ในหลวง ร.9 ของเราทรงตระหนักถึงภัยคุกคามของการทำไร่เลื่อนลอย การปลูกฝิ่นของชาวเขาและการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ปี พ.ศ. 2522 จึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนพร้อมถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านเกษตรแผนใหม่ ปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น ตลอดจนป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ของป่าต้นน้ำ มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดตั้ง "สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์" อ.จอม จ.เชียงใหม่ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เพื่อส่งเสริมอาชีพและเป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างหลาย หากใครไปเที่ยวช่วงหน้าหนาว ก็จะได้ชมแปลงผักเมืองหนาว ไม้ดอก ผักไฮโดรโพนิกส์ สวนแปดสิบพรรษา โรงเรือนรวบรวมเฟินพันธุ์หายากต่างๆ สวนกุหลาบพันธุ์ปี และอีกมากมาย


 
 
สวน 80 พรรษา ซึ่งจัดในปี พ.ศ.2550 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.9 ทรงมีพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา และเป็นสถานที่จัดแสดงขึ้นเพื่อรองรับการศึกษาดูงานของผู้มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับพรรณไม้ดอกเมืองหนาว โดยพรรณไม้ที่อยู่ในสวนเป็นการนำพรรณไม้ดอก ไม้ยืนต้น ที่ได้จากงานวิจัยของนักวิชาการ ที่นำออกมาสาธิต ในรูปแบบของการจัดภูมิทัศน์ให้สวยงาม ภายในสวนตกแต่งด้วยไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด


 
โรงเรือนรวบรวมและจัดแสดงเฟิน ซึ่งรวบรวมเฟินที่หายากชนิดต่างๆ ไว้มากมายหลายชนิด ทั้งของไทย และต่างประเทศ ซึ่งบางชนิดใกล้สูญพันธุ์แล้ว เป็นโรงจัดแสดงเฟินที่มีความสำคัญทางด้านพืชสวนและเศรษฐกิจ ซึ่งมีประมาณ 50 สกุล 200 กว่าชนิด และยังมีเฟินรัศมีโชติ ซึ่งเป็นเฟินประจำถิ่นของพื้นที่ ที่ได้รับพระราชทานนาม จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร


 
โรงเรือนจัดแสดงพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ มีพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับ ที่ไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป และเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้องการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ภายใต้โรงเรือนที่มีหลังคากันฝน เช่น กล้วยไม้, ฟิวเซีย , ปิโกเนีย, สับปะรดประดับ ฯลฯ


 
น้ำตกสิริภูมิและสวนหลวงสิริภูมิ เป็นสวนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์เฟิน ภายในมีน้ำตกขนาดเล็กซึ่งเป็นน้ำตกชั้นล่างของน้ำตกสิริภูมิ มีลำธารไปตามบริเวณสวนตลอดปี เป็นแหล่งเก็บรวมรวมเฟินทั้งของไทยและต่างประเทศ ประมาณ 30 สกุล 50 ชนิด จุดเด่นภายในสวน คือ กูดต้น หรือ ทรีเฟิน (Tree Fern) เป็นเฟินขนาดใหญ่และมีลำต้นสูงร่วม 10 เมตร ซึ่งมีประมาณกว่า 10 ชนิดพื้นที่ประมาณ 8 ไร่เพื่อปลูกฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำบริเวณนี้

 
ภายในศูนย์มีที่พักรองรับนักท่องเที่ยว มีบ้านพักสิริภูมอยู่ 3 หลัง สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการจองได้ที่นี่
>> www.royal-inthanon.com/Club/House
 


 
 
ทางโครงการยังมีร้านอาหาร ตรงบริเวณป้ายอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นเมนูอาหารของสโมสรศูนย์เกษตรหลวงอินทนนท์ เกือบทั้งหมด ประกอบจากผลผลิตและวัตถุดิบที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูก โดยมีมาตรการคุมเข้มในขั้นตอนต่างๆดังที่ได้เสนอไป เพื่อความสด สะอาด อร่อยทั้งยังปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และได้กลายมาเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการประกอบอาหารของโครงการ เมนูแนะนำคือ ยำเซเลอรี่หมูย่าง ปลาเทราต์รมควัน เห็ดออรินจิย่างตระไคร้


 
 
ตามสองข้างทางระหว่างขึ้นไปยอดดอยอินทนนท์ก็จะมีตลาดของชาวเขาให้เราได้เลือกซื้อของฝาก ของกิน และของที่ระลึก สิ่งที่จะพลาดไม่ได้เลยคือ สตรอเบอรี่ กีวีฟรุต ลูกพลับ ลูกพีช เคพกูสเบอรี่


