หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว


1
ขณะที่ผมแพ็คกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทาง  เสียง ringtone ของโทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุง ที่เพื่อนๆในกลุ่มบอกว่าห่วยสิ้นดี แต่ผมกลับชอบ เพราะน้องแพนเค้กเค้าใช้เสียงนี้ (อุอุปลายทางเป็นผู้หญิงคนนึงพูดผ่านมาว่า "ชั้นจะไปรับแก บัดนาว แล้วนะ" เอาละซิ list ทั้งหลายที่เขียนมา ไม่ต้องดูมันแล้ว นึกไรได้จับยัดไปเลย ที่แน่ๆต้องไม่ลืมเสื้อกันฝน เพราะเพื่อนที่ไปมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วบอกว่า "กรูไปยืนตากฝนตั้งนาน ไม่นึกว่ามันจะตกหนักขนาดนี้ กล้องกรู...." แล้วเสียงเจ้าอ๊อดก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่า ออกมาได้แล้วโว้ย 

    
     อ่อ เจ้าอ๊อดที่ว่าก็คือพาหนะที่จะนำเราไปจุดหมายนั่นเอง

     ชักช้าอยู่ใย รีบไปกันเลย

      "ไมโครเลยน้อง" เด็กปั้มรวมทั้งเพื่อนร่วมทริปมองกันเป็นไก่ตาแตก กว่าจะเก็ตมุขผม หรือเป็นเพราะการออกเดินทางของเรามันดึกเกินไป ทำให้สมองคิดไรช้าเหมือนขาดอากาศ แล้วเสียงยียวนปนเหน็บแนมก็หลุดมา "มุขมรึงนี่ โคตรแก่เลยหว่ะ" แอนหรือที่เพื่อนๆเรียกกันว่าฮิปเป็นคนแรกที่เข้าใจมุข ซึ่งแน่นอนเราอยู่ยุคเดียวกัน 555 แต่เพื่อนแนนเจ้าของไอ้อ๊อดยังมึนอยู่

     เอาล่ะ เริ่มต้นเดินทางกันซะที อย่างงให้มาก ไปๆ

     ฉับ!!! ถึงชัยภูมิแล้ว ซึ่งก็คือเป้าหมายของทริปนี้ แต่แหมช่างรวดเร็วจริงๆในการบรรเลงตัวอักษรเนี่ย ซึ่งเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ

     โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 มุ่งหน้าไปยังโคราช แล้วตัดเข้าเส้น 201 ไปสีคิ้ว ผ่านอ.ด่านขุนทด ซึ่งตรงเข้าตัวเมืองชัยภูมิ

แต่จุดหมายแรกที่พวกเราตกลงกันว่าจะไปเก็บแสงแรกก็คือ มอหินขาวนั่นเอง

     มอหินขาว หรือ สโตนเฮนจ์เมืองไทย อยู่ในอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เส้นทางที่ไปนั้นสบายๆครับ เจ้าอ๊อดวิ่งปร๋อ แต่ถ้าฝนตกละก็ ไม่อยากจะคิดเพราะเป็นทางลูกรังที่ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันทำ เพื่อเก็บผลผลิตที่ปลูกไว้ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นฝนไม่ตก แต่บรรยากาศรอบๆ ตอนตี 4 กว่าๆนี่ ขอบอกว่าน่ากลัวมากกก ไม่ว่าจะกับสิ่งมีชีวิตหรือส่ิงเหนือธรรมชาติ เหอ เหอ แต่เราก็ยังมุ่งมั่นที่จะไปถึงให้ได้

     และแล้วเราก็เห็นเงาตะคุ่มตะคุ่ม สูงโด่งและขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า ผมมองไปรอบๆ บรรยากาศมันช่างดีและเสียวหลังวาบ วาบเนื่องเพราะตอนนี้เป็นเวลาตี 5 ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลย มีแต่ความมืด ลมและเสาหินสูงๆที่ดูแล้วน่ากลัวชะมัด จนกระทั่ง จนกระทั่งแสงแรกของวันเริ่มสาดส่อง

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว


 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 

โอ้วววววว....เกินคำบรรยายเลยครับ สำหรับสิ่งที่ผมเห็นเต็มสองตา

เราทั้ง 3 คนใช้เวลาอยู่ที่นี่กัน 2 ชั่วโมงนิดๆในการเก็บเกี่ยวความงามผ่านกล้องของแต่ละคน

ยลโฉมมอหินขาวให้จุใจครับ เพราะตอนต่อไปเราจะขับรถมุ่งไปหาดอกกระเจียวกัน

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว




2

เอาล่ะ หลังจากดื่มด่ำความงามมาพอสมควรก็ถึงเวลาที่จะอำลามอหินขาวกัน

     แต่ก็ไม่วายที่สมาชิคร่วมทริป ซึ่งทั้งน่ารัก มีมารยาท พูดจาไพเราะ  (ผมโดนบังคับให้เขียน T_T )พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า "เดี๋ยวหนูจะมาใหม่อีกรอบนะคะ love u ค่ะ จูบุ จูบุ" พร้อมทำหน้าตายั่วยวนชวนฝันถึง

     ขาลงนี่ต่างจากขาขึ้นมากมายครับ ไม่น่ากลัวบวกกับวิวสองข้างทางทำให้อยากจอดแล้วนั่งชมต่ออีกซักนิด พูดได้เลยครับว่า "โดนอย่างแรง

 

     Let's Go

     หลังจากผ่านทางลูกรังมาได้ เจ้าอ๊อดของเราก็ได้โชว์ศักยภาพความเป็นจ้าวถนน พูดได้เลยครับว่า เร็วและแรง แซงมอร์ไซค์ทุกคัน 555 เผลอแป๊บเดียวเราก็เกือบจะถึงทางแยกที่จะออกจากอุทยาน

     ด้วยสายตาที่ไวดุจเหยี่ยว ถึงแม้จะไม่เเท่ากับยามเมื่ออยู่ในกรุงฯ เพราะเหยื่อมันเยอะเจงๆ แต่ก็ไวพอที่จะเห็นป่้ายบอกทางว่า "น้ำตกตาดโตน ไปทางนี้นะจ๊ะ"

     เหมือนมีวิญญาณ อาฆาต แบบจูออน มากระซิบที่ข้างหู "ไปน้ำตกกันเหอะเมิง" ผมหักเลี้ยวเจ้าอ๊อดพร้อมดึงเบรคมือ และเหยียบคันเร่ง โอ้วววว....โม้เกินป่ะ หุหุ

     จ่ายค่าเข้าอุทยาน 3 คน พร้อมรถอีก 1 คัน ทั้งหมดก็ 190 บาท

     แล้วเราก็ได้ชื่นชมน้ำตกตาดโตนที่ได้ชื่อว่าติด top 5 ของประเทศไทย รวมทั้งยังได้อาบน้ำเป็นของแถม

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 น้ำตกตาดโตน

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 ห้องน้ำสะอาดมั่กๆ

 

ทำไมต้องหำหด?

     บอกลาน้ำตกตาดโตนมาได้ประมาณ ชั่วโมงกว่า ก็มาถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งเป็นเป้าหมายของทริปซะที

     "แต่ช้าก่อนซาร่า เจ้าหน้าที่บอกว่าเจ้าอ๊อดเนี่ยคงไปไม่ได้ อ๊าาา ต้องจ้างรถขึ้นไปเท่านั้น อ๊าาา" ทำเสียงเลียนแบบนักแสดงที่ชอบขายของตอนดึกๆ

     "พระเจ้า จริงเหรอจอร์ชชช เราจะต้องทิ้งรถคันงามไว้ที่นี่งั้นหรือ โอ๊ววว" แนนเจ้าของไอ้อ๊อดเล่นมั่ง

     เพี้ยะ...คือกริยาที่เกิดจากการกระทำของฮิป ซึ่งแน่นอน กรรม ที่ว่าไม่ใช่ใคร ผมเอง

     "อย่ามาตลก ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ซะ ไป๊" ไมมันไม่โดนฟะ

