สำหรับใครที่อยากลองแบ็คแพ็คไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก แล้วยังไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหนดี.. เราแนะนำที่นี่ “ปีนัง” ประเทศมาเลเซีย เมืองท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ ที่ใช้งบไม่มากก็สามารถเที่ยวได้

ที่พักปีนัง : https://www.chillpainai.com/scoop/7258/

Why Penang : ทำไมต้องปีนัง? นอกจากเขตเมืองเก่าอย่างจอร์จทาวน์ ของปีนัง จะถูกประกาศโดยยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกแล้ว ปีนังยังเต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปะ ทั้งอาคารโบราณที่สวยงาม สตรีทอาร์ทที่มีให้ชมทั่วทั้งเมือง รวมทั้งยังเป็นเมืองแห่งอาหารการกินอย่างสตรีทฟู้ด ที่มีให้เลือกมากมาย แถมยังอร่อยและราคาถูก (กว่า) หรือพอๆ กันกับเมืองไทย

How to go there : เดินทางอย่างไร? ปีนังอยู่ห่างจากเมืองไทย โดยใช้เวลานั่งเครื่องบินแค่ 1 ชั่วโมง 45 นาที (ถ้ารอจังหวะดีๆ จะมีตั๋วโปรฯ ไปกลับในราคาไม่ถึง 2 พันบาท) และยังสามารถเดินทางทางบก รถตู้โดยสารเส้นทางหาดใหญ่-ปีนัง มีรถออกทุกวัน วันละ 3 รอบ 9.30 / 12.30 / 15.30 น. ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร ขาเดียว 450 บาท/คน ไป-กลับ 800 บาท/คน โทร. 081 - 6907253, 074 – 354551

Attractions : เที่ยวที่ไหน? แน่นอนว่ามาปีนังแล้วต้องไม่พลาดไปถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ทเก๋ๆ แนะนำหยิบแผนที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สนามบิน หรือตามโรงแรมหลายที่ก็มีแจก แล้วเดินเที่ยวตามลายแทงได้เลย ส่วนใครอยากเที่ยวแนววัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ปีนังก็มีสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์มากมาย อาทิ City Hall และ Town Hall ศาลาว่าการเมืองปีนัง, ป้อม Cornwallis ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ฯลฯ

Where to sleep : พักที่ไหน? ที่พักในปีนังมีให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะที่พักแนวโฮสเทลราคาถูกที่มีราคาแค่หลักร้อยต้นๆ ไปจนถึงโรงแรมบูทีคหรูหราราคาหลายพัน สามารถเลือกพักได้ตามงบประมาณ แต่ถ้าอยากได้ฟีลเมืองเก่าแนะนำพักในเขตจอร์จทาวน์ โดยเฉพาะแถวถนน Chulia ยาวไปจนตัดกับเส้นตรอก Love Lane และถนน Mantri มีที่พักเก๋ๆ หลายแห่งและยังอยู่ไม่ไกลจากย่านสตรีทอาร์ท


เริ่มตั้งต้นกันที่เขต “Core Zone” หรือโซนหลักของเมืองจอร์จทาวน์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ณ บริเวณสี่แยกถนน Armenian ตัดกับถนน Cannon สี่แยกนี้เป็นศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวนานาชาติในตอนกลางวัน มีทั้งรถแท็กซี่ สามล้อที่มารอผู้โดยสารชมเมือง ร้านขายน้ำ รถเข็นขายผลไม้ บรรยากาศคึกคักตลอดทั้งวัน

บริเวณใกล้กับสี่แยกเป็นที่ตั้งของวัด Yap Temple (Choo Chay Keong) ซึ่งเป็นวัดของชาวจีนตระกูลแซ่ Yap ที่เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในปีนังในช่วงศตวรรษที่ 19 ส่วนด้านข้างวัดยังเป็นตึกสมาคม หรือ “กงซี” ของตระกูลแซ่ Yap สร้างขึ้นในปี 1924 เพื่อสำหรับบูชาเทพประจำตระกูลและอุทิศให้กับดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ

หากยืนอยู่ตรงสี่แยก หันหน้าให้วัด Yap Temple เลี้ยวซ้ายไปทางถนน Armenian คือจุดสตาร์ทแรกที่เราจะได้พบกับสตรีทอาร์ทมากมายตลอดสองข้างทาง

(ซ้าย)ไม่ใช่แค่ผนังตึก แม้แต่กระทั่งร้านเช่าจักรยานก็ยังมีภาพวาดสตรีทอาร์ทบนประตูร้าน
(ขวา) สตรีทอาร์ทรูป “Lion Dance” หน้าร้านค้าที่ถนน Armenian

ภาพ “Kids on Bicycle” ภาพวาดสตรีทอาร์ทที่โด่งดังที่สุดบนเกาะปีนัง ผลงานของ Ernest Zacharevic ศิลปินชาวลิทัวเนีย ที่สร้างชื่อเสียงให้ปีนังเป็นเมืองแห่งสตรีทอาร์ทไปทั่วโลก (บอกเลยว่าภาพนี้หาจังหวะถ่ายโดยไม่มีคนยากมากกก..เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้าคิวต่อแถวยาวรอถ่ายรูปแทบตลอดเวลา)

ภาพวาดเจ้าแมวเหมียวตัวยักษ์ “Skippy” ภาพนี้นอกจากจะมีคนถ่ายรูปเยอะแล้ว ยังหามุมยากสุดๆ เพราะมักจะมีรถมาจอดมุมตรงเป๊ะ! ด้านหน้าเป็นประจำ ใครไปตอนรถโล่งถือว่าโชคดี

ส่วนตึกเก่าขลังๆ ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับภาพสตรีทอาร์ท Skippy นั้น ความจริงแล้วด้านในเป็นคาเฟ่เท่ๆ สไตล์ Warehouse หรือโกดังเก็บของชื่อว่า “Gudang Cafe” น่าเสียดายที่ตอนที่เราไปร้านปิด เลยไม่ได้แวะเข้าไปเช็คอินด้านใน ใครไปถ่ายรูปแถวนั้น ลองแวะเข้าไปจิบกาแฟกันดู บรรยากาศในร้านคูลมั่กๆ ตามไปชมภาพในเฟซบุ๊คของร้านได้ที่ Gudang Café – Penang เปิด 10.00-24.00 น. (ปิดวันพฤหัสฯ) 

ภาพวาด "I Want Pau" เด็กน้อยสองคนที่พยายามเอื้อมมือลอดลูกกรงหน้าต่างมาคว้าซาลาเปาในเข่งบนรถจักรยานคันนี้ เป็นอีกหนึ่งภาพสตรีทอาร์ตที่มีชื่อเสียงของปีนัง

เดินไปจนสุดถนน Armenian แล้วข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม จะเจอกับ “Clan Jetties” ย่านชุมชนเก่าแก่ในสมัยศควรรษที่ 19 เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวพ่อค้า ชาวประมง และคนงานอู่ต่อเรือในปีนัง ปัจจุบัน Clan Jetties กลายเป็นอีกหนึ่งย่านท่องเที่ยวของปีนัง มีร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว และบ้านบางหลังก็ปรับเปลี่ยนเป็นที่พักแนวโฮมสเตย์

หากเดินย้อนไปทางถนน Cannon จะมองเห็นมัสยิด Melayu Lebuh Acheh ที่สร้างขึ้นโดย Tengku Syed Hussain bin Abdul Rahman Aideed ในปี 1808 ยุคแรกๆ ที่ชาวอาหรับอพยพมาตั้งถิ่นฐาน ปัจจุบันครอบครัวลูกหลานผู้สืบเชื้อสายจากเขายังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านพักสมัยศตวรรษที่ 19 รอบๆ บริเวณมัสยิด

ที่หัวมุมถนน Cannon มีสตรีทอาร์ทที่ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ของปีนัง อย่าง “Cannon Hole” คนลากรถที่ตกลงไปในหลุม ซึ่งเกิดจากกระสุนปืนใหญ่ในการจลาจลในปีนังเมื่อปี 1867 ทำให้มีหลุมขนาดใหญ่มากมายในพื้นที่บริเวณนี้ จนเป็นที่มาของชื่อถนน Cannon หรือถนนปืนใหญ่นั่นเอง และริมถนน Cannon ด้านขวามือจะมีคาเฟ่เล็กๆ ด้านหน้าเป็นภาพสตรีทอาร์ท “Boy on Chair” เด็กชายที่ยืนอยู่บนเก้าอี้พยายามเอื้อมมือคว้าแก้วกาแฟที่อยู่ด้านบน

เดินไปสักพักจะเจอตรอกเล็กๆ ด้านซ้ายมือ ชื่อว่า “Lorong Lumut” เดินเข้าไปจนสุดจะพบสตรีทอาร์ทที่น่าสนใจอยู่ 2 แห่ง ชิ้นแรกเป็นงานเหล็กที่ดัดเป็นภาพการ์ตูนบนกำแพงหลังบ้าน สถานที่เกิดของ “Ahmad Rashid Talu” นักเขียนคนแรกที่เขียนนิยายโดยใช้ภาษามาเลย์ท้องถิ่นแบบออริจินัล โดยใช้ฉากและตัวละครเป็นเรื่องราวของคนในท้องถิ่น

ส่วนอีกชิ้นหนึ่งที่เราประทับใจมาก คือ ภาพวาด "Old Indian Woman” ฝีมือของศิลปินสตรีทอาร์ทสาวชาวรัสเซีย Julia Volchkova ภาพวาดชิ้นนี้ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ แทบไม่สันเกตเห็น ต้องตั้งใจหาจริงๆ

ในตรอกนี้บรรยากาศสงบเงียบ ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน เหมาะจะถ่ายรูปและเดินเล่นชิลๆ ชมบ้านเรือนไปเรื่อยๆ

จากถนน Cannon เดินตัดตรงขึ้นไปจนถึงถนน Ah Quee แล้วเลี้ยวขวา จะพบกับสตรีทอาร์ทที่มีชื่อเสียงอย่าง “Old Motorcycle” เด็กชายบนรถมอเตอร์ไซค์เก่าที่จอดอยู่ด้านหน้าประตูไม้สีแดงภาพนี้ ใกล้ๆ กันกับภาพนี้ยังมีสตรีทอาร์ทให้ถ่ายรูปอีกหลายจุด ทั้งภาพวาดและที่เป็นเหล็กดัด อย่างเจ้ามินเนี่ยนตัวนี้


ถ่ายเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบเดินต่อไป สังเกตตรอกเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม จะมีภาพบรู๊ซ ลี กำลังกังฟูคิกส์ใส่เจ้าเหมียวอยู่บนกำแพงซ่อนอยู่ด้านหลังอีกภาพ

ระหว่างทางจะผ่านตึกสีส้มที่กำแพงเป็นรูป “Kandar” สื่อถึงเมนูอาหารท้องถิ่นอย่าง Nasi Kandar ที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวมุสลิมเชื้อสายทมิฬในอดีต ซึ่งหาบเร่ขายข้าวแกงกระหรี่โดยใช้ไม้คานหามที่เรียกว่า “Kandar”

มัสยิด Kapitan Keling มัสยิดเก่าแก่ที่สุดของปีนัง อายุกว่า 215 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1801 สถาปัตยกรรมเป็นแบบโมกุล มีหออะซานและหลังคาทรงโดมที่งดงาม ตั้งอยู่บนถนน Buckingham ในเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง


ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศลองไปเดินเที่ยวย่าน Little India ในปีนังที่อยู่ไม่ไกลกันก็ได้


พักจากสตรีทอาร์ทไปดูของกินในเมืองปีนังกันบ้าง ที่ถนน Chulia ตอนเย็นไปจนถึงตอนกลางคืน เป็นศูนย์รวมร้านอาหารแนวสตรีทฟู้ดขึ้นชื่ออีกแห่งของปีนัง มาแล้วห้ามพลาดต้องลองชิม Wonton Mee ร้านนี้ที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในปีนัง หน้าตาคล้ายๆ บะหมี่แห้งบ้านเรา แต่เสิร์ฟมาบนซอสสีเข้ม รสชาติกลมกล่อม จานนี้ราคา 3.80 มาเลเซียริงกิต หรือประมาณ 30 บาทนิดๆ เท่านั้น


เดินเล่นไปมาก็เจอร้านนี้ “Lok Lok” เป็นสตรีทฟู้ดที่ขายอาหารประเภทไม้เสียบ มีทั้งหมู หมึก กุ้ง ไก่ ผัก ฯลฯ แล้วให้เราเอาไปลวกจุ่มในหม้อกินเองแบบนี้ ราคาจะแบ่งตามสีของไม้ ดูได้จากป้าย กินเสร็จจ่ายตังค์ไปแค่ประมาณ 5 ริงกิต หรือ 40 กว่าบาท
ร้านนี้จะมาตั้งแผงตอนเย็นๆ ซึ่งด้านหลังร้านจะมองเห็นสตรีทอาร์ทที่เป็นเหล็ดดัดการ์ตูนบนผนังตึก อยากถ่ายรูปต้องมาช่วงกลางวันก่อนร้านเปิด พิกัดอยู่ที่หัวมุมถนน Carnarvon ตัดกับถนน Chulia



Kedai Kopi Thew Chik Cafe ร้านข้าวมันไก่สูตรไห่หนานเก่าแก่ในปีนัง ไก่ร้านนี้เสิร์ฟมาแยกต่างหากกับข้าวมัน เนื้อไก่นุ่มหนังกรอบกำลังดี ราดซอสถั่วเหลืองพร้อมน้ำจิ้ม ที่สำคัญราคาดีงามสุดๆ ทั้งหมดนี้แค่ 5 มาเลเซียริงกิต หรือแค่ 40 กว่าบาทเท่านั้นเอง 
(พิกัดอยู่ที่ถนน Chulia Street เปิดตั้งแต่ 8.00-18.00 น.)


อีกหนึ่งของกินขึ้นขื่อของปีนัง คือ Char Koay Teow หรือผัดก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ร้านนี้อยู่ที่ถนน Kimberly Street ด้านหน้าร้าน Kedai Kopi Sin Guat Keong ถ้าใส่ไข่ราคา 5 มาเลเซียริงกิต ไม่ใส่ไข่ 4.3 มาเลเซียริงกิต รสชาติจริงๆ ค่อนข้างจืดเมื่อเทียบกับบ้านเรา และที่ร้านไม่ได้มีเครื่องปรุงเพิ่มให้ ใกล้ๆ กันมีแผงลอยขายอาหารข้างทางอีกหลายเจ้า จะสั่งหมูสะเต๊ะมาลองกินก็ได้ จานนี้อร่อยแนะนำเลยค่ะ


อีกหนึ่งร้านที่อยู่บนถนน Kimberly คือร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นร้านนี้ เราลองสั่งเมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำใส และตีนไก่หมักซีอิ๊วมาลองกิน ก๋วยเตี๋ยวค่อนข้างจืด (อีกแล้ว) แต่ตีนไก่นี่ฟินสุดๆ เปื่อยนุ่มแบบละลายในปาก ซอสก็กลมกล่อมกำลังดี พิกัดร้านอยู่ด้านหน้าร้านของหวาน Dessert Old Time Delight Shop สั่งแล้วไปนั่งทานในร้านก็ได้ แต่ต้องสั่งเครื่องดื่มในร้านด้วย


มาปีนังต้องไม่พลาดมาลองเข้าคิว ชิมของหวานขึ้นชื่ออย่าง Cendol ที่เป็นน้ำแข็งไสใส่ลอดช่อง ถั่วแดง และน้ำกะทิ Teochew Cendol ร้านดังอยู่ที่ถนนปีนัง (Jalan Penang) หาไม่ยากเห็นคนเข้าคิวเยอะๆ นั่นแหละใช่เลย


ถ้าไม่อิ่ม อยากกินของคาวด้วย ด้านหลังร้าน Teochew Cendol ยังมีร้านขายอาหารให้เลือกหลายเจ้า แนะนำ Chee Cheong Fun ก๋วยเตี๋ยวหลอดมีให้เลือกทั้งไส้หมูและไส้กุ้ง 2 ชิ้น ราคา 2.80 มาเลเซียริงกิต และยังมี Cai Kuih กุยช่ายชิ้นละ 1 มาเลเซียริงกิต จะกินเล่นหรือจัดเป็นมื้อหนักเลยก็ได้


