มีคนถามฮานะว่าไปญี่ปุ่นบ่อยๆ ไม่เบื่อเหรอ???
ไม่เบื่อเลยค่ะ ญี่ปุ่นสำหรับฮานะยังมีอะไรให้น่าค้นหา น่าเที่ยว อยู่ตลอดเวลา

หัวใจยังเต้นแรงเมื่อได้เก็บกระเป๋า แค่การได้ลากกระเป๋ามาสุวรรณภูมิ
เห็นบรรยากาศของการเดินทางที่กำลังเริ่มต้นขึ้นก็ทำให้เลือดอุ่นๆ ในหัวใจสูบฉีดมากขึ้นแล้ว
และการเดินทางสู่ญี่ปุ่นครั้งล่าสุดของฮานะกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
จากการเชิญของโรงแรม Keio Plaza Hotel ที่โตเกียว
ที่จะพาฮานะไปสัมผัสญี่ปุ่นในมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม
เวลาสั้นๆ 3 วัน 2 คืน มาชมกันว่าเราจะเที่ยวที่ไหนได้บ้างในโตเกียว
พร้อมแล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางตามฮานะมาได้เลยค่ะ

05

 
การเดินทางของเราเริ่มต้นที่สุวรรณภูมิ โดยสายการบินที่เราจะนั่งไปยังโตเกียวในครั้งนี้คือสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกของฮานะที่จะได้ขึ้น JAL ค่ะ ตื่นเต้นสุดๆ เพราะในชีวิตไปญี่ปุ่นทีไรก็จะนั่งโลว์คอสต์แทบทุกครั้ง 
 


 


 
ประมาณ 4 ทุ่มเครื่องบินก็พาเราบินออกจากสุวรรณภูมิโดยจุดมุ่งหมายคือสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นค่ะ บนเครื่องของ JAL นั้นส่วนมากเป็นแอร์โฮสเตสชาวญี่ปุ่นและแอร์คนไทยประมาณ 2 คน ทุกคนบริการดีมากๆ ค่ะ และที่นั่งกว้างขวางมีจอพีวีให้ดูหนัง ฟังเพลง หนังจะมีทั้งแบบซับไทย และซับอังกฤษค่ะ ซึ่งหนังซับไทยจะมีไม่กี่เรื่อง


 
เครื่องออกได้ไม่นานแอร์โฮสเตสก็เสิร์ฟอาหารค่ะ ของกินเยอะมากๆ ฮานะทานไม่หมดเลยแอบเก็บมาทานข้างนอกด้วย มิซุปมิโสะเสิร์ฟด้วยนะคะ เขาจะเสิร์ฟใส่แก้วกระดาษอร่อยมากๆ 


 
ประมาณ 5 ชั่วโมงผ่านไปเครื่องบินก็เข้าสู่น่านฟ้าญี่ป่นแล้วค่ะ พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า เป็นภาพที่สวยงามมากๆ 

 
 
สักพักก็ได้ยินนักบินประกาศว่า "เดี๋ยวเราจะบินผ่านภูเขาไฟฟูจินะครับ ผู้โดยสารสามารถชมได้ทางหน้าต่างด้านซ้าย" อ๊ะ ด้านซ้าย มันคือด้านที่ฮานะนั่งนี่นา หันไปก็เจอภาพของภูเขาไฟฟูจิ ที่โผล่พ้นเมฆออกมาโดดเด่นเพียงลูกเดียวเท่านั้น ซึ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ภูเขาไฟฟูจิจะเป็นสีดำทั้งภูเขาค่ะ แอบเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นภาพหิมะที่ปกคลุมอยู่ตรงปากปล่อง แต่แค่ได้เห็นก็รู้สึกถึงความโชคดีและการต้อนรับจากประเทศญี่ปุ่นแล้วค่ะ 


 
 
