ในฐานะของคนอายุ 35 ที่ไม่เคยออกกำลังกาย กินอาหารไม่ถูกหลัก พักผ่อนวันละ 5 ชั่วโมง ไม่เคยปั่นจักรยานจริงจังมาก่อน มากที่สุดก็แค่ 4-5 กม.(ซึ่งนั่นก็เหนื่อยแทบแย่แล้ว) เมื่อรู้ตัวล่วงหน้าเพียงแค่ 2 เดือนว่าจะต้องเดินทางไปร่วมทริปปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่น ตามคำเชิญชวนของ Octo Cycling ในเส้นทาง Shimanami Kaido และ Tobishima Kaido ทั้งความกังวล ความเครียดก็ถาโถมเข้ามา โดยเฉพาะ“ความกลัว” ปั่น 3 วันติดต่อกัน ระยะทางรวม 160 กม. เราจะทำมันได้หรือ? 



อย่างน้อยก็มีความอุ่นใจอยู่ ที่รู้ว่ามากับ Octo Cycling ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทริปปั่นจักรยานแบบท่องเที่ยว มีประสบการณ์จัดทริปปั่นจักรยานมาแล้วหมายเส้นทางทั้งในไทยและต่างประเทศแถบเอเชีย


ใครที่อยากปั่นจัรยานแนวท่องเที่ยวแบบปลอดภัย มีการวางแผนจัดการที่ดี และได้เจอเพื่อนร่วมทริปที่คอเดียวกัน ลองเข้าไปรู้จักกับ Octo Cycling กันได้ที่ www.facebook.com/octocycling  อย่างทริป Shimanami Kaido และ Tobishima Kaido ครั้งนี้ Octo Cycling ก็เป็นธุระจัดการให้ผมทุกๆอย่าง ตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก หาจักรยานให้ รวมถึงจะนำจักรยานไปส่งให้ถึงสนามบิน




เอาล่ะ…คิดว่า 2 เดือนน่าจะนานพอที่จะฟิตร่างกายให้พร้อม แต่ด้วยภารกิจเรื่องงานต่างๆนานา  ในที่สุดผมก็ไปถึงญี่ปุ่นโดยที่ไม่เคยซ้อมปั่นเลยสักวันเดียว ไม่เคยรู้จักกับจักรยานที่ผมจะต้องไปใช้ชีวิตกับมัน ผมไปพร้อมกับกางเกงปั่นจักรยานที่ซื้อใหม่เอี่ยม ไม่เคยใส่เลยสักครั้ง


 

DAY 1


วันแรกของทริปนั้นหมดไปกับการเดินทาง เรานั่งเครื่องบินมาลงที่จังหวัดฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ถึงสนามบินก็มีรถตู้ที่ Octo Cycling จัดเตรียมไว้มารอรับและพาที่โรงแรม ซึ่งโรงแรมที่ Octo Cycling เลือกไว้คือ U2 เป็นโรงแรมสำหรับนักปั่นจักรยานโดยเฉพาะ



 
พอ Check-In เรียบร้อย ก็ได้เวลาที่แต่ละคนนำจักรยานออกมาประกอบ ผมเองนั้นนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังพกความกังวลมาเต็มกระเป๋า เราจะเป็นภาระคนอื่นไหม จะบาดเจ็บกลางทางหรือเปล่า แม้แต่จักรยานที่ได้มาผมยังประกอบไม่เป็นเลย แต่พี่ๆ ที่ร่วมทริปก็เข้ามาช่วยประกอบจักรยานให้ และต่างคนต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน แม้ว่าบางคนจะไม่เคยร่วมทริปกันมาก่อน



 
รู้จักเส้นทางจักรยาน Shimanami Kaido และ Tobishima Kaido

Shimanami Kaido เป็นเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากเส้นทางหนึ่งของญี่ปุ่นโดยเฉพาะเรื่องความสวยงามของทัศนียภาพตลอดเส้นทาง เพราะเป็นเส้นทางที่ข้ามเกาะน้อยใหญ่ต่างๆ จากจังหวัดฮิโรชิมาไปถึงจังหวัดเอฮิเมะ รวมทั้งสิ้น 6 เกาะ มีระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร โดยทริปนี้เราจะปั่น 2 วัน วันละครึ่งทาง 
ส่วนวันที่ 3 เราจะปั่นต่อในเส้นทาง Tobishima Kaido เป็นเส้นทางผ่านเกาะเล็กๆ 5 เกาะ แล้วกลับเข้าสู่แผ่นดินใหญ่อีกครั้ง ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร  
 
ฟังแล้วสยอง บอกเลย..

 

DAY 2




วันแรกของการปั่นมาถึงแล้ว.. เพื่อนร่วมทริปของผมในครั้งนี้ทุกคนล้วนเกิดก่อนผมทั้งสิ้น แต่ดูแข็งแรงกว่ามากจนผมอาย ผมนี่กลายเป็นเด็กน้อยอย่างบริบูรณ์ทั้งอายุและประสบการณ์ ทริปนี้รูมเมทของผมคือคุณบี แห่ง BKKWheels ผมฝากเนื้อฝากตัวกับคุณบีตั้งแต่เริ่มพบกัน 


การปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่นนี้ Octo Cycling จะจัดหาไกด์ท้องถิ่นชาวญี่ปุ่นมาซึ่งเป็นนักปั่นมืออาชีพมาเป็นผู้นำขบวน เริ่มจากพาเราปั่นจากโรงแรมไปที่ท่าเรือ เพื่อข้ามไปเกาะมูไคชิมา เกาะแรกของเส้นทาง Shimanami Kaido และความกลัวของผม...กำลังจะเกิดขึ้น

 

คุณบีจากเพจ BKKWheels นั้นปั่นตามหลังผมเสมอ ไม่ใช่เพราะผมปั่นเร็วกว่าเค้า แต่เพราะคุณบีตั้งใจจะดูว่าผมปั่นเป็นอย่างไร คุณบีสอนผมหลายอย่าง ตั้งแต่การใช้เกียร์ ท่วงท่าในการปั่น การปรับตำแหน่งอาน แม้กระทั้งบอกให้ผมจิบน้ำบ่อยๆ นี่คือน้ำใจจากนักปั่นที่ผมประทับใจจริงๆ
 

คุณบี BKKWheels


ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้ 10 กิโลเมตรแรกของผมเป็นไปอย่างสวยงาม (แม้จะมีความกังวลแฝงอยู่ในใจ) ยังตื่นเต้นกับบ้านเมืองของญี่ปุ่น ชมวิวที่สวยงาม ขึ้นเนินบ้างเล็กน้อยแต่ก็ยังไหว ข้ามสะพาน ผ่านสวนส้ม ชื่นชมทะเล ชิลๆ

 
เส้นทาง Shimanami Kaido นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การปั่นจักรยานเป็นไปได้สะดวกและง่ายที่สุด ตลอดเส้นทางจะได้รับการดูแลอย่างดี แทบไม่มีทางลาดชันเลย รถยนต์ก็มีน้อย และขับอย่างมีน้ำใจต่อจักรยาน บนสะพานก็จะมีเลนจักรยานโดยเฉพาะ

 
แต่หลังจาก 10 กม.แรกผ่านไปนี่สิ ขาผมเริ่มจะล้าแล้ว สปีดการปั่นก็ตกลง ทิ้งห่างเพื่อนร่วมทริปเป็นระยะๆ เริ่มเครียด เริ่มท้อ จุดหนึ่งที่เจ็บขาสุดๆ ก็เผลอคิดไปว่าเรามาทำอะไรที่นี่!
  
เพื่อความปลอดภัยของทริปปั่นจักรยาาน ทาง Octo Cycling จะมีรถตู้ Service ดักรอตามจุดแวะพักต่างๆ ถ้าใครบาดเจ็บหรือปั่นไม่ไหวก็สามารถหยุดปั่นและนั่งรถตู้ได้ ในแต่ละจุดแวะพักผมจะได้รับกำลังใจจากพี่ๆ ที่ร่วมทริปเสมอ จนทำให้คิดขึ้นมาว่าเราจะไม่ขึ้นรถตู้! เรามาแล้วนี่ เจ็บก็เจ็บ เจ็บนี้ไม่ถึงตาย... ถ้าเรายังปั่น ยังไงเราก็ต้องไปถึงจุดหมาย แม้จะถึงช้ากว่าคนอื่น แต่เราก็ชนะใจตัวเราเอง

 
ในที่สุดผมก็ผ่านวันแรกไปได้ ความกังวลหายไปเยอะพอสมควร และด้วยกำลังใจจากพี่ๆ ที่บอกว่า “ไม่คิดว่าจะทำได้”

 

DAY 2

 
เช้านี้ตื่นมาด้วยความระบม ก้าวเดินยังเจ็บ ลุก-นั่งก็เจ็บ ในใจคิดว่าตายแน่ ถึงใจสู้แต่ร่างกายจะไหวมั้ย แต่ก็เอาวะ...
 

วันนี้คืออีกครึ่งหนึ่งของเส้นทาง Shimanami Kaido เราต้องปั่น 45 กม.!! แค่ 5 กม.แรกของวันนี้ ผมก็เจ็บขา เจ็บก้น(มาก) ตึงแขน เจ็บมือไปหมดแล้ว ผมปั่นทิ้งห่างเพื่อนร่วมทริปอยู่พอสมควร มองเห็นนักปั่นอยู่ลิบๆ แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของ Octo Cycling ปั่นตามผมเป็นการปิดท้ายขบวนตามนโยบายของ Octo Cycling

ปั่นแบบเจ็บๆ โดยเฉพาะก้นนี่เจ็บมากๆ แทบจะนั่งลงไปบนอานเต็มๆ ไม่ได้ พอยกตัวขึ้นก็จะทำให้ล้าหน้าขามากกว่าปกติอีก


แล้วก็นึกถึงคำที่พี่ที่ปั่นด้วยกันพูดเมื่อคืนว่า "ความเจ็บเป็นอุปทาน" ในใจก็คิดว่านี่ไม่ใช่อุปทานนะ ผมเจ็บจริง T-T แต่ก็ฝืนทนปั่นมันไปแบบเจ็บๆ เราหนีมันไม่ได้นี่ มีทางเดียวคือปั่นมันไปเรื่อยๆ เนินเขาเหรอ สะพานเหรอ มา..มาเจอกัน ทุกๆ เนินนี่เหมือนฟ้าผ่าลงมาบนหน้าขา.. ทุกๆ ครั้งที่ผ่านป้ายบอกระยะทางบนถนนว่า "อีกกี่กิโลเมตรจะถึงปลายทางที่อิมาบาริ" นี่มันช่างเป็นตัวเลขที่ทรมานใจ



 
ระหว่างการปั่นแบบหลบเลี่ยงองศาเจ็บก้นเจ็บขาอยู่นั้น ผมก็พบว่า คำว่า "ความเจ็บคืออุปทาน" นั้นหมายถึงการที่เราเอาความเจ็บมาเป็นปัญหาว่าเราไม่ไหวแล้วต่างหาก ทั้งที่จริงๆ เราอยู่กับความเจ็บปวดได้มากว่าที่เราเคยเชื่อ...


 
ผมก็ปั่นไป เจ็บไป จนในที่สุดก็มาถึง Imabari Castle แห่งเมืองอิมาบาริ สถานที่ที่ระบุไว้ในทริปว่าเป็นไฮไลท์ของวันนี้ พวกเราเดินเข้าไปชมความงามของปราสาทโบราณ ซึ่งต้องทึ่งในการก่อสร้าง จนผมรู้สึกว่าไอ้ความเจ็บของผมนี้ คงเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของแรงงานที่เกณฑ์มาสร้างปราสาทแห่งนี้กระมัง





 
เสร็จจาก Imabari Castle พวกเราก็ปั่นเข้าโรงแรม กิโลเมตรสุดท้ายก็ผ่านไปด้วยความเจ็บปวดที่เริ่มจะ “สะใจ” อย่างน้อยเส้นทาง Shimanami Kaido ผมก็ทำได้สำเร็จแล้ว

 

DAY 3


วันนี้เราจะปั่นกันต่อในเส้นทาง Tobishima Kaido ซึ่งต้องขึ้นเรือเฟอรี่จากเมืองอิมาบาริไปลงที่เกาะ Okamura  เพื่อไปเริ่มต้นปั่นในเส้นทาง Tobishima Kaido เส้นทางนี้เป็นเส้นทางผ่านเกาะเล็กๆ 5 เกาะ แล้วกลับเข้าสู่แผ่นดินใหญ่อีกครั้ง วันนี้ความเจ็บความระบมของผมมีเท่าๆเดิม ที่เพิ่มเติม(อย่างน่าแปลกใจ)คือ “ความกลัว” ของผมนั้นหายไปหมด
 
วันนี้ระยะทางคือ 77 กม. ฝนปรอยๆ ลงมาบ้างเป็นช่วงๆ ลมเย็นพัดมาตลอดเส้นทาง ภูเขาปกคลุมไปด้วยหมอก แต่ละกิโลฯ ผ่านไปทีละเมตรๆ ความเจ็บกับเราเริ่มเป็นเพื่อนกันไปแล้ว


เจ็บก้นก็ยกตัว เจ็บขาก็เหยียด เหนื่อยก็หายใจลึกๆ กระหายก็จิบน้ำ ฝนตกก็เอาเสื้อกันฝนมาสวม ร้อนก็ถอดออก วันนี้ไม่มีความคิดว่าจะเอาชนะอะไร ไม่เอาชนะรถ ไม่เอาชนะเส้นทาง ไม่เอาชนะร่างกาย ไม่แม้แต่จะเอาชนะใจตัวเอง ไม่อะไรเลย ผมปั่นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ บาลานซ์ตัวเรากับอุปสรรคที่ต้องเผชิญ ก็แค่ “รับรู้” ว่ามีอุปสรรค มีปัญหา มีความเจ็บ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งธรรมดาสามัญของชีวิตนี่ 


ผมเริ่มใช้สายตามองและชื่นชมสิ่งสวยงามที่อยู่รอบตัว(บ้าง) ซึ่งเพื่อนร่วมทริปคนอื่นๆ คงจะฟินกันไปตั้งแต่ 2 วันแรกแล้ว 555+




จากความเจ็บที่ผมจดจ่ออยู่กับมันในสองวันแรก วันนี้ผมเริ่มเห็นดอกไม้สวยๆ ข้างทาง ได้ยินเสียงยางที่บดกับถนน รู้สึกถึงลมเย็นที่ปะทะหน้า ได้กลิ่นของต้นไม้ เป็นความรู้สึกที่ประหลาด ที่เราสามารถซึมซับความสุขได้แม้ว่าความเจ็บปวดทางร่างกายนั้นก็ยังมีอยู่ มันทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งจากหนังที่ว่า "ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวปัญหา แต่อยู่ที่ทัศนคติที่เรามีต่อปัญหา" แจ็ค สแปโรว์ กล่าวไว้





 
และแล้วกิโลเมตรที่ 77 ก็มาถึง เราสิ้นสุดการปั่นของทริปนี้กันที่หน้าโรงแรม พวกเราเริ่มถอดชิ้นส่วนของจักรยานออก ปล่อยลมยาง 
พับรถ  แพ็คจักรยานลงกระเป๋า ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สำหรับผมแล้ว ณ ตอนนี้มันไม่ใช่ความรู้สึกว่า “จบแล้ว” หรือ “พอกันที” แต่มันเป็นความรู้สึกที่ว่า “ครั้งหน้า...เราคงจะได้มาปั่นกันใหม่”


 

DAY 4


วันนี้ไม่มีการปั่นจักรยานระยะไกล ตามแพลนแล้ววันนี้ Octo Cycling วางไว้เป็นวันเที่ยวพักผ่อน ซึ่งเราจะขึ้นเรือไปเที่ยว “เกาะกระต่าย” กัน


เกาะ Okunoshima หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่าเกาะกระต่าย เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ตอนใต้ของฮิโรชิม่า เดิมเกาะนี้ใช้ฐาน(ลับสุดยอด)ในการผลิตอาวุธเคมี แก๊สน้ำตา แก๊สพิษ ฯลฯ ของกองทัพญี่ปุ่น แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โปรเจคนี้ก็ยุติไป ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนจะปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และต้องการทดสอบความปลอดภัยของเกาะ จึงได้นำกระต่ายมาทดลองปล่อยบนเกาะ 


ปรากฏว่ากระต่ายสามารถอยู่รอดปลอดภัยดี แถมยังออกลูกออกหลานกันเต็มเกาะ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แปลกและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย กระต่ายบนเกาะมีเยอะมาก หันไปทางไหนก็เจอ แถมยังเชื่องมากๆ วิ่งเข้าหาคนตลอด แต่เค้าก็มีกฏว่าห้ามจับห้ามอุ้มกระต่ายนะ

 
ถนนรอบเกาะมีความยาวประมาณ 2 กม. สามารถเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะแบบชิลๆ ได้ มีสถานที่แวะเที่ยวได้หลายจุด ส่วนมากจะเป็นอาคารเก่าและป้อมปราการที่ถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันมีรีสอร์ทบนเกาะและลานกางเต็นท์ มีร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก




หลังจากเที่ยวเกาะกระต่ายเสร็จแล้ว เราก็นั่งรถตู้เข้าเมืองฮิโรชิม่า อยู่ที่นี่คืนสุดท้ายก่อนกลับประเทศไทยในวันรุ่งขึ้น ช่วงเย็นพวกเราเดินไปชมโดมปรมาณู อาคารที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางการระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มากที่สุด (ที่ยังคงหลงเหลือให้เห็น) 


ต่อด้วยการชมบ้านเมือง และหาร้านรับประทานอาหารสไตล์ฮิโรชิม่าด้วยกัน เป็นการฉลองก่อนซาโยนาระ..เจแปน





 
ระหว่างอาหารมื้อนี้ อะไรจะดีไปกว่าการดื่มเฉลิมฉลองในวันฝนตก ส่งรูปมาแลกกันดูในไลน์กลุ่ม และการวางแผนนัดแนะกันว่า ทริปหน้า…เราจะไปไหนกันดี




ขอบคุณมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมทริปทุกคน ขอบคุณ Octo Cycing สำหรับการวางแผนจัดการที่ดี ขอบคุณไกด์ท้องถิ่นและทีมงานทุกๆ คน ขอบคุณ Shimanami Kaido และ Tobishima Kaido ที่ทำให้ผมพูดได้ไปจนแก่ว่า นี่คืิอทริปที่มากล้นด้วยประสบการณ์ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำอันสวยงาม