เคยไหม..รู้สึกเหมือนน้ำหนักขึ้นมา 10 กิโลทั้งๆที่ทานอาหารไปแค่มื้อเดียว?   

ท้องป่องหรือที่เรียกว่าโบลท (Bloat) เป็นสิ่งที่เกิดได้ทั่วไป ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว จะท้องแบนราบในช่วงเช้า แล้วจะพุงป่องในช่วงบ่าย จากนั้นจะตามมาด้วยความรู้สึกไม่สบายท้อง ท้องอืดและมีแก๊สในท้อง ทำให้ท้องป่อง เราจึงได้รวบรวม 6 วิธีที่ช่วยลดท้องป่อง ท้องบวม และได้หน้าท้องแบนราบกลับมาอีกครั้ง




1. ลด/ละ/เลิกอาหารประเภทชูการ์ฟรี

กินอาหารเฮลตี้และลดขนมหวาน เครื่องดื่ม และอาหารอื่นๆที่มีส่วนประกอบของสารให้ความหวานสังเคราะห์ อย่างเช่น ซอร์บิทอลและแอสพาร์เทม จะสามารถลดอาการท้องป่องได้ เนื่องจากสารให้ความหวานสังเคราะห์นั้นเป็นต้นเหตุของการทำให้ท้องป่อง เพราะมันไม่สามารถย่อยได้

น้ำตาลฟรุกโตสก็เป็นอีกหนึ่งสารให้ความหวานที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติในผลไม้ที่พบได้ทั่วไป แต่สำหรับใครหลายคนก็เป็นสารอาหารที่ย่อยยากเช่นกัน ทั้งหมากฝรั่งเอยหรืออาหารอื่นๆที่มีส่วนประกอบของสารให้ความหวานสังเคราะห์ ที่แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่า 'Sugar Free' แต่ก็ไม่จำที่มันต้องดีต่อร่างกายของคุณ

แนะนำว่าควรดื่มชาเขียวและน้ำเปล่าแทนที่จะดื่มน้ำอัดลมที่อ้างว่าปลอดน้ำตาล(Sugar Free)
 

2. อย่าทานอาหารอย่างเร่งรีบ

เป็นเคล็ดลับที่ใครๆก็มักจะลืม เมื่อคุณเคี้ยวอาหารอย่างรวดเร็ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่คุณจะกลืนเอาแก๊สซึ่งผลิตขึ้นมาตอนที่กำลังเคี้ยวอยู่นั้นเข้าไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการทานอาหารเร็วเกินไปจะทำให้คุณไม่ได้เคี้ยวอาหารให้ละเอียดเท่าที่ควร และกลายเป็นว่าจะมีอาหารชิ้นใหญ่ ย่อยยากอยู่ในท้องของคุณ ทำให้คุณท้องป่องและไม่สบายตัว

เมื่อเราเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ จะมีการเพิ่มน้ำลายและเอนไซม์เพื่อใช้ในการย่อยอาหาร อย่าลืมว่าการย่อยอาหารนั้นเริ่มจาก ปาก! หากคุณทานอาหารเร็วเกินไป โดยเคี้ยวเพียงนิดเดียว เป็นไปได้ว่าอาจทำให้เกิดการอักเสบสักแห่งในระบบทางเดินอาหารของคุณ

พยายามกินช้าๆ เคี้ยวช้าๆ เพราะจะช่วยให้คุณย่อยง่ายขึ้น ใช้เวลาเพลิดเพลินกับการทานอาหารให้มากขึ้น จะได้ทำให้คุณไม่ต้องมารู้สึกไม่สบายท้องในภายหลัง
 

3. ระวังการรับประทานผักสด

ถึงแม้ว่าผักที่นำมาปรุงสุกแล้วจะดีต่อสุขภาพ แต่ผักสดนั้นอาจส่งผลทำให้ร่างกายของคุณย่อยอาหารยาก จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก้ระบุว่า ผักสดจำนวนมากมีส่วนประกอบของราฟฟิโนส(raffinose)และแป้ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดแก๊ศส่วนเกินในกระเพาะอาหารและเกิดอาการท้องบวมป่อง

ผักสดนั้นขึ้นชื่อว่ามีเอนไซส์สูงซึ่งช่วยในการย่อย แต่ถึงอย่างนั้นระบบย่อยอาหารของคนเรามักจะไม่แข็งแรงพอในการย่อยผักสด อีกทั้งในผักสดยังมีเซลลูโลสซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ย่อยยาก และการจะกำจัดเซลลูโลสได้ จำเป็นต้องมีเอนไซม์ที่เรียกว่า เซลลูเลส ที่ผลิตแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งเอนไซม์นี้ก็จะช่วยเปลี่ยนเซลลูโลสเป็นน้ำตาลในเลือดได้

ดังนั้นจึงควรนำผักสดไปต้มหรือนำไปทำอาหารก่อน เพื่อให้ดีต่อสุขภาพท้องของคุณ


4. อย่าวิตกกังวลมากเกินไป

เราทุกคนต่างมีฮอร์โมนความเครียดซึ่งมันสามารถส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของคุณ ฮอร์โมนความเครียดจะเร่งทุกอย่างในร่างกายของคุณให้เร็วขึ้น

คริสตี้ คิง โฆษกของสมาคมโภชนาการและการควบคุมอาหาร กล่าวว่า "คุณอาจพบว่าตัวเองท้องเสียและมีแก๊สในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ว่าเมื่อเกิดอาการเครียดจะตามมาด้วยอาการท้องป่อง" เธอแนะนำว่าเมื่อคุณรู้สึกวิตกกังวล ให้ลุกขึ้นเดิน ให้แก๊สในท้องหายไปและช่วยคลายความเครียดอีกด้วย

ความเครียดและความวิตกกังวลยังระงับการทำงานส่วนหนึ่งของสมองที่จัดการระบบย่อยอาหารที่คุณทาน โดยความเครียดนั้นจะก่อให้เกิดความดันในท้องและกระเพาะ และอาจนำไปสู่การทำให้คุณอารมณ์เสียและสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทนั้นไม่สมดุลกัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่โดยปกติแล้วจะสามารถย่อยอาหารได้ง่ายๆกลับย่อยได้ยากกว่าเดิม ซึ่งทำให้ท้องมีแก๊สและท้องป่อง


5. ออกกำลังกายบ่อยขึ้น


จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่การออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆก็ช่วยลดพุงป่องได้ หากร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยอาจเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องผูกและท้องบวมป่อง ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ


6. ทดสอบหาสาเหตุของการเกิดอาการท้องป่อง

การมีแก๊สในท้องและเกิดอาการพุงป่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำนั้นอาจเกิดจากการแพ้เมื่อบริโภคแลคโตสหรือฟรุกโตส เกิดในคนที่แพ้น้ำตาลในนม ฟรุกโตสในผลไม้ น้ำตาลทั่วไป หรือฟรุกโตสในน้ำเชื่อมข้าวโพด

ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ควรทำการทดสอบหากคุณมีอาการท้องป่องอยู่เป็นประจำ การเข้ารับการทดสอบจะทำให้คุณเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท้องของคุณกันแน่

26

 
 

 

เรื่องและภาพจาก Lifehack
 เรียบเรียงโดย ชิไปไหน


 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