ทริปเที่ยวนครศรีธรรมราช: คีรีวง 2วัน 1 คืน หมู่บ้านสโลว์ไลฟ์กลางขุนเขาในดินแดนคนพูดเร็ว นครศรีธรรมราช,ลานสกา,คีรีวง,หมู่บ้านคีรีวง


Story by : ปู่บอกให้ออกเดิน
Photo by : แก๊งลูกแมว

เราออกเดินทางกันแต่เช้าด้วยรถส่วนตัว มุ่งหน้าสู่จังหวัดตราดซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็มาถึงจุดหมายปลายทางแรกที่ชุมชนบ้านท่าระแนะ ต.หนองคันทรง อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งชุนชนนี้เป็นชุมชนนิเวศพิพิธภัณฑ์ ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณปากแม่น้ำตราด มีพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดสมบูรณ์ และยังมีกิจกรรมเชิงนิเวศให้ได้เรียนรู้มากมาย
 



เมื่อมาถึงก็มีเจ้าหน้าที่ของชุมชนออกมาต้อนรับ และเริ่มโชว์กิจกรรมอย่างการจับปูมือเดียว โดยพี่ชาวบ้านท่านหนึ่งใช้แขนข้างเดียวจับและมัดปูอย่างชำนาญ นอกจากนี้เรายังได้ร่วมกันปล่อยปูคืนสู่ธรรมชาติ
 


หลังจากปล่อยปูกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินเล่นกันเพลินๆ ชมวิวป่าโกงกางเพื่อเดินทางต่อไปยังลานตะบูน และก่อนที่เราจะลงเรือ ที่บริเวณศาลาริมน้ำยังมีน้ำชาร้อยรู ซึ่งเป็นสมุนไพรท้องถิ่นที่มีสรรพคุณก็มากมาย โดยชาวจีนยังมีความเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะและสรรพคุณมากมาย



หลังจากจิบชาจนชื่นใจ ร่างกายฟิตปึ๋งปํ๋ง เราก็ลงเรือผ่าน 3 ป่า โดยช่วงแรกจะเป็นป่าโกงกาง ช่วงที่สองจะเป็นป่าต้นจาก และช่วงสุดท้ายจะเป็นป่าตะบูนนั้นเอง เพื่อไปชมความมหัศจรรย์ของลานตะบูน ซึ่งจากท่าเรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที ด้วยเรือยนต์ของชาวบ้าน สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อมาชมความสวยงามนี้ได้ที่เบอร์ 081 161 6694


ล่องเรือเพลินๆ แป๊บเดียวเราก็มาถึงบริเวณลานตะบูน ซึ่งบริเวณนี้จะมีต้นตะบูน ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 50 ปีแพร่ขยายรากไม้ขึ้นมาเหนือพื้นดิน ขดไปขดมากว่า 3 ไร่ ให้เราได้ถ่ายภาพเก๋ๆ นั่งชิลๆ ซึบซับกลิ่นไอของธรรมชาติที่สวยงาม และนอกจากนี้แล้วที่นี่ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่างการโยนโบว์ลิ่ง ที่นำเอาลูกตะบูนและไม้ตะบูนมาประยุกต์เป็นกิจกรรมคลายเครียดให้เราได้สนุกกันอีกด้วย



 

หลังจากชมความสวยงามของรากตะบูนเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็กลับมาลงเรือ เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือ ซึ่งขากลับท่าเรือจะผ่านจุดที่เราลงเรือ เพื่อพาเราไปชมซุ้มโกงก้างและบริเวณปากอ่าวก่อนจะมาขึ้นฝั่งกันที่หน้าหมู่บ้านท่าระแนะ 

เผลอแปบเดียวเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท้องร้องเป็นสัญญาณให้พวกเราต้องไปชาร์ตพลังเพิ่มด้วยอาหารอร่อยๆ กันที่ร้านริมทะเลซีฟู้ด ซึ่งร้านนี้ตั้งอยู่ห่างจากชุมชนบ้านท่าระแนะ ประมาณ 20 - 25 นาที ถ้าใครหิวๆ แนะนำให้โทรไปสั่งอาหารไว้พอไปถึงก็ลงมื้อจัดกันแบบไม่ยั้งได้เลยที่เบอร์นี้ 039 597 084 โดยมีเมนูแนะนำเป็นปู่นิ่มทอดกระเทียม ทอดมันกุ้ง หอยเซลผัดฉ่า ปลาหมึกทอดกระเทียม ลูกชิ้นปลาเนื้อนุ่มที่บอกได้เลยว่ามาร้านนี้ต้องลอง ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดเด็ดสุดๆ


  


พอกินอิ่มก็ถึงเวลาออกไปย่อยกันสักหน่อย จากร้านริมทะเลซีฟู้ดเราจะไปต่อกันที่ศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ​หาดทรายดำและป่าชายเลน ซึ่งที่นี่จะอยู่ห่างจากร้านอาหารไปประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ​หาดทรายดำและป่าชายเลน นั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่น่าสนใจโดยมีไฮไลท์เป็น 1 ในหาดทรายดำที่มีเพียง 5 ที่ของโลก



และก่อนที่จะได้สัมผัสกับทรายดำจะต้องเดินผ่านป่าชายเลนไปประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงเส้นทางออกสู่ปากอ่าว ซึ่งระหว่างทางก็ยังมีสัตว์แปลกๆ ให้เราได้ทำความรู้จักไม่ว่าจะเป็นหอยขี้ค้อน ปูก้ามแดง ปูแสม ฯลฯ




ซึ่งบริเวณนี้เป็นแนวหาดทรายดำ แต่เนื่องจากวันที่เรามาเป็นช่วงที่ในทะเลมีฝนตก น้ำทะเลจึงสีขุ่นมาก และยังเห็นแนวหาดแบบแคบมากๆ แต่ริมหาดก็ยังจุดให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนและทำสปาเท้าหมกทรายดำ 
 



หลังจากเล่นเดินและทำสปาหมกเท้า เดินออกมาที่บริเวณศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่ค่อยต้อนรับ มีเครื่องดื่มเย็นๆ และขนมกินเล่นอย่างใบโกงกางทอดให้เราได้ชิมความอร่อย ที่เป็นอีกหนึ่งเมนูแปลกที่มาแล้วต้องลอง!! และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เลือกซื้อไปฝากคนทางบ้านอีกด้วย



หลังจากอิ่มเอมกับธรรมชาติรอบด้านเราก็เดินทางออกจากศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ​หาดทรายดำและป่าชายเลน เพื่อไปรับประทานอาหารเย็นกันที่ร้านทิวธารา รีสอร์ท ซึ่งตั้งบริเวณปากน้ำเชี่ยว โดยบริเวณนี้ยังเป็นจุดชมเหยี่ยวแดงคอขาวจำนวนมากที่จะบินโฉบมาลงเหนือผิวน้ำให้เราได้ลุ้นไปกับการจับปลาของมัน


ส่วนบรรยากาศของร้านทิวธารา ก็ตกแต่งสบายๆ มีที่นั่งทั้งในส่วนริมแม่น้ำและด้านใน โดยเมนูเด็ดของที่นี้จะเป็นซีฟู้ดสดๆ และยังมีเมนูตามสั่งให้เลือกสั่งกันแบบล้นโต๊ะ


  


อิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารซีฟู้ดมากมาย เรียกว่าหนังท้องเริ่มตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องเดินทางเข้าที่พัก ซึ่งที่พักในคืนนี้เราจะไปพักกันที่บ้านปู รีสอร์ท 

 


วันนี้เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรารี่ข้ามไปยังเกาะช้าง ซึ่งจากที่พักบ้านปูรีสอร์ท จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ และจะต้องนั่งเรือต่อไปอีกประมาณ 30 นาที สำหรับค่าค่าเรือหากนำรถยนต์ไปด้วยคันละ 120 บาทต่อเที่ยว และผู้โดยสารคนละ 80 บาทต่อเที่ยว เรือเที่ยวแรกจะออกตั้งแต่ 6.30 น. เที่ยวสุดท้าย 19.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย 039 538 288 ถึงเรือเฟอรี่ลำใหญ่พาเราข้ามฝั่งมถึงเกาะช้างอย่างรวดเร็ว และพวกเราก็เดินทางต่อไปยังท่าเรือบ้างเบ้าเพื่อขึ้นเรือ Speed Boat ไปดำน้ำกันที่เกาะยักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่


สำหรับทัวร์ 4 เกาะ สามารถหาซื้อได้เคาร์เตอร์โรงแรม หรือตามเคาร์เตอร์ทัวร์แบบวันเดย์ทริป สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางแบบส่วนตัวสามารถหาเช่าเรือสปี๊ดโบ๊ทได้ในราคาประมาณ 14,000 บาทต่อวัน แต่ถ้าใครอยากประหยัดงบก็มีเรือนำเที่ยวในราคาคนละประมาณ 600 - 800 บาท


หลังจากอิ่มเอมไปกับธรรมชาติไต้ท้องทะเล พวกเราก็แวะไปกินอาหารกลางวันกันที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กช.5 (เกาะรัง) ซึ่งอาหารมื้อนี้พวกเราได้เตรียมนำติดเรือมาจากฝั่ง 


นั่งพักกันสักแพร้บ!! ก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อซึ่งเกาะต่อเราจะไปชมความสวยงามของหาดทรายสีขาว ที่หลายๆ ที่หาดทรายเกาะรัง ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ มีหาดทรายสีขาวสะอาดตาและเป็นเกาะที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะสองพี่น้อง

จากเกาะหาดทรายขาวเรานั่งเรือไปต่อกันที่เกาะเหลายา ซึ่งเกาะนี้เป็นเกาะขนาดใหญ่ทีเดียว มีที่พักบนเกาะสำหรับนักท่องเที่ยว และบริเวณหน้าหาดยังมีแนวปะการังน้ำตื้น ปลาสีสวยๆ แหวกว่ายน้ำจำนวนมาก ใครที่อยากดำน้ำบริเวณนี้ อาจต้องใช้ความระมัดระวังสักนิด เนื่องจากมีหอยเม้นอยู่บ้าง



เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเกาะเหลายา จะมีสะพานไม้ทอดยาวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพชิคๆ


หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและน้ำดำ คืนนี้เราได้มาพักกันที่ บาราลี บีช รีสอร์ท ที่พักสไตล์บูติกรีสอร์ทสุดเก๋ไก๋ ตั้งอยู่ริมชายหาด ซึ่งบ้านพักแต่ละหลังออกแบบมาเน้นความเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การมาพักผ่อนแบบสุดๆ

ส่วนห้องน้ำก็มีขนาดใหญ่ มีอ่างอาบน้ำสบายๆ มีเรนโชว์เวอร์ ให้ได้ผ่อนคลายในอ่างน้ำอุ่น เรียกว่าสบายตัวแบบสุดๆ

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาออกไปรับประทานอาหารเย็นกันที่บริเวณชายหาด

สำหรับเมนูอาหารก็มีให้สั่งกันมากมายทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง ใครที่ชอบทานแบบไหนก็สามารถเลือกสั่งกันได้เลย ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งแบบเบาๆ และแบบจัดหนักสำหรับคนที่อยากเน้นแอลกอฮอล

  



เช้านี้เราตื่นมาทานอาหารเช้ากันที่บริเวณห้องอาหารของรีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่ติดหาดบรรยากาศดีทีเดียว



หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยก็พร้อมที่จะเดินทางไปเที่ยวชมป่าชายเลนที่เค้าว่าอันซีนสุดๆ ในเกาะช้างกันที่ป่าชายเลนบ้านนาในสลักเพชร ซึ่งหมู่บ้านสลักเพชรจะตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะ นั้นคือคนละฝั่งกับที่พักของเรา และจากที่พักเราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง


และไฮไลท์ต้องไม่พลาดที่มาเดินบนสะพานแดงถ่ายภาพเก๋ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อเดินไปจนสุดทางจะเป็นทางสู่ปากอ่าวให้เราได้นั่งชิลๆ รับลมเย็นๆ

หลังจากเดินชมวิวสวยๆ ที่ป่าชายเลนบ้านนาในสลักเพชร เราก็นั่งรถเพื่อเดินทางข้ามฝั่งไปยัง อ.บ่อไร่ เพื่อชมนิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านช้างทูน ซึ่งก่อนจะมาที่นี่ทางเราได้โทรแจ้งเรื่องการเที่ยวชมล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว มาถึงเลยได้กินอาหารอร่อยๆ สไต์พื้นเมืองที่ทางชาวบ้านได้จัดเตรียมไว้ให้

โดยมีเมนูแนะนำเป็น น้ำมะเฟื่องสุดชื่นใจ ข้าวเหนียวมูลใบละป้าง, หมูคั่วเกลือ, แกงไก่กล้วยพระ, น้ำพริกกระปิ และปลาทู

  


โดยไฮไลท์ของที่นี่คือการได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวชอง - ซัมเร ทำสปาโคลนขาว ร่อนพลอย ยาดมสมุนไพรบุฟเฟ่ และทำสปาสุ่มไก่ ซึ่งมีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น



ยาดมสมุนไพร ใครชอบกลิ่นไหนก็สามารถตักกลิ่นนั้นกันได้แบบเต็มที

  


หลังจากทำยาดมบุฟเฟ่ต์กันเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถซาเล้งเจอร์ตะลอนทัวร์เที่ยวรอบหมู่บ้านด้วยค่ะ ใครที่มาเที่ยวทะเลตราดคงