สวนผึ้งได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศใกล้กรุงเทพฯ ที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติของขุนเขา ทุ่งหญ้าและสายน้ำ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่อากาศดีกำลังเย็นสบาย และยังมีสายหมอกสุดโรแมนติกที่ดึงดูดให้หลายคนอยากมาเยือน นอกจากธรรมชาติสวยๆ แล้ว สวนผึ้งยังมีที่พักบรรยากาศดีให้เลือกหลากหลาย และวันนี้ชิลไปไหนจะพาไปแนะนำให้รู้จักกับที่พักเปิดใหม่ที่มีสไตล์ไม่ซ้ำใครในสวนผึ้ง นั่นคือ “สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ” (Suanphung Bonsai Village ) นั่นเองค่ะ 



จากกรุงเทพฯ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ แล้วค่ะ ทางเข้าด้านหน้ามีสวนหย่อมเล็กๆ พร้อมต้นบอนไซเป็นพระเอกรอต้อนรับ อีกด้านหนึ่งมีสวนหินน้ำตกที่สร้างความสดชื่นให้กับผู้มาเยือนตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าเลยค่ะ




สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ เกิดจากการเห็นคุณค่าในงานศิลปะที่มีชีวิตอย่าง “บอนไซ” ที่เจ้าของซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมผู้เพาะเลี้ยงบอนไซไทย ที่หลงใหลในการปลูกและตัดแต่งบอนไซและอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้ชื่นชมความงามของงานศิลปะชั้นสูงจากธรรมชาติแขนงนี้ จึงได้พลิกฟื้นที่ดินกว่า 100 ไร่ริมแม่น้ำลำภาชี ที่เดิมเคยเป็นป่าไผ่และวัชพืชรกชัฏ ให้กลายมาเป็นอาณาจักรสวนบอนไซที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทยในเวลานี้



พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งจากเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ 300 ไร่ของ สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ ถูกพัฒนาให้เป็นสวนสวย โดยฝีมือการออกแบบของ อ.สาโรช โสภณางกูร สถาปนิกและนักจัดสวนที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะทางด้านการจัดสวนแนวญี่ปุ่น เราจึงเห็นรายละเอียดอันงดงามของพื้นที่แลนด์สเคป ที่ได้รับการออกแบบและจัดวางทุกองค์ประกอบอย่างลงตัว





ภายในรีสอร์ทแบ่งพื้นที่ออกเป็นทั้งหมด 4 โซนหลักๆ ได้แก่ โซนริมน้ำ ที่มีความยาวตลอดแนวประมาณ 1 กิโลเมตรเลียบแม่น้ำลำภาชีที่ยาวขนานตัวรีสอร์ท นอกจากสวนหย่อมริมน้ำ พร้อมที่นั่งเล่นพักผ่อนเล็กๆ แล้ว ยังมีต้นบอนไซหลายสิบกระถางให้ชมเป็นระยะ เหมาะจะมาเดินเล่นชมบรรยากาศในตอนช่วงเช้า นอกจากนี้ หากใครอยากลงเล่นน้ำในลำธารก็สามารถเล่นได้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวแบบนี้ น้ำใสกำลังดี น่าเล่นมากๆ





 

สำหรับท่านที่ต้องการเพลิดเพลินไปกับเสียงน้ำตก ก็สามารถนั่งที่ศาลาริมน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ อันร่มรื่น เย็นสบาย



 

โซนที่สอง คือ โซนสวนโชว์บอนไซ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ทางเข้าด้านหน้ารีสอร์ท ยาวมาตลอดแนวถนน ซึ่งจะมีบอนไซหลายร้อยต้นปลูกอยู่ในกระถางให้เราได้ชมมาตลอดทางยาวจนถึงสวนจีน






โซนที่ 3 เป็น โซนสวนจีน ที่มีขนาดพื้นที่กว่า 6 ไร่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและของตกแต่งสวนสไตล์จีน เช่น ศาลาเก๋งจีน สะพานหิน และซุ้มกำแพงประตูโค้งทรงกลม รวมไปถึงการการจำลองรูปทรงธรรมชาติของภูเขามาไว้ภายในสวนสลับกับต้นบอนไซขนาดใหญ่หลายสิบต้นให้ชมอีกด้วยค่ะ






คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า บอนไซคือศิลปะของประเทศญี่ปุ่น ในการย่อส่วนต้นไม้ใหญ่ลงในกระถางขนาดเล็ก แต่ความจริงแล้วต้นกำเนิดของบอนไซนั้นมีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน ก่อนที่จะแพร่หลายและได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันจนถึงปัจจุบันนี้ ต้นบอนไซภายในสวนแห่งนี้ ก็จะเป็นต้นไม้ที่มีรูปทรงหลายรูปแบบทั้งจากการเพาะเลี้ยง ตัดแต่งภายในประเทศ มาเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี และนำเข้าจากต่างประเทศ ให้ได้ชมอย่างจุใจ




ปิดท้ายด้วยโซนที่ 4 ที่เป็นไฮไลท์พลาดไม่ได้เลยเด็ดขาด กับโซนสวนญี่ปุ่น ที่เหมือนจำลองเอาบรรยากาศสวนสวยในประเทศญี่ปุ่นมาไว้ที่สวนผึ้งจริงๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์อย่างเสาโทริอิที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ต้นนี้



รวมทั้งทางเดินเข้าสวนที่สงบร่มรื่น เป็นธรรมชาติและดูสบายตา ส่วนประตูทางเข้าสวนชั้นในใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นรั้วหรือซุ้มทางเข้าแบบง่ายๆ แต่ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา




นอกจากนี้ ภายในสวนญี่ปุ่นยังแบ่งพื้นที่ในเป็นเกาะเล็กๆ กลางสวน และมีสะพานโค้งให้เราเดินข้ามไปพักผ่อนยังอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อชมสวนและถ่ายรูปได้อีกด้วยค่ะ



ภายในเนื้อที่กว่า 40 ไร่ของสวนญี่ปุ่นในสวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ มีการเชื่อมโยงระหว่าง ต้นไม้ น้ำ ก้อนหิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของสวนญี่ปุ่น แต่ละส่วนถูกจัดวางเชื่อมประสานกันได้อย่างลงตัว เรียบง่ายและมีเสน่ห์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือเวลาเย็นๆ ที่แดดร่มลมตก เหมาะจะมาเดินเล่นชมบอนไซในสวนนี้




ชื่อของ Bonsai Village หมายถึง “หมู่บ้านบอนไซ” แน่นอนว่าพระเอกของที่นี่คือ สวนบอนไซจำนวนกว่า 1,000 ต้น ที่เจ้าของได้นำมาเพาะเลี้ยงและตัดแต่งบางส่วนเริ่มจากกิ่งตอนขนาดเล็กบางส่วนเริ่มจากตอไม้แล้วค่อยๆเลี้ยงและแต่ง จนถึงเวลาลงกระถาง บางต้นใช้เวลาเลี้ยงกว่า 40-50 ปี กว่าจะมาเป็นบอนไซต้นงามให้เราเห็นกันอย่างทุกวันนี้ ซึ่งเจ้าของบอกว่าบอนไซที่เรียกได้ว่า “สวยและมีคุณค่า" จริงๆ นั้น ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีขึ้นไปค่ะ





จุดเด่นอีกอย่างคือ บอนไซแต่ละต้นนั้นจะไม่เหมือนกันเลย เพราะบอนไซก็เปรียบเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือการดัดของผู้เพาะเลี้ยงที่ก็เปรียบเหมือนจิตรกรว่าต้องการให้บอนไซต้นนั้นออกมาในรูปแบบใด ฉะนั้น การเลี้ยงบอนไซจึงมีเสน่ห์และความท้าทายอยู่ในตัว เพราะไม่ว่าจะเลี้ยงกี่ร้อยต้นพันต้น ก็ไม่มีทางซ้ำเหมือนกันสักต้นแน่นอนค่ะ



ไฮไลท์ของบอนไซที่นี่ จะคละกันระหว่างไม้ไทยกับไม้ต่างประเทศ ซึ่งบางต้นอายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้นำเข้าจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน,ไต้หวัน,ฟิลิปปินส์,อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นบอนไซจำพวกไม้สน,ไทร หรือเมเปิ้ล ส่วนไม้ไทยที่นิยมเอามาทำบอนไซมากที่สุดคือ ไม้จำพวกตระกูลไทร ซึ่งสมัยก่อนคนไทยมักจะนิยมเล่นพวกไม้ข่อยหรือตะโกเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม้พวกนี้ทิ้งกิ่งตามธรรมชาติทำให้เก็บรายละเอียดค่อนข้างยาก เคล็ดลับการเลือกต้นไม้มาทำบอนไซ จึงต้องพิจารณาดูว่าไม้แต่ละชนิดนั้นสามารถทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในบ้านเราได้ดีหรือเปล่าค่ะ




 
 


หลังจากที่ชมสวนบอนไซกันจนเต็มอิ่มแล้ว เรามาชมในส่วนของที่พักกันบ้าง สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจไม่เน้นปริมาณห้องพักเหมือนกับรีสอร์ทอื่นๆ แต่จะเน้นบริเวณพื้นที่ภายในสวนให้แขกที่มาได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวยๆ จึงมีห้องพักทั้งหมดเพียงแค่ 22 ห้องเท่านั้นค่ะ




โดยแบ่งออกเป็นโซนห้องพักภายในตึกจำนวน 12 ห้อง ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ใกล้กับริมแม่น้ำ ชั้นบนแบ่งเป็นโซนล็อบบี้ ห้องพัก และห้องสำหรับจัดประชุมสัมมนา 



สำหรับห้องพักของที่นี่แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ห้องพักเดี่ยวและห้องพักคู่ ภายในตกแต่งไม่หรูหรามากเกินไป แต่ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ดีมีคุณภาพ และมีมัณฑนากรช่วยออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิวด์อินแทบทั้งหมด อย่างห้องนี้เป็นห้องพักแบบเตียงเดี่ยวบนชั้นสอง มีระเบียงนั่งเล่นที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำลำภาชีได้ด้วยค่ะ





ห้องพักแบบเตียงคู่ที่มองเห็นวิวสวน ตกแต่งคุมโทนด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาล มีระเบียงให้ชมวิวสวนบอนไซไกลๆ ได้ ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งแอร์ ทีวี ตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น





ส่วนชั้นล่างแบ่งเป็นโซนห้องพักและมีห้องอาหารที่อยู่ใกล้กันให้บริการ เหมาะกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุมาพักผ่อนจะได้ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได




บรรยากาศภายในห้องอาหารของสวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ ที่ให้บริการอาหารเช้าสำหรับแขกที่มาพัก ภายในกรุกระจกใสบานใหญ่ให้เรานั่งทานอาหารพร้อมกับชมวิวสวนไปด้วยค่ะ



นอกจากห้องพักบนตึกแล้ว ที่นี่ยังมีบ้านพักเป็นหลังแบบเป็นส่วนตัวให้เลือกพักอีกด้วย โดยบ้านพักหลังแรกคือ บ้านญี่ปุ่นหลังงาม ที่ออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของสวน สามารถมองเห็นสวนบอนไซสไตล์ญี่ปุ่นได้โดยรอบ และยังตั้งอยู่ติดกับบึงน้ำขนาดใหญ่ทางฝั่งตรงข้าม จึงได้ทั้งสองบรรยากาศ คือ สามารถชมสวนและชมบรรยากาศริมน้ำได้แบบ 2 in  1 เลยค่ะ




เราเข้าไปลองสำรวจภายในบ้านพักกันค่ะ ภายในมีทั้งหมด 2 ชั้น ทางนี้เป็นทางเข้าชั้นบน มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น ภายในตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีน้ำตาลอบอุ่นเป็นหลัก



ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งแอร์ ทีวีจอแบน และเครื่องทำน้ำอุ่น ส่วนภายในห้องนั่งเล่นยังมีโฮริโกะทัตทสึ (Horigotatsu) โต๊ะแบบญี่ปุ่นที่สามารถนั่งห้อยขาลงไปได้ด้วยค่ะ


 


นึกภาพว่าหากได้มาพักผ่อน นั่งเล่นจิบชาชมสวนแบบนี้ คงชิลจนไม่อยากออกไปไหนเลยค่ะ



ชั้นล่างของบ้านญี่ปุ่นยังมีอีก 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่นและรับประทานอาหาร ซึ่งมีกระจกบานยาวให้เรานั่งชมทะเลสาบและสวนญี่ปุ่นได้จากภายในห้อง หรือหากอยากรับลมเย็นๆ สดชื่น ก็แค่เปิดประตูระเบียงออกไปด้านนอกก็ได้ใกล้ชิดกับวิวของธรรมชาติสวยๆ แบบนี้แล้วค่ะ


 


 

บ้านพักหลังที่ 2 คือบ้านพักที่ชั้นบนเป็นที่พักแบบเพนท์เฮาส์ภายในมีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว รวมทั้งห้องน้ำ ทั้งยังสามารถมองเห็นวิวสวนบอนไซที่อยู่ล้อมรอบได้เช่นกันค่ะ







ส่วนบริเวณชั้นล่างเปิดให้บริการเป็นร้านกาแฟหรือ Coffee Shop ใครอยากจิบกาแฟชมสวนบอนไซ ลองแวะมานั่งเล่นชิลๆ ที่นี่ นั่งเพลินได้ทั้งวันเลยค่ะ





มาชมบรรยากาศตอนกลางคืนกันบ้าง พอช่วงเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ภายในรีสอร์ทก็เริ่มทยอยเปิดไฟประดับตามมุมต่างๆ ภายในสวนบอนไซ บรรยากาศสวยและโรแมนติกน่าถ่ายรูปมากๆ เลยค่ะ






นอกจากจะเป็นที่พักในธีมสวนบอนไซแห่งแรกในเมืองไทยแล้ว สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ ยังเป็นสถานที่ซึ่งธรรมชาติผสานกับศิลปะได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนที่รักต้นไม้ควรหาโอกาสมาชมให้ได้สักครั้งหนึ่ง เพราะจะหาสวนบอนไซที่มีที่พักเก๋ๆ บรรยากาศชิลๆ แบบนี้ในเมืองไทยนับว่าไม่ง่ายเลยทีเดียว เรียกแค่ว่ามาถ่ายรูปอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ



ใครอยากมาพักผ่อนท่ามกลางสวนบอนไซ โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงต่างประเทศแบบนี้ ลองแวะมาเช็คอินกันที่ สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ รับรองว่าจะตกหลุมรักบรรยากาศที่นี่แน่นอนค่ะ

สวนผึ้ง บอนไซ วิลเลจ
ราคา ห้องพักคืนละ 3,000 บาทและ 5,000 บาท บ้านพักเป็นหลังคืนละ 10,000 บาท มี 3 ห้องนอน(รวมอาหารเช้า) เสริมที่นอน 500 บาท/เตียง
ที่ตั้ง 222 ม.1 ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
โทร. 061-6363222
Facebook : Bonsai Village Suanphung