     550 บาท คือราคาเหมารถทั้งไปและกลับ ขอบอกว่าถ้าไปกันเยอะๆเนี่ยคุ้มครับ ย้ายข้าวของจากน้องอ๊อดขึ้นกระบะเรียบร้อย ทั้ง 3 คนรวมผมด้วยก็จับจองที่นั่งด้านหลังเพื่อเก็บภาพกัน นั่งไปได้ซักพัก ก็เข้าใจว่าทำไมน้องอ๊อดถึงขึ้นไปไม่ได้ 

     "โอ๊ววว..ซาร่า เราต้องข้ามทางน้ำตกเหรอนี่" แล้วบรรยากาศมาคุก็ตามมาหลอกหลอนผมอีก

     "โอ๊ววว..ซาร่า จอร์ชไปก่อนนะ" แน่นอน ประสบการณ์ทำให้คนเราเติบโตขึ้น 555

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 

  นั่งไปได้ซักพัก ก็ถึงจุดกางเต้นท์ ถามคุณลุงที่มาส่งว่าไม่มีใครเลยเหรอ คำตอบที่ได้

     "เค้าลงกันหมดแล้ว เมื่อเช้า" นึกขึ้นได้ วันนี้วันอาทิตย์นี่หว่า เอ่ออออ...ก็ดี สงบดี

     หลังจากกางเต้นท์ เก็บของเรียบร้อย เราก็ตกลงกันว่า ไปเดินสำรวจใกล้กันก่อนดีกว่า และก็เก็บแสงตอนเย็นกัน หลังจากนั้นก็เข้านอนเก็บแรงไว้เดินต่อรุ่งขึ้น เพราะเราจะไปดูดอกกระเจียวที่ทุ่ง 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าใช้เวลาเดินไปกลับก็ร่วม 2 ชั่วโมง !!

     เดินตามเส้นทางมาไม่นาน เราก็จะจุดชมวิวที่ผมแอบอมยิ้มเล็กๆ เข้าใจคิดชื่อเนอะ

     ผาหำหด ชื่อนี้ชวนให้คิดต่อเสียจริงเชียว ว่าถ้าใครไม่มีจะเสียวมั้ยเอ่ย หุหุ

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว
 ผาหำหด

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

  วิวจากผาหำหด




3

เจอจนได้ ดอกกระเจียว

     ตืด ตืด ตืด ตืด ... เสียงปลุกที่ตั้งไว้ของไอ้เครื่องอเนกประสงค์นามว่า itouch ดังขึ้น แน่นอนว่าอาการงัวเงีย ไม่อยากจะตื่นให้หลุดออกจากภวังค์ความฝันเล้ยยย เพราะน้องแพนเค้กกะลังนวดจับเส้นให้อยู่ หุหุ อยากจะนอนให้จับเส้นไปเรื่อยๆ 

     แต่ด้วยจิตสำนึกดี สังคมดี ไอ้กระผมก็เลยลุกขึ้นนั่งแล้วก็ตะโกนลั่นเต้นท์

     "ตื่นได้แล้วโว้ยยยยย" เพราะกลัวเพื่อนร่วมทริปจะได้เปรียบ 555

     แล้วก็ต้องรีบออกมาจากเต้นท์โดยด่วน เหตุผลง่ายๆครับ กลัวโดนตื้บ แล้วภาพแรกที่เห็นบรรยากาศข้างนอกก็ต้องทำให้ผมเสี่ยงตายที่จะเข้าไปในเต้น ท์เพื่อไปหยิบกล้องออกมาเก็บภาพที่อยู่ตรงหน้า

     ทั้งๆที่เวลาบนเข็มนาฬิกาข้อมือผมบอกว่าตั้ง 6 โมงเช้า เน้นนะครับ 6 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ตื่นสายที่สุดในการเที่ยวทุกครั้ง

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

ลานกางเต้นท์

 

หลังจากตื่นกันหมดทุกคน เราก็ไม่รีรอที่จะมุ่งหน้าไปยลโฉมท้องทุ่งดอกกระเจียวกันพร้อมทั้งอาวุธคู่กายของแต่ละคน ซึ่งวันนี้เราจะลุยกันไปถึงทุ่ง 1 ที่ว่ากันว่าสวยที่สุดแล้วครับ

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 

  ระหว่างทางก็พอจะมีอุปสรรค์กันบ้างตามสภาพของป่าช่วงหน้าฝน ไม่ว่าจะเป็นทางที่ลื๊นน ลื่น และก็สัตว์มีพิษบางชนิด เช่นพวกงู ตะขาบ ใครจะไปก็ระวังกันหน่อยนะครับ เพราะผมเจอจริงๆ เสียดายที่บอกให้มันหยุดแล้วมันไม่ยอมหยุด ไม่มีวิญญาณนายแบบ นางแบบกันเล้ยยย

     และแล้วเราก็เห็นป้ายบอกว่า ถึงแล้วทุ่งกระเจียว 2

     โอ้วววว...ผมหันไปหาเพื่อนร่วมทริปอีกทีเพื่อจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีบอกว่าถึงแล้วเฟ้ย

     และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกินขึ้น หายครับ ทั้ง 2 คนที่เดินตามผมมาไม่อยู่ซะแล้ว ทีนี้ละทำงัยดี คนเดียวกรูก็กลัวนะเฟ้ย เดี๋ยวใครมาฉุดทำมิดีมิร้ายทำงัยล่ะ หมอกก็ลงจัดมองเห็นก็แต่ใกล้ๆ สัตว์แถวนี้ก็น่ากลัว เสียวโว้ยยยยย

     "เฮ้ยย..ยื่นไมตรงนั้นฟะ ไม่ถ่ายรูปเหรอ" 1 ใน 2 สาวที่น่ารัก มีมารยาท พูดจาไพเราะ ตะโกนถามอยู่กลางทุ่ง แหม..อ้ายพวกนี้ไปกันเร็วเหมือนจูออนจริงๆ

     แชะ

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

ดอกกระเจียวทุ่ง 2

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว


 ถ้าใครไม่รู้นี่ ดอกกระเจียวคือดอกเล็กๆสีม่วงๆนั่นแหละครับ

 

เก็บภาพกันได้นิดหน่อยก็เดินไปทุ่ง 1 กันต่อครับ กลัวหมอกหมดเพราะนี่ก็ประมาณเกือบ 8 โมงเข้าไปและ เดี๋ยวจะพลาดโอกาสซะหมด

     และแล้วก็มาถึงจนได้ครับ บอกได้คำเดียวว่า สวยสมชื่อที่ล่ำลือกัน ไม่อยากจะคิดว่าปลายเดือนนี้น่าจะเป็นช่วงที่ดอกกระเจียวบานเต็มทุ่งแล้วจะ เป็นยังไง ใครมีโอกาสก็ไปกันนะครับ รับประกันว่าสวยจริงครับ ถ้าไม่สวยก็.........กลับมาเที่ยวห้างเหอะครับ 5555

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว


 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 

หมอกที่เริ่มจางลง จางลง เป็นสัญญาณบอกให้เรากลับขึ้นไปเก็บข้าวของเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯกันแล้ว

     แต่เดี๋ยวก่อนครับที่ อช.ไทรทอง ยังมีน้ำตกให้เราไปเล่นกันได้ด้วยนะครับ ซึ่งเราสามารถขับรถไปได้ครับ อยู่ใกล้ๆกับที่ทำการนั่นแหละ นอกจากน้ำตกแล้วยังมีต้นไม้อายุกว่า 1000 ปีให้ได้ชมความอลังการงานสร้างของธรรมชาติ ชื่อต้นกระบากครับ ซึ่งน่าจะเหลืออยู่ต้นเดียวแล้วครับ  เพราะที่นี่เคยเป็นที่สัมปทานมาก่อน เหลือรอดมาให้ได้ชื่นชมก็ดีแล้วครับ ลากันเลยครับทริปนี้

   
 
โชคดี มีชัย สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านกันนะครับ ทริปหน้าเจอกันใหม่ สวัสดีครับ

 

หลังหำหด จึงได้เจอดอกกระเจียว

 ต้นกระบาก


เรื่องโดย : onaree