" ป า ย " 
 
อำเภอในฝันที่แสนโรแมนติกของนักเดินทางหลายคน ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อก่อนเราเคยเข้าใจว่าการมาเที่ยวเมืองสามหมอกอย่างแม่ฮ่องสอนต้องมาเที่ยวในฤดูหนาว เพราะคงจะมีหมอกหนาๆให้เราได้เห็นกันแบบจุใจ แต่หลังจากทริปนี้ที่เราได้ไปสัมผัสกับปายในฤดูฝนแล้ว เรากลับพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สวยกว่าหน้าหนาวซะอีก เพราะหลังจากที่สายฝนโปรยปรายผ่านพ้นไป หมอกในยามเช้าจะจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ดูหนานุ่มมากเป็นพิเศษกว่าฤดูไหน ถ้าพร้อมแล้ว อย่ารอช้า ไปสำรวจเมืองปายกับเรากัน....

06
 






เรานั่งเครื่องบินไปลงที่ท่าอากาศยานสนามบินเชียงใหม่ เพื่อต่อรถมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอปาย โดยการนั่งรถแดงไปลงที่อาเขต จะมีท่ารถขึ้นปาย ออกทุกชั่วโมง ค่าบริการ คนละ 60-100 บาท ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. ระหว่างทางจะมีแวะพักให้เข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารประมาณ 10 นาที ใครที่รู้ตัวว่าเมารถควรกินยาแก้เมาไว้ก่อนเลยค่ะ เพราะช่วงเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่อำเภอปาย มีโค้งเยอะมากกกก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางสายโรแมนติกแต่ก็โหดไม่ใช่เล่นเลย

หลังจากหลับๆตื่นๆปนเมารถมาตลอดทาง ในที่สุดเราก็มาถึงอำเภอปายที่ใฝ่ฝัน เริ่มกันตั้งแต่นนัสการพระธาตุแม่เย็น จุดชมวิวที่เราสามารถมองเห็นวิวสวยๆของปายได้แบบ 180 องศา ถัดมาจากวัดพระธาตุแม่เย็นไม่ไกล เป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ของที่นี่ค่ะ ด้านบนสุดของวัดจะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธโลอุตรมหามุนี พระพุทธรูปสีขาวล้วนองค์ใหญ่ แม้ว่าจะต้องเดินขึ้นบันไดมาหลายขั้นจนเหงื่อท่วม แต่สิ่งที่เห็นมันทำให้เราหายเหนื่อยได้จริงๆ 




 
หลังจากเตร็ดเตร่เถลไถลจนพอใจ เราก็ไปต่อกันที่กองแลน หรือปายแคนยอน จุดชมวิวสำหรับชมพระอาทิตย์ตกดินแบบสวยๆ
 

มีที่ชมวิวได้รอบแบบ 360 องศา แต่ใครจะไปนั่งถ่ายรูปตรงนี้ ต้องระวังให้ดีนะจ๊ะ ค่อนข้างอันตราย 








 
กินที่ไหน : ร้านขนาดในโรงแรม Pai River Corner ร้านริมน้ำบรรยากาศดี ในย่านถนนคนเดินสุดฮิต กินอาหารอร่อยเคล้าเสียงดนตรีภาคเหนือ นั่งมองแสงจันทร์ไปพลางๆ ฟินสุดๆแล้วค่อยไปเดินเล่น ช้อปปิ้งของฝากที่ถนนคนเดินเมืองปายกันต่อ







ขนมขึ้นชื่อของปายข้าวปุกงา อร่อยมว๊าก ขอบอก ~







แวะหาซื้อของฝาก ส่งโปสการ์ดหาตัวเองสักหน่อยดีกว่า อิอิ




พักที่ไหน : นอนฟังเสียงน้ำไหล ที่ปายในฝัน ที่พักติดริมน้ำปาย มีให้เลือกทั้งแบบเป็นกระท่อมริมน้ำ แบบบังกะโล และบ้านดินไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ชอบกลิ่นอายธรรมชาติ นอกจากจะได้เปรียบเรื่องบรรยากาศ เพราะอยู่ไม่ไกลจากถนนคนเดิน จุดเด่นในการพักผ่อนของที่นี่คือ เพียงแค่ข้ามสะพานไม้ก็จะพบกับมุมสงบของปายให้ชาร์จแบต หรือใครชอบแบบคึกคักก็แค่ข้ามแม่น้ำไปเท่านั้น ส่วนราคาก็มีตั้งแต่ 500 ไปจนถึง 2,000 บาท








ขุดตัวเองออกจากเตียงตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดชมทะเลหมอกหยุนไหล นั่งจิบชาและของว่างร้อนๆไปพร้อมๆกับการรอดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสวยๆ
 









 
สายหน่อยก็ไปเช่าจักรยานปั่นชมเมืองปายกันกับเส้นทางปั่นจักรยานบ้านแม่ฮี้ - วัดทรายขาว เส้นทางจักรยานที่จะพาเราชมทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าสดใส 


 
 


ระยะทางก็เบาๆค่ะ ไป-กลับแค่ 8 กม.เอ๊งงงง แต่นานๆจะได้ตื่นเช้ามาออกกำลังกายที ก็สดชื่นดีเหมือนกันนา
 








 
ชิลที่ไหน : หาอะไรรองท้องตอนเที่ยงจากร้านในเมืองเสร็จ ก็ไปนั่งชิลกันต่อที่โรแมนฟาร์ม ร้านกาแฟบรรยากาศคันทรีเหมือนโรงนา ชิลสุดๆ นึกว่าหลุดมาอยู่ในยุโรปเลยเนี่ย ได้ลองชิมชีสเค้กสักชิ้น นมวัวรีดสดๆจากฟาร์ม เคล้าดนตรีเบาๆ อื้อหือฟินอย่าบอกใคร ~
 



 
 

ตั้ลล้าคคค มีแต่น้องแกะเต็มไปหมดเลย บางตัวก็มาเซย์ไฮขอของกินด้วย

 




 
มีแรงแล้วแวะกลับมาเดินเล่นที่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปายกันต่อ ไม่งั้นเดี๋ยวเค้าจะหาว่ามาไม่ถึงปายค่ะ แต่ก็มีความหมั่นไส้เล็กน้อยปนอมยิ้มเบาๆเพราะแต่ละคนเนี่ยมาเป็นคู่เลยค่ะ อิจฉาหนักมากไปอี๊กก เชื่อแล้วว่าคนมาปายเค้าอินเลิฟจริงๆ
 





 
พักที่ไหน : พักที่เดิมเลยจ้า ปายในฝันนั่นเอง วันนี้ไม่ได้ไปเดินเล่นที่ไหนแล้ว แต่มานั่งชิลกันเล่นที่ริมน้ำซึมซับบรรยากาศบ้าง 
 


 



 


ที่เที่ยวสุดท้ายก่อนกลับ เราไปเมืองจีนค่ะ (ซะที่ไหน) หมู่บ้านจีนยูนานสันติชลนั่นเอง บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองจีนมากๆ ตั้งแต่ประตูทางเข้า ภายในหมู่บ้านมีร้านขายหมั่นโถวขึ้นชื่อ มุมถ่ายภาพอีกเพียบ จะถ่ายเล่นๆ หรือถ่ายแบบจริงจัง เช่าชุดใส่ก็มีนะ มีม้าให้ขี่ด้วยค่ะ กิจกรรมเยอะมากๆ แต่ที่พลาดไม่ได้ พลาดไปเราต้องเสียใจแน่ คือการเล่นชิงช้าไม้ให้หวาดเสียว ใจตุ้มๆต่อมๆเล่น เห็นเตี้ยๆแบบนี้ใครว่าไม่เสียว ขอท้าให้ลองค่า ค่าเล่นคนละ 25 บาทเท่านั้นเอง
 





 

การมาเที่ยวปายในช่วงเวลา Low Season อย่างฤดูฝนนั้น ทำให้เราได้ค้นพบเสน่ห์ และความสงบของปายที่ยังคงซุกซ่อนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แล้วมาตกหลุมรักภายในหน้าฝนด้วยกันนะคะ 
 

เรียบเรียงโดยชิลไปไหน