ถึงแล้วค่ะสนามบินฮาเนดะ โดยสนามบินฮาเนดะนั้นมีชื่อเต็มว่าท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว ให้บริการเที่ยวบินในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศจะไม่ได้มีเยอะเหมือนสนามบินนาริตะ แต่ที่นี่จะใกล้โตเกียวกว่าสนามบินนาริตะ 
 

การเดินทางเข้าเมืองเราเลือกใช้บริการของลีมูซีนบัสค่ะ ค่ารถ 1,230 เยนเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยรถจะไปส่งเราถึงหน้าโรงแรม Keio Plaza Hotel เลยค่ะ ไปดูตารางเวลาของรถได้ที่นี่เลย>>https://www.limousinebus.co.jp/en/bus_services/haneda/index

 
 
ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงแล้วค่ะ โรงแรม Keio Plaza Hotel ตั้งอยู่ในย่านชินจูกุซึ่งเป็นย่านธุรกิจใจกลางของโตเกียว โรงแรมนี้ถือเป็นโรงแรมใหญ่อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเลยค่ะ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1971 และเป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในยุคนั้น ปัจจุบันมีห้องพัก 1,437 ห้อง มีห้องอาหาร 15 ห้อง และบาร์ 7 แห่ง พร้อมห้องจัดเลี้ยง 38 ห้อง ถือเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ฮานะเคยพักมาเลยค่ะ 

  

และอีกไฮไลท์เด่นของโรงแรมนี้คือมีห้องพักเฮลโล คิตตี้!!! สาวกเฮลโล คิตตี้ อย่างฮานะแทบกรี๊ดดดเมื่อรู้ว่าวันนี้ทางโรงแรมจะพาเราไปชมห้องพักเฮลโล คิตตี้ด้วย แต่ก่อนอื่นขอนำของไปเก็บไว้ในห้องพักก่อนนะคะ โดยห้องพักที่เราพักกันในวันนี้จะเป็นห้องแสตนดาร์ด มี 2 เตียง ความกว้างของห้องถ้าเทียบกับโรงแรมในญี่ปุ่นที่ฮานะเคยไปพักมาก็ถือว่าที่นี่ค่อนข้างกว้าง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน 
 
 
 
หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้วทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมก็พาเราไปชมห้องเฮลโล คิตตี้ ที่มีทั้งหมด 2 รูปแบบ คือห้องปริ๊นเซส คิตตี้ มี 4 ห้อง และห้องคิตตี้ ทาวน์ที่มีทั้งหมด 4 ห้อง สังเกตุง่ายๆ ว่าห้องไหนคือห้องเฮลโล คิตตี้ก็ดูที่ประตูเลยค่ะ จะมีโบว์คิตตี้ติดอยู่แบบนี้ก็เตรียมตัวเข้าสู่โลกของคิตตี้กันได้เลย
 

 
ห้องแรกที่ฮานะจะพาไปชมนั้นคือห้องปริ๊นเซส คิตตี้ เป็นห้องที่ใช้โทนสีชมพูหวาน ให้อารมณ์เหมือนห้องของเจ้าหญิง ภายในห้องมีรูปคิตตี้ใส่ชุดเจ้าหญิงอยู่บนหัวเตียง ใครเป็นสาวกคิตตี้มาห้องนี้ต้องกรี๊ดแน่ๆ 

 
 
ความพิเศษของห้องนี้คือของขวัญน่ารักที่จะได้รับกลับบ้าน ประกอบไปด้วย ตุ๊กตา เคโอ พลาซ่า โฮเทล ออริจินัล เฮลโล คิตตี้, เซตเขียนจดหมายพร้อมปากกา เฮลโล คิตตี้, กระเป๋าพลาสติก เฮลโล คิตตี้, ขวดน้ำ เฮลโล คิตตี้และชุดดูแลสุขภาพผิวของเฮลโล คิตตี้

 

ในห้องน้ำยังมีลายเซ็นเฮลโล คิตตี้ด้วยนะคะ น่ารักมากๆ



 

 
ต่อด้วยห้องคิตตี้ ทาวน์ ค่ะ ห้องนี้จะดูสดใส มู้ดและโทนจะค่อนข้างแตกต่างจากห้องแรกชัดเจนเลยค่ะ เข้ามาแล้วจะรู้สึกถึงความสนุก บริเวณฝาผนังเขาเพ้นท์เป็นลายคิตตี้น่ารักมากๆ พรมก็ยังเป็นลายคิตตี้ และมีคิตตี้ตัวใหญ่ใส่ชุดสีชมพูนั่งอยู่ด้วย อยากอุ้มกลับบ้านเลย



เซตเขียนจดหมายพร้อมปากกาที่ให้เรานำกลับบ้านได้ด้วย



รูปภาพของคิตตี้เมื่อมาเยือนโรงแรม Keio Plaza Hotel


 
 
จากห้องเฮลโล คิตตี้ ทางเจ้าหน้าที่โรงแรมพาเราเดินชมห้อง Suite ของโรงแรม ซึ่งตกแต่งเป็นสไตล์ญี่ปุ่นโดยห้องนี้สามารถพักได้ 4 คน


 
 
ตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ เหมาะกับการมาพักเป็นครอบครัว


 
 
ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำที่ทำจากไม้ค่ะ มีกระจกใสสามารถมองเห็นสวนเซนภายในห้องได้ด้วย

  
 
ต่อจากการชมห้องพักกิจกรรมต่อไปที่เราจะได้ไปสัมผัสคือการสวมกิโมโนที่ใช้สำหรับงานแต่งงานค่ะ ใครอยากลองมาสวมบทเจ้าสาวญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิตก็ต้องมาลองสัมผัสกันดูค่ะ โดยขั้นตอนแรกทางเจ้าหน้าที่จะนำกิโมโนมาให้เราเลือก แต่ละสีของกิโมโนก็มีความหมายที่แตกต่างกันไป ลวดลายกิโมโนก็แสดงความหมายที่เป็นมงคลต่อผู้สวมใส่


 
 
พอเลือกชุดได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมาทำผม และช่วยเราใส่กิโมโน ซึ่งขั้นตอนการใส่นั้นซับซ้อนมากๆ ค่ะ แค่การได้ชมการใส่กิโมโนก็เหมือนได้ชมศิลปะของญี่ปุ่นไปด้วยในตัว


 
 
ใครที่อยากมาสัมผัสการเป็นเจ้าสาวของญี่ปุ่นก็ลองมากันได้เลยค่ะ ค่าบริการสำหรับผู้หญิง 32,400 เยน(ส่วนสูงต้องไม่เกิน 170 เซนติเมตร) สำหรับผู้ชาย 32,400 เยน (ส่วนสูงไม่เกิน 185 เซนติเมตร) ถ้ามาเป็นคู่ก็ 54,000 เยน และเขาจะมีบริการถ่ายรูปให้ด้วย(มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม) รับเพียง 2 คู่/วันเท่านั้น

 

หลังจากสัมผัสประสบการณ์การเป็นเจ้าสาวญี่ปุ่นไปแล้ว เราจะไปสัมผัสพิธีชงชาญี่ปุ่น ที่ห้องประกอบพิธีชงชาหรือ  "Sho-Fu-An" ที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรม ภายในตกแต่งแบบญี่ปุ่น โดยมีอาจารย์ยาโนะ อาจารย์ด้านพิธีชงชารอต้อนรับเราอยู่

 
 
พิธีชงชาญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า "ซาโด" (Sadou) นั้นเริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นในยุคนาระ (คศ.710-794) โดยการนำเข้ามาของคณะทูตจีน และได้พัฒนากลายมาเป็นพิธีชงชาที่มีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ซึ่งพิธีชงชานั้นได้อิทธิพลจากศาสนาพุทธนิกายเซ็น ที่หัวใจสำคัญคือความสงบ เรียบง่าย สง่างาม และการชมศิลปะที่อยู่ภายในห้องชงชา ทั้งภาพเขียน การจัดดอกไม้ อุปกรณ์ในการชงชา ถ้วยชา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความงามในแบบวาบิ-ซาบิ 
 
