เคยไหม…ที่เวลาไปเที่ยวที่ไหนแล้วต้องเจอกับอะไรเดิมๆ ตื่น 7 โมง ล้อหมุน 8 โมงตรงเป๊ง! เพราะต้องรีบทำเวลา แวะโฉบที่เที่ยวไฮไลท์เด็ด เก็บแต้ม RC ถ่ายรูปอัพโซเชียลให้ครบ เสร็จแล้วกระโดดขึ้นรถกันต่อ กว่าจะถึงที่พักก็เย็นค่ำแทบไม่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว เพราะตอนเช้าต้องรีบตื่นแล้วเช็คเอาท์เก็บของขึ้นรถไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ

แต่ความสุขที่แท้จริงของการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การได้ไปยังสถานที่นั้นๆ เพื่อถ่ายรูปบอกกับใครๆ ว่าฉันเคยมาที่นี่แล้วนะเท่านั้น ชิลไปไหนอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคน มาเที่ยวแบบลึกซึ้ง เปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ ลองเอาตัวเราเข้าไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวแบบลงลึก ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบผิวเผิน ด้วยการอัพเลเวลเป็นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกถึงวิถีชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปเช็คอินอย่างเดียว เหมือนเช่นที่เรากำลังจะพาทุกคนไปเที่ยวที่หมู่บ้านนาต้นจั่น อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยกันค่ะ



Day 1 ปั่นจักรยานชมหมู่บ้าน กินอาหารพื้นถิ่น เช็คอินโฮมสเตย์
 
หากถามว่าหมู่บ้านนาต้นจั่นมีดีอะไร? ทำไมถึงต้องมาเที่ยวที่นี่… บอกเลยว่าที่นี่ไม่มีห้างหรู หรือถนนคนเดินเก๋ชิคให้เดินเล่นช้อปปิ้งเหมือนในเมืองใหญ่ แต่ใครที่ชอบบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ ได้สัมผัสกับวิถีชาวบ้านจริงๆ ที่นี่คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องปักหมุดไว้ในลิสต์อันดับต้นๆ เลยค่ะ




หมู่บ้านนาต้นจั่น ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา สวนผลไม้และแนวภูเขาเขียวขจี โดยยังคงรักษาวิถีชีวิตเรียบง่ายแบบดั้งเดิมเอาไว้ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำนาปลูกข้าว สวนผลไม้อย่างลองกอง ทุเรียน ฯลฯ และที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก คือ การท่องเที่ยววิถีชุมชน ที่เปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนพร้อมซึมซับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนอย่างใกล้ชิดนั่นเองค่ะ




นักท่องเที่ยวที่มาพักที่นี่จะได้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย โดยกินอยู่ร่วมกับชาวบ้านจริงๆ ตั้งแต่อาหารการกิน และการแต่งกายที่ทางโฮมสเตย์จะมีผ้าซิ่นพื้นเมืองให้ใส่ ดูกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ไม่รอช้า…เรารีบสลัดกางเกงยีนส์แล้วคว้าผ้าซิ่นมาสวมทันที ซึ่งในวันพรุ่งนี้เราจะได้ไปชมวิธีการทำผ้าหมักโคลนของจริงกันค่ะ 



แต่ระหว่างนั้นเราไปปั่นจักรยานเที่ยวชมวิวทุ่งนารอบหมู่บ้านกันก่อน โดยจะมีไกด์จิ๋วอย่างน้องๆ มัคคุเทศก์น้อยคอยนำทางพวกเราเที่ยวกันค่ะ ระยะทางก็ไม่ไกลมาก เส้นทางมีทั้งขี่ผ่านสวนผลไม้ซึ่งในหน้าผลไม้เราสามารถเก็บชิมได้ด้วย ข้ามสะพานและลำธาร ก่อนจะไปชมพระอาทิตย์ตกริมทุ่งนา แล้วแวะถ่ายรูปกับทุ่งปอเทืองเหลืองอร่าม เป็นบรรยากาศธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่ง ช่วยชาร์ตแบจให้สดชื่นจนลืมเหนื่อยกันเลยค่ะ




ไม่ใช่แค่เหมาะสำหรับการยกแก๊งค์มาเที่ยวกับเพื่อนๆ เท่านั้น ที่นี่ยังเหมาะสำหรับการมาเที่ยวเป็นครอบครัว จะมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับหรืออยากมาสูดอากาศสัมผัสวิถีชุมชนแบบข้ามคืนก็ได้ ซึ่งหากใครพาญาติผู้ใหญ่มาเที่ยวก็ไม่ต้องกังวล เพราะทางชุมชนเขามีรถอีแต๊กบริการนำเที่ยวชมรอบหมู่บ้านอีกด้วยค่ะ ได้บรรยากาศสนุกสนานไปอีกแบบ จะมาเป็นแก๊งค์หรือมาพักผ่อนกันทั้งครอบครัวก็สนุกฟินทุกสไตล์



หลังจากปั่นจักรยานเที่ยวรอบหมู่บ้าน ชมวิวทุ่งนา ชมพระอาทิตย์ตกกันแล้ว เราก็กลับมาทานมื้อเย็นกันที่โฮมสเตย์ที่จัดเตรียมอาหารไว้ต้อนรับเรามื้อใหญ่ ด้วยเมนูพื้นบ้านที่จัดมาในขันโตก มีทั้งปลานึ่งตัวใหญ่ ผักลวกจิ้มกับน้ำพริกซอกไข่ (“ซอก” เป็นภาษาถิ่นของชาวบ้านนาต้นจั่น หมายถึง การตำเบาๆ)  และยำไก่นอกหม้อ ทุกจานอร่อยจนทุกคนต้องเติมข้าว อิ่มแล้วมานั่งดูดาวที่ชานบ้านกันต่อ ชิลจนอยากพักที่นี่ต่ออีกหลายๆคืนเลยค่ะ




 

และสำหรับใครที่เป็นสายลุย ชอบค้างแรมแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ทางหมู่บ้านนาต้นจั่นก็ยังมีที่พักแบบกางเต็นท์พักแรมที่บริเวณจุดชมวิวห้วยต้นไฮให้เลือกพักกันอีกด้วย นอกจากจะได้ชมไฮไลท์พระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในตอนเช้า หากใครค้างคืนบนนี้ก็สามารถชมพระอาทิตย์ตกตอนเย็นได้อีกด้วย




หากขึ้นมาเที่ยวบนจุดชมวิวห้วยต้นไฮแล้ว อย่าพลาดลองจิบกาแฟในกระบอกไม้ไผ่ รวมทั้งยังมีมื้อเช้าที่ชาวบ้านทำอาหารเสิร์ฟมาในกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาหารง่ายๆ อย่างน้ำพริก ผักสด ไข่ต้ม และข้าวเหนียวร้อนๆ แต่บอกเลยว่าเป็นมื้อที่อร่อยและประทับใจสุดๆ ได้นั่งทานมื้อเช้าพร้อมกับชมบรรยากาศทะเลหมอกบนยอดเขาแบบนี้ เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม!




อิ่มแล้วก็มีกิจกรรมเบาๆ ให้ทำอย่างการใช้หนังสะติ๊กยิงลูกมะค่า เป็นวิธีการปลูกป่าที่ครีเอทแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมากๆ นักท่องเที่ยวได้ทั้งความสนุก และทำประโยชน์สร้างสรรค์อนุรักษ์ธรรมชาติแบบ 2 in 1 กันเลยทีเดียว




Day 2 เจาะลึกไฮไลท์วิถีชุมชนบ้านนาต้นจั่น ทำข้าวเปิ๊บ ผ้าหมักโคลน

และแล้วก็มาถึงกิจกรรมไฮไลท์ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ การสลัดคราบนักท่องเที่ยวลองสวมวิญญาณเป็นแม่หญิงแห่งหมู่บ้านนาต้นจั่น ด้วยการลองทำ “ข้าวเปิ๊บยักษ์” หรือก๋วยเตี๋ยวพระร่วง ของกินพื้นเมืองขึ้นชื่อของหมู่บ้านนาต้นจั่น ซึ่งมีเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้นค่ะ 



ถึงแม้จะเป็นสาวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยได้เข้าครัวก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่เป็นค่ะ เพราะจะมีพี่ๆ ป้าๆ ช่วยกันแนะนำวิธีการทำข้าวเปิ๊บให้เราได้ลองทำกันอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มจากการละเลงแป้งข้าวเจ้าลงบนเตาเคี่ยวน้ำอ้อยแบบโบราณ ที่ขึงผ้าขาวบางไว้ พอแป้งสุกได้ที่ก็ใส่เครื่องอย่างเนื้อหมู ผักต่างๆ แล้วใช้ไม้พาย “เปิ๊บ” หรือพับมุมแผ่นแป้งทั้งสี่ด้าน ก่อนจะนำมาเสิร์ฟใส่ชาม ใส่ไข่ต้มผ่าซีก แล้วราดน้ำซุปต้มกระดูกหมูหอมๆ โรยหน้าด้วยกากหมูเจียว ทานร้อนๆ อร่อยสุดๆ แถมยังภูมิใจว่าได้ชิมฝีมือของตัวเอง เพราะเป็นข้าวเปิ๊บที่มีแค่ชามเดียวในโลกเท่านั้นเลยนะเนี่ย!

 

สำหรับที่มาของ “ข้าวเปิ๊บ” นั้น คุณป้าเล่าให้พวกเราฟังว่า มาจากสมัยก่อนที่การเดินทางจากหมู่บ้านยากลำบาก การจะหาก๋วยเตี๋ยวทานนั้นเป็นเรื่องยาก ชาวบ้านจึงได้คิดค้นดัดแปลงจากอาหารพื้นถิ่นอย่างข้าวแคบ โดยนำแป้งข้าวเจ้ามาใส่เครื่องและพับเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เปิ๊บ” นั่นเองค่ะ มีให้เลือกทั้งไซส์เล็กธรรมดา และไซส์ใหญ่ที่เรียกกันว่า “ข้าวเปิ๊บยักษ์” เรียกว่าเป็นเมนูเด็ดที่ใครมาเที่ยวบ้านนาต้นจั่นแล้วต้องมาลองชิมให้ได้ ไม่อย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึงที่นี่เลยค่ะ



อิ่มแล้วไปชมวิธีการผลิตผ้าหมักโคลน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นชื่อของที่นี่กันต่อ ณ บริเวณที่ศูนย์การท่องเที่ยวบ้านนาต้นจั่นนี่เองค่ะ โดยที่นี่จะเป็นศูนย์รวมกระบวนการผลิตผ้าหมักโคลนให้นักท่องเที่ยวได้ชมอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การย้อมสี หมักโคลน ต้มผ้า ไปจนถึงขั้นตอนการตัดเย็บและซัก อบ รีด จนออกมาเป็นชิ้นงานสวยๆ พร้อมให้เลือกซื้อเป็นของฝากของขวัญ ซึ่งหากใครอยากจะลองทำดูก็ได้เหมือนกันค่ะ พี่ๆ ป้าๆ พร้อมแนะนำทุกขั้นตอนแบบไม่หวงความรู้กันเลย



โดยเริ่มแรกเราก็ต้องทำการย้อมสีด้ายกันก่อน ด้วยสีจากธรรมชาติอย่างลูกมะเกลือ ใบจั่น แก่นฝาง ซึ่งใบไม้และเปลือกไม้แต่ละชนิดก็จะให้สีที่แตกต่างกันออกไป พอได้เส้นด้ายสีสวยงามแล้วจึงค่อยนำไปปั่นด้ายและทอใต้ถุนเรือน โดยกลุ่มแม่บ้านชาวบ้านที่นี่ยังคงใช้กี่และอุปกรณ์ปั่นด้ายแบบโบราณเหมือนสมัยก่อน ใครอยากลองปั่นด้าย ทอกี่กระตุกแบบนี้ ลองให้ป้าๆ กลุ่มแม่บ้านช่วยสอนให้ได้เลยค่ะ 




หลังจากทอผ้าแล้วก็จะนำไปหมักโคลนต่อทิ้งไว้อีก 1 คืนค่ะ เนื้อโคลนจะช่วยให้ผ้านุ่ม สวมใส่สบาย เป็นภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษของชาวหมู่บ้านนาต้นจั่นค้นพบจากความบังเอิญ และได้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าที่น่าทึ่ง ซึ่งหลังจากหมักโคลนแล้วจะต้องนำผ้าไปต้มเพื่อให้สีติดสม่ำเสมอกันอีกครั้ง ก่อนจะส่งซัก รีด และตัดเย็บอีกทีหนึ่ง




เรียกว่ากว่าจะได้ผ้าหมักโคลนแต่ละผืนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ขนาดเราแค่ลองทำในบางขั้นตอน ยังรู้สึกได้ถึงความอดทน ประณีตในการผลิตผ้าทุกชิ้น ซึ่งเกิดจากความรักในวิถีท้องถิ่นของชาวบ้านที่นี่ ไม่ใช่เป็นแค่งานทำมือหรือแฮนด์เมดเท่านั้น แต่เรียกว่าทำออกมาจากหัวใจจริงๆ เห็นแล้วรู้สึกภาคภูมิใจกับมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านนาต้นจั่น ที่ยังคงรักษาวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบนี้ไว้ให้พวกเราได้มีโอกาสมาสัมผัสกันแบบนี้



นอกจากนี้ ยังมีงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นี่ ทั้งหัตถกรรมตอไม้ ซึ่งทำมาจากตอไม้ขนาดใหญ่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในชุมชน ถูกนำมาออกแบบและขึ้นรูปจนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้หลากหลายรูปแบบ และการทำตุ๊กตาบาร์โหนที่บ้านคุณตาวงศ์ ซึ่งเป็นของเล่นภูมิปัญญาโบราณที่น่าทึ่ง นอกจากเป็นของเล่นแล้ว ยังสามารถเป็นของฝากติดไม้ติดมือได้อีกด้วยค่ะ





เวลา 2 วัน 1 คืนที่เราได้มาพักผ่อนที่หมู่บ้านนาต้นจั่นแห่งนี้ เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่นของบรรดาชาวบ้านที่นี่ เราได้มีโอกาสวางจอโทรศัพท์มือถือ ทิ้งโลกโซเชียลชั่วคราว และหันมาซึมซับกับการท่องเที่ยวแบบลงลึก ที่ไม่ใช่แค่การถ่ายรูป แชะ แชร์ แล้วเช็คอิน แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชุมชนที่ยังคงเอกลักษณ์เรียบง่ายและงดงาม แถมยังสร้างความภูมิใจให้กับเราด้วยการมีโอกาสทำกิจกรรมวิถีไทยแบบลงลึก ไม่ว่าจะเป็นการทำข้าวเปิ๊บ หรือผ้าหมักโคลน ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่สามารถหาได้จากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปได้ง่ายๆ



ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ลองไปใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ลงลึก.. ซึมซับวิถีชีวิตของชาวบ้านแบบเก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้งที่หมู่บ้านนาต้นจั่น รับรองว่าจะต้องตกหลุมรักที่นี่เหมือนพวกเราแน่นอนค่ะ

*Tips : นอกจากบ้านนาต้นจั่นแล้ว ขากลับหากใครมีเวลายังสามารถไปเยี่ยมชมสถานที่อื่นๆ ในจังหวัดสุโขทัยได้อีก เช่น ไปดูการทำทองของอำเภอศรีสัชนาลัย หรือไปเที่ยวชมหมู่บ้านชาวไทยพวนและผ้าทอตีนจกที่บ้านหาดเสี้ยว และไหนๆ มาเที่ยวสุโขทัยทั้งที อย่าพลาดแวะไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมืองโบราณที่เป็นมรดกโลก รวมทั้งเตาสังคโลกที่ถูกขุดค้นพบจำนวนมากในพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย ได้ทั้งสนุกไปกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเพลิดเพลินไปกับวิถีชุมชนอีกด้วยค่ะ

  
บ้านนาต้นจั่น
พิกัด ตั้งอยู่ในตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
อัตราค่าบริการ
1-2 ท่านคิดท่านละ 600 บาท/คน
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ 250บาท/คน
3 ท่านขึ้นไป 500 บาท/คน/อาหารเย็น/เช้า/นอนพักหนึ่งคืน กิจกรรมชมเที่ยวในหมู่บ้าน
โทร. 088-4957738