Penang Assam Laksa อีกหนึ่งอาหารท้องถิ่นปีนังหน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวที่ใช้เส้นคล้ายเส้นขนมจีน เสิร์ฟมาพร้อมน้ำซุปเข้มข้น โรยหน้าด้วยหัวหอมซอยบางๆ พริกสด แตงกวา ใบสะระแหน่ และสับปะรด รสชาติเหมือนก๋วยเตี๋ยวต้มยำผสมแกงส้ม แปลกนิดๆ แต่อร่อยดีค่ะ ราคาทั่วไปชามละ 4.8-5 มาเลเซียริงกิต


ร้าน Tai Tong Restaurant อีกหนึ่งร้านอร่อยชื่อดังที่เสิร์ฟเมนูติ่มซำ เหมาะสำหรับเป็นอาหารเช้า ที่ร้านมีเมนูติ่มซำให้เลือกหลากหลาย พนักงานจะเข็นรถมาให้เลือกถึงโต๊ะ ตบท้ายด้วยของหวาน กับทาร์ตไข่และเผือกทอด กินคู่กับน้ำชา
พิกัด ถนน Cintra จอร์จทาวน์ ปีนัง
เปิด 6.00–14.00 , 18.00–23.00 น.


อิ่มท้องแล้วมาเที่ยวกันต่อ กับ Hin Bus Depot Art Centre ศูนย์รวมงานศิลปะที่ดัดแปลงจากอดีตสถานีรถบัสบนถนน Jalan Gurdwara ในย่านจอร์จทาวน์ของตัวเมืองปีนัง ตัวตึกที่สร้างในยุค 1940s เป็นอาคารสไตล์ Art Deco ที่จัดแสดงงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ และงานศิลปะกลางแจ้ง รวมทั้งผลงานภาพวาดสตรีทอาร์ทของ Ernest Zacharevic 
เปิด จันทร์-ศุกร์ 12:00 – 20.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 11.00 - 21:00 น.
พิกัด ถนน Jalan Gurdwara ตรงข้ามโรงแรม Grand Continental


ภายใน Hin Bus Depot Art Centre ยังมีคาเฟ่ใต้ร่มไม้ใหญ่ สำหรับใครที่อยากจิบกาแฟชมงานศิลปะไปด้วย

(ซ้าย)ภาพวาดหญิงสาวนิรนาม ผลงานของศิลปินชาวออสเตรเลียนามว่า Rone ผู้มีชื่อเสียงจากภาพวาดผู้หญิงที่มีเสน่ห์ของเขา ที่เรียกว่า “Jane Doe” อยู่บนกำแพงกลางแจ้งใน Hin Bus Depot Art Centre
(ขวา) ภาพวาด “The Fox Lady” บนกำแพงตึกบนถนน Presgrave จอร์จทาวน์ ปีนัง อีกหนึ่งผลงานในเทศกาล Urban Exchange


Pinang Peranakan Mansion หรือคฤหาสน์เปรานากัน จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง ในอดีตเคยเป็นที่พำนักและสำนักงานของ “กัปปิตัน ชุง เค็ง ควี่”( Kapitan Cina Chung Keng Kwee) ผู้นำคนงานเหมืองชาวจีนและองค์การลับไห่ซานในช่วงปี 1867 ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งทางด้านทางการเมืองและการควบคุมการผูกขาดการค้าก่อนที่บ้านหลังนี้จะถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน
ค่าเข้าชม 20 มาเลเซียริงกิต
เปิด ทุกวัน 9.30-17.00 น.
พิกัด ถนน Church Street จอร์จทาวน์ ปีนัง
เมื่อเข้ามาภายในพิพิธภัณฑ์ ปีกซ้ายด้านล่างของตัวตึกจะเป็นห้องโถงรับแขกที่มีเครื่องเรือนไม้แกะสลักประดับมุกงดงาม ส่วนด้านขวาจะเป็นห้องรับประทานอาหารค่ำหลัก สำหรับเลี้ยงรับรองแขก
นอกจากนี้ ยังมีห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่น และห้องโถง


ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตอันมั่งคั่งของ“บาบ๋า” (กลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน) ซึ่งเป็นกลุ่มคหบดีผู้ร่ำรวยของปีนังในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

ห้องเจ้าสาว ที่มีเตียงแกะสลักเป็นลวดลายละเอียดสวยงามมาก


ถนน Chulia เป็นอีกถนนสายหลักที่มีที่พักราคาถูกมากมาย และได้ชื่อว่าเป็น “Bacpacker’s Main Street” และยังเป็นถนนที่มีสตรีทอาร์ทน่าสนใจหลายชิ้น


ตรอก Love Lane ที่เต็มไปด้วยผับ บาร์ คาเฟ่ และที่พักเก๋ๆ ราคาไม่แพง

อย่าง The 80's Guesthouse หนึ่งใน
ที่พักเก๋ๆ ราคาย่อมเยาในย่านจอร์จทาวน์ ปีนัง ราคาแค่หลักร้อย เหมาะสำหรับแบ็คแพ็คเกอร์งบน้อยที่มองหาที่พักราคาประหยัด

อาคารบ้านเรือนเก่าๆ บนถนน Mantri

เดินเข้าไปด้านในตรอกทะลุกับเส้นถนน Mantri จะพบกับสตรีทอาร์ทที่เป็นแลนด์มาร์คของปีนังหลายชิ้น เช่น ภาพวาด “The Indian Boatman” ผลงานของ Julia Volchkova

และภาพนี้ใครมาปีนังก็ต้องถ่าย กับภาพ “Kangfu Girl” ผลงานของ Ernest Zacharevic

(ซ้าย)หากเดินมุ่งหน้าไปทางถนน Leith บริเวณสี่แยกจะมีสตรีทอาร์ทรูปภาพจิมมี่ ชู ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเริ่มต้นฝึกทำรองเท้าคู่แรกที่นี่ (ขวา) ภาพ “Trishaw Man” บนถนนปีนัง

อีกหนึ่งไฮไลท์ขวัญใจนักท่องเที่ยว กับ ภาพ “Brother and Sister on a Swing” สองพี่น้องบนชิงช้าในตรอก Step by Step นอกจากนี้ในตรอกนี้ยังมีสตรีทอาร์ทให้ถ่ายรูปอีกหลายรูป



The Container Hotel Penang ที่พักสไตล์ตึกที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาดัดแปลงเป็นห้องพักสไตล์แคปซูลแห่งแรกและแห่งเดียวในปีนัง แนะนำรอช่วงโปรโมชั่นตามเว็บต่างๆ จะมีห้องพักลดราคา แบบดอร์มเหลือแค่คืนละ 300 บาทเท่านั้นเอง (พิกัด ถนน Chulia จอร์จทาวน์ ปีนัง) แอบบอกนิดนึงว่าผนังด้านข้างโรงแรมยังเป็นที่ตั้งของสตรีทอาร์ทชื่อดังอีกด้วย



Town Hall ศาลาว่าการเมืองปีนัง และ หอนาฬิกา Queen Victoria Memorial

อาคารสวยๆ ในเขตจอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลกของปีนัง

ส่วนนี่คือป้อม Cornwallis ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย


ไปเที่ยวปีนังฮิลล์ จากจอร์จทาวน์ สามารถเดินทางไปปีนังฮิลล์โดยขึ้นรถเมล์สาย 401E สุดสายที่ปีนังฮิลล์ ค่าโดยสาร 2 ริงกิต ค่าขึ้นชมปีนังฮิลล์โดยรถรางคนละ 30 มาเลเซียริงกิต หรือ 260 บาท แพงหน่อยแต่คุ้มค่าจริงๆค่ะ



บนปีนังฮิลล์ยังมีสะพานที่คู่รักหลายคู่มาคล้องกุญแจกันที่นี่ด้วย


เรียกว่าเป็นทริปปีนังครั้งแรกที่ประทับใจสุดๆ ใช้งบไม่มากก็เที่ยวได้ เป็นเมืองน่าเที่ยวที่มีเสน่ห์ทั้งเก่าและใหม่ผสมกันได้อย่างลงตัวจริงๆ ค่ะ



เรื่องและภาพโดย ชิไปไหน