" ทริป  2 วัน 1 คืน  : เสาร์อาทิตย์  ไปทดลองใช้ชีวิตที่..  อุทัย "


ใครที่เบื่อรถติด กำลังมองหาที่เที่ยวเพื่อออกไปใช้ชีวิตในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ลองมองจังหวัดที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปดูสิ
 บางทีเราอาจจะค้นพบว่า จริงๆ เราแค่ต้องการพักเพื่อใช้ชีวิตธรรมดาแบบไม่เร่งรีบดูบ้าง แค่นั้นก็คงพอ

  . .. .

 อุทัยธานี .. ถ้าให้นึกเล่น ๆ เราคงคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรที่นั่นดี
 ด้วยระยะทางแค่ 222 กิโลเมตรจากกรุงเทพ มันก็ไม่ได้ไกลมากนะ หลับแปปนึงก็ถึงแล้ว

 ไปดูกันว่า 2 วัน 1 คืนที่อุทัย เราทำอะไรไปบ้าง




 เพื่อความเป็นสิริมงคลเราเริ่มต้นที่ "วัดท่าซุง" วัดเก่าแก่ที่มีสวยงาม เอกลักษณ์ของวัดนี้คือ วิหารแก้ว ตกแต่งประดับประดาไปด้วยแก้วใสวาววับมองไปทางไหนก็สวยงาม

 


 ภายในวัดยังมีปราสาททองคำ ซึ่งตกแต่งด้วยทองคำ ใครที่ชอบปฏิบัติธรรมแนะนำให้มาที่นี่ เพราะมีสถานที่ฝึกสมาธิและที่พักให้ด้วย
 



 หลังจากอิ่มบุญแล้ว เราไป "นั่งเรือชมวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำสะแกกรังและวัดโบสถ์" กันต่อ









 ชุมชนชาวแพสะแกกรังเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีชาวบ้านบางส่วนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ยังใช้ชีวิตบนแพอย่างเรียบง่ายและสงบบนสายน้ำ ประกอบอาชีพทำการประมงและเลี้ยงปลาน้ำจืดในกระชังเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะปลาแรด
 




 เมื่อเริ่มหิวกันแล้ว เราเดินทางไปยังชุมชนบ้านโรงน้ำแข็ง
 เพื่อทานอาหารกันที่ "ริมนทีโฮมสเตย์"  ปลายสุดของเกาะเทโพ ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่คั่นระหว่างจังหวัดอุทัยและชัยนาท เป็นส่วนที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังไหลขนาบก่อนที่จะไหลรวมกันที่ปลายเกาะ




เราสามารถมองเห็นแม่น้ำจากโฮมสเตย์ได้เลย
ที่นีมีที่นั่งเล่นชิล ๆ บริเวณริมน้ำอีกด้วย  บรรยากาศกำลังดี มีลมพัดเย็น ๆตลอด 






หลังจากกินข้าวจนอิ่มแล้วเราไปพักจิบกาแฟ ชมของสะสมและส่งโปสการ์ดกันที่
 "ร้านกาแฟบ้านจงรัก" ภายในร้านเต็มไปด้วยของเก่า ชั้นหนึ่งเป็นร้านกาแฟและขายของที่ระลึก






 
 ส่วนชั้นสองจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ที่ปัจจุบันหาดูได้ยาก เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง จานชาม กล้องและคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า รวมถึงภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวในวันวาน









 
 ตกเย็นเราไปเดินเล่นกันที่ "ถนนคนเดินตรอกโรงยา" หรือถนนคนเดินประจำวันเสาร์



 ของชาวอุทัย เดิมที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงฝิ่นเก่า ปัจจุบันถูกฟื้นฟูภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนโดยชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม บรรยากาศของถนนคนเดินรู้สึกอบอุ่น ผู้คนเดินสวนกันไปมาทุกคนจะทักทายเสมือนญาติพี่น้อง
 

 ตรอกโรงยาจึงเป็นเหมือนที่พบปะพูดคุยกันของชาวอุทัย ผู้ใหญ่ออกมาจับจ่ายซื้อขายของ และยังมีการแสดงดนตรีไทยจากเด็กๆ และกิจกรรมให้เด็กเล็กทำ คือ วาดภาพระบายสี ฟรี
 






 ส่วนสองข้างทางตึกเก่าเต็มไปด้วยของสะสมเก่าแก่
 งานแฮนเมดน่ารักๆ จากชาวอุทัย




 




 นอกจากสินค้าแล้ว ตลอดถนนยังมีของกินหลากลายแบบให้เลือกซื้อเลือกทาน ทั้งของคาวและของหวาน ซึ่งแต่ละร้านไม่ซ้ำกันแน่นอน จะนั่งทานในร้าน หรือซื้อไปเดินกินไปก็ได้









 รับรองว่าเดินจนสุดถนนอิ่มแน่นอนเพราะแต่ละอย่างนั้นน่ากินมาก
 
 
 เราอยู่ที่ตรอกโรงยากันจนค่ำเลย
 สำหรับวันแรกนั้น ทั้งอิ่มบุญ และอิ่มท้องเลยล่ะ



 วันที่สองเราตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อออกไปเดินตลาดเช้า
  แต่เราไปเช้าขนาดนี้ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย


  ลองนึกดูเล่น ๆ นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ตื่นเช้ามารอดูพระอาทิตย์ขึ้น ?
 ครั้งนี้เลยได้โอกาสไปยืนรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานแม่น้ำสะแกกรัง




 
 หลังจากนั้นเรามาเดินตลาดกันต่อ สังเกตว่าคนที่นี่ค่อนข้างตื่นเช้า
 เพราะเช้า ๆ ยังคึกคักไม่แพ้ช่วงเย็น

 บนถนนมีซาเล้งขนของขับสวนกันไปมา พ่อค้าแม้ค้าตั้งแผงกันตั้งแต่เช้ามืด
 ผู้คนออกมาซื้อของจับจ่ายอย่างไม่ขาดสาย
 





 
นี่เป็นเพียงบางส่วนของตลาด ตื่นเช้าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ไป
 ถ้ามาอุทัยต้องออกไปเดินตลาด จะได้ตักบาตร และทานทั้งของสดและอร่อย 
แอบกระซิบบอกก่อนเลยว่า ราคาถูกมากกกก
 











 มาอุทัยทั้งทีต้องลองกิน ปลาแรด ด้วยนะ
 คำขวัญประจำจังหวัดบอกไว้ว่า "ปลาแรดรสดี" ยืนยันแบบนี้ต้องลองให้ได้เลยล่ะ

 


 หลังจากนั้นเราเดินชมตึกเก่า ๆ ระหว่างทาง
 ใครที่ชอบความสวยงามของอาคารไม้เก่าและตึกเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม
 คงหลงเสน่ห์ของเมืองอุทัย เพราะที่นี่มีตึกเก่าที่ยังคงอนุรักษ์ไว้เยอะมาก

 
 หากสังเกตจะพบว่าบ้านเรือนแถบนี้ทั้งตึกปูนตึกแถวและเรือนไม้สองชั้นต่างก็ทาด้วยสีม่วง  
 ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระองค์เจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา
 
 
 
 เดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มหิว แต่คนที่นี่ตื่นเช้า ไม่ต้องห่วงร้านอาหารในยามเช้าก็เลย
 ที่นี่มีให้เลือกเยอะ  เรามาแวะทานข้าวเช้ากันที่ร้าน "โกตี๋"
 ที่นีมีหลายเมนู เราลองแพะตุ๋นยาจีนสูตรไหหลำ และข้าวหน้าเป็ด



 


 หลังจากกินอิ่มแล้ว เราแวะไปซื้อขนมปังสังขยาต้นตำรับ
 เจ้าเก่าเจ้าอร่อยกันที่ "ร้านไพพรรณ" ซึ่งขนมอบกันสดๆ ร้อนๆ จากเตา
 รับรองไส้สังขยานั้นอร่อยจนต้องซื้อกลับไปฝากเพื่อนๆ อีกหลายกล่องค่ะ
 




 หลังจากอิ่มก็เดินทางไปยังอำเภอบ้านไร่ มาผ่อนคลายกันที่
 Avatar spa mountain suits
 โดยการทำสปาเกลือจะต้องเข้าไปนอนในบ่อเกลือที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งเกลือที่ใช้เป็นเกลือสินเธาว์บริสุทธิ์จากอำเภอพิมายนำมาพอกตัวทิ้งไว้1 – 2 ชั่วโมง





 ซึ่งเกลือจะดูดสารพิษออกจากร่างกายเรา ทำให้เราจะรู้สึกผ่อนคลาย หลังทำเสร็จจะรู้สึกได้ว่าผิวจะนุ่มและรู้สึกสบายตัวมากกกกกก





สำหรับทริปนี้ หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งการตัดใจออกมาพักผ่อนของเพื่อน ๆ นะคะ
อุทัยมีอะไรมากกว่าที่เราคิด หลีกหนีการใช้ชีวิตซ้ำๆ แล้วออกมาใช้ชีวิตช้าๆ กันเถอะ

 แล้วคุณจะหลังเสน่ห์ความเรียบง่าย .. แต่ไม่ธรรมดาที่อุทัยธานี







เรียบเรียงโดย.. ชิลไปไหน

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