ก่อนเข้าห้องชงชาจะต้องล้างมือ ล้างเท้า บ้วนปากเหมือนกับการเข้าศาลเจ้า


 

ขนมหวานหรือวากาชิที่ทานกับชา


 

ขั้นตอนในการชงชาทางผู้ชงจะใช้กระบวยตักน้ำร้อนเพื่อล้างถ้วยชา จากนั้นจะตักชาเขียวลงในถ้วยแล้วตักน้ำร้อนใส่ลงไปคนด้วยชาเซนหรือไม้ชงชาจนเกิดฟอง ขั้นตอนทุกอย่างเกิดขึ้นแบบสงบ เรียบง่าย และสวยงาม ราวกับว่าเรากำลังดูจิตรกรกำลังตวัดฝีพู่กันอยู่เบื้องหน้า


 
 
หลังจากนั้นผู้ชงชาจะเสิร์ฟถ้วยชาให้กับผู้ร่วมพิธี โดยจะหันด้านสวยงามของถ้วยชามาให้เรา ถือถ้วยชาด้วยมือทั้งสองข้างแล้วชมลายของถ้วยชา จากนั้นใช้มือขวาหมุนถ้วยชาเพื่อนำด้านที่สวยงามออกจากตัวแล้วดื่มชา หลังจากทานเสร็จแล้ว ซู้ดน้ำชาให้เสียงดัง ใช้นิ้วเช็ดขอบถ้วย แล้วใช้กระดาษที่รองขนมเช็ดมือ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกกับผู้ชงชาว่าเราได้ทานเรียบร้อยแล้ว


 
ใครที่สนใจมาร่วมพิธีชงชา ก็มาได้เลยค่ะ ที่โรงแรม  Keio Plaza Hotel ชั้น 10 อาคาร Main Tower โดยเขาจะจัดเป็นรอบ วันละ 4 รอบ เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 - 16.30 น. ระยะเวลาชั่วโมงครั้ง ค่าใช้จ่าย 2,000 เยน รวมชาและขนมหวาน

ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยอาหารมื้อพิเศษที่ร้าน Soujuan (Kaiseki Cuisine) ซึ่งตั้งอยู่ที่ 
โรงแรม  Keio Plaza Hotel ชั้น 2F อาคาร Main Tower ซึ่งให้บริการอาหารไตล์ไคเซกิ ซึ่งเป็นรูปแบบอาหารที่เป็นสุดยอดของอาหารญี่ปุ่นที่ประณีตทั้งในเรื่องรสชาติและการตกแต่ง โดยเขาจะเสิร์ฟมาเป็นจานๆ คล้ายอาหารฝรั่งเศสค่ะ แต่ละจานอร่อยและสวยงามจนอยากเก็บไว้ดูมากกว่าทาน และความพิเศษของอาหารมื้อนี้คือภาชนะที่เขาใช้ นั้นคือเครื่องเคลือบดินเผาของเมืองอาริตะหรือ Arita Porcelains ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นอีกด้วย
 
    
 
หนึ่งวันในโตเกียวและใน  Keio Plaza Hotel เต็มไปด้วยความสุขมากมายและเป็นประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่นที่ฮานะไม่เคยสัมผัสมาก่อน ตอนหน้าฮานะจะพาออกเมืองไปเที่ยวรอบๆ โตเกียวว่าจะมีออะไรน่าสนใจบ้าง รอติดตามตอนต่อไปได้เลยค่ะ

ขอบคุณ โรงแรม Keio Plaza Hotel ที่อำนวยความสะดวกตลอดทริป


 
เรื่องและภาพโดยนางสาวฮานะ