 


เลยจาก กม. 41 ขึ้นมา เราก็จะเจอกับ "พระมหาธาตุนภทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ" ถือเป็นพระมหาธาตุเจดีย์คู่ของในหลวงและราชินี สร้างถวายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2530 และ พ.ศ. 2535 ตามลำดับ โดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย “พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล” มีความหมายว่า พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน ส่วน “พระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ” มีความหมายว่า เป็นกำลังแห่งฟ้า เป็นสิริแห่งดิน จึงเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ที่พระมหาธาตุนภทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริตั้งประดิษฐานอย่างสง่างามเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย ณ ยอดดอยอินทนนท์




กม. 41 เป็นจุดพักรถที่สามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์และจุดถ่ายภาพที่สวยงามได้ทั้งสองฝั่ง จะมองเห็นทะเลหมอกลอยเหนือยอดดอยหัวเสือในตอนเช้า


 

มาถึง กม. 42  จะเรียกว่าจุดพักรถ "กิ่วแม่ปาน" อยู่ริมถนนมีรถจอดเยอะ เพราะมีร้านค้า ร้านอาหาร บริการในตอนเช้ามืด ด้านในจะมี "เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน-ดอยอินทนนท์" ให้เราได้เดินเข้าไปศึกษาธรรมชาติ ฝั่งตรงข้ามก็สามารถมองเห็นวิวยอดดอยหัวเสือได้อีกด้วย ผู้ที่สนใจเดินเส้นทางกิ่วแม่ปาน ต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ เดือนธันวาคม-มกราคม ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เส้นทางนี้ปิดให้บริการเพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว


 
ขอบคุณภาพจาก Facebook อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

หากใครที่เที่ยวไปช่วงที่อากาศหนาวสุดๆ หนาวแบบอากาศติดลบก็จะสามารถพบปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้งตามข้างทางได้เลยได้ง่ายๆ 
 
เลยจากกิ่วแม่ปานไปอีกก็จะเป็นหลักกิโลเมตรบอกว่าท่านอยู่จุดสูงสุดแห่งสยาม หรือยอดสูงสุดของดอยอินทนนท์ เเละเป็นยอดสูงสุดของประเทศไทย


น้ำตกวชิรธาร อยู่ลงมาจากศูนย์อุทยานมาไม่ไกลหรือใครจะเอาไว้แวะขากลับก็ได้ เป็นน้ำตกที่มีหน้าผาขนาดใหญ่ เสน่ห์ของน้ำตกวชิรธาร อยู่ที่ละอองน้ำที่ซัดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณจุดที่เรายืนชม และถ้าไปเที่ยวในช่วงเช้าๆ สายๆ เมื่อมีแสงอาทิตย์ส่องที่น้ำตกก็จะทำให้เห็นรุ้งกินน้ำเกิดขึ้น อันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ช่วยให้น้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามมากขึ้นไปอีก
 

 

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีดอยอินทนนท์ อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จากสามแยกโรงเรียนบ้านขุนกลางตรงไปทางบ้านขุนวางขับไปเรื่อยๆ ก็จะถึงศูนย์อนุรักษ์ เป็นโครงการที่วิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ รองเท้านารีพันธุ์ต่างๆ ของดอยอินทนนท์ ตกแต่งด้วยสวนดอกไม้อย่างสวยงาม ที่สำคัญยังเป็นจุดชมดอกพญาเสือโคร่งที่นักท่องเที่ยวชอบถ่ายภาพเก็บไว้กันทุกปี
 

ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีลานกางเต็นท์ บ้านพัก ห้องน้ำ เครื่องนอนต่างๆ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวจะมาค้างคืน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเบอร์นี้
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. 053-286-728 , 053-286-730

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับสถานีเกษตรหลวงและดอยอินทนนท์ หวังว่าจะให้ใครหลายๆ คนรอไม่ไหวอยากจะเก็บกระเป๋าแล้วไปเที่ยวช่วงฤดูหนาวนี้กันเลย 

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางเชียงใหม่ - ฮอด หมายเลขทางหลวง 108 ถึง กม. 57 ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ดอยอินทนนท์ หมายเลขทางหลวง 1009 (สายจอมทอง - อินทนนท์) ขึ้นไปตามเส้นทางผ่านด่านตรวจอุทยาน ถึง กม. 31 มีสามแยกเลี้ยวขวาเข้าบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กม. จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงดอยอินทนนท์ ประมาณ 90 กม. ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. สามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท
ข้อมูลติดต่อ


 
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก www.royal-inthanon.com
เรียบเรียงโดย ชิลไปไหน