทำให้สองข้างทางปกคลุมไปด้วยหิมะ เราจะได้เห็นทะเลเป็นระยะๆ เพราะภูมิภาคนี้ มีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองท่าที่สำคัญ คนโทโฮคุส่วนใหญ่ก็จะมีอาชีพหลักทำประมง ทำเกลือกันค่ะ




 
ถึงสถานีปลายทางจังหวัดมิยางิแล้ว ก็ขอแวะไปทานราเมนทะเลน้ำใสจัดเต็มกับซีฟู้ด สดๆ ไซส์ใหญ่ ร้านตั้งอยู่ริมทะเลเลย 

 

 

ชมวิวที่จุดชมวิว Kitayamasaki ที่ Sanriku Fukko National Park
 เมืองทาโนฮาตะ จังหวัดมิยางิ

ขึ้นมาชมความสวยงามของอ่าว Sanriku จากจุดชมวิว Kitayamasaki ที่เมือง Tanohata โดยที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยงามอีกหนึ่งแห่งของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใน Sanriku Fukko National Park


ระหว่างทางเดินเข้าไปมีหิมะปกคลุมเต็มไปหมดเลย
ถ่ายรูป ซึมซับบรรยากาศกันจนหนำใจ เราก็เดินทางต่อไปล่องเรือจับปลากัน
 

กิจกรรม Sappasen Adventure ล่องเรือจับปลาขนาดเล็ก
 ที่ Tanohata-banya 

 
ก่อนลงเรือเราก็ต้องสวมอุปกรณ์เซฟตี้ ได้แก่เสื้อชูชีพ เสื้อกันหนาว เรียบร้อยแล้วก็ลงเรือกันเลย

การล่องเรือซัปปาเซม แอดเวนเจอร์จะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที ค่ะ เราจะได้ชมทัศนียภาพริมชายฝั่งมหาสมุทร ทั้งหินงอกหินย้อย จุดชมวิวต่างๆ ลัดเลาะลอดถ้ำไปเรื่อยๆ โดยมีคุณลุงเป็นกัปตันเรือ คุณลุงใจดีและน่ารักมากๆ คอยอธิบายที่มาที่ไปของแต่ละจุดที่สำคัญตลอดการล่องเรือ


 

โรงแรม Kamaishi Horaikan 

จังหวัด Iwate
 

ตะลอนเที่ยวแบบจัดเต็มกันมาทั้งวันก็ได้เวลาเช็คอินเข้าที่พักแล้ว สำหรับที่พักของเราคืนนี้คือโรงแรม Kamaishi Horaikan

จากหน้าที่พักสามารถมองเห็นวิวทะเลได้เลย แถมยังมีออนเซนให้แช่ตัวด้วยนะ ที่นี่ทั้งห้องพักและบรรยากาศในโรงแรมจะตกแต่งเป็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เมื่อเข้าที่พักมาก็ต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นสลิปเปอร์ และมีชุดยูกาตะให้เปลี่ยนด้วย จัดว่าเป็นอีกหนึ่งที่พักสุดชิล ใครอยากมาพักผ่อนแบบเงียบสงบติดทะเลที่นี่เหมาะเลย



 

 
Kamaishi - Rikuzentakata - Kesennuma - Matsushima

- ชมวัดเจ้าแม่กวนอิมและจุดชมวิวพาโนราม่าที่วัด Kamaishidai-kannon
- ชมพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว
 - เช็คอินเข้าที่พัก
 

เริ่มต้นวันที่สาม ด้วยการไปชมวัด Kamaishidai-kannon จุดเด่นของวัดนี้คือ จะมีองค์เจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ยืนถือปลาอยู่ในมือ แถมอยู่ติดทะเล ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการปกป้องผืนทะเล และยังปกป้องชาวประมง คนในพื้นที่ เวลาเดินเรือออกทะเลไปหาปลาอีกด้วย 

ส่วนด้านบนยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเลคาไมชิได้แบบสุดลูกหูลูกตา สวยงามมาก เราต้องเดินขึ้นบันไดมากว่า 200 ขั้นเลย ขึ้นมาด้านบนก็จะเห็นวิวปังๆแบบนี้ เมฆหมอกลอยเต็มไปหมด


เยี่ยมชมพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว

ตกบ่ายเรามีโอกาสไปเยี่ยมชมพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวที่กำลังฟื้นฟู พร้อมฟังประสบการณ์ของอาสาสมัครที่อยู่ในเหตุกาณ์สึนามิปี 2011





เช็คอินเข้าโรงแรม Hotel Matsushima Taikanso
 
หลังจากได้ลงสำรวจพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ก็ได้เวลาเช็คอินเข้าโรงแรม Hotel Matsushima Taikanso แล้ว คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้นอนที่ญี่ปุ่นด้วย วิวจากห้องพักสามารถมองเห็นอ่าวมัตสึชิมะได้แบบสุดฟิน ไม่มีอะไรมาบดบังเลยล่ะค่ะ

 



Matsushima - Shiokama - Sendai


- เที่ยวชมวัด Godaido
- เที่ยววัด Zuigan-ji Temple
- นั่งเรือ Matsushima Cruise ชมทิวทัศน์เมือง Matsushima
 - 
เก็บสตรอว์เบอรี่สดๆจากไร่ Ichigo World
- นั่งชินกันเซนเดินทางกลับจาก สถานีเซนได ไป โตเกียว
 

มอนิ่งยามเช้ากับแสงแดดอ่อนๆที่มาทักทายกันถึงในห้อง ขอสตาร์ทวันสุดท้ายด้วยการไปเที่ยววัดโกไดโดะ วัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมชะง่อนผาเหนือทะเลมัตสึชิมะ ถือเป็นไฮไลท์ที่มาเที่ยวเมืองนี้แล้วห้ามพลาดแวะมาชม



ไม่ไกลจากกันมาก เราเดินเท้าต่อมายังวัดซูอิกันจิ วัดพุทธศานานิกายรินซาอิ ที่มีชื่อเสียงมากในเมืองมัตสึชิมะ อีกหนึ่งแลนด์มาร์กห้ามพลาดมาเที่ยว เราเก็บภาพมาให้ชมได้เพียงด้านนอกเท่านั้น ด้านในไม่สามารถถ่ายรูปได้จ้า 

มาเมืองมัตสึชิมะก็ห้ามพลาดมาล่องเรือชมวิวทิวทัศน์บนเรือ Matsushima Cruise ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดทั้งสองที่เราเพิ่งไปมา

อ่าวมัตสึชิมะ มีเกาะน้อยเกาะใหญ่กว่า 200 เกาะเลยทีเดียว


ปิดทริปนี้ด้วยการไปเก็บสตรอว์เบอรี่สดๆจากไร่ แบบบุฟเฟ่ต์ ที่ไร่ Ichigo World ขอบอกสตรอว์เบอรี่ที่นี่ลูกใหญ่มากค่ะโดยจะคิดค่าเก็บ 2,000 เยน ประมาณ 600 บาทไทย เก็บได้ 30 นาที แต่ต้องกินที่ไร่เท่านั้นนะ นำออกมาไม่ได้จ้า


มีนมข้นหวานให้จิ้มอีกด้วย เด็กๆจะชอบมาก หรือใครอยากซื้อกลับไปเป็นของฝาก เค้าก็มีร้านจำหน่ายด้วย ราคาตั้งแต่ 350-1000 เยน เราก็ไม่พลาดที่จะหิ้วสตรอว์เบอรี่กลับมาเป็นของฝากกลับไทย
ได้เวลาโบกมือลาญี่ปุ่นขากลับเราเลือกเดินทางโดยรถไฟชินคังเซ็น จากสถานีเซนไดไปโตเกียว โดยชินคังเซ็นถือเป็นรถไฟที่มีความเร็วสูงสุดในญี่ปุ่นเลย


 

เรียกได้ว่าถือเป็นการเที่ยวแบบเปิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรส์เรามากๆ นี่เป็นการมาเยือนญี่ปุ่นครั้งแรก ก็เจออากาศหนาวเย็นดีกรีติดลบเลย ถึงจะหนาวแต่มีความฟิน เพราะเมืองทั้งเมืองจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ซึ่งไม่ได้เห็นในบ้านเราแน่นอน ใครอยากลองมาเที่ยวญี่ปุ่นแบบฉบับใหม่ ลองนำทริปนี้ไปดูเป็นไกด์ได้นะ แล้วไปสัมผัสภูมิภาคนอกกระแสแห่งนี้กัน สวยงามไม่แพ้ที่เที่ยวอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่นแน่นอนจ้า




ไว้เจอกันใหม่จ้า Sayonara~~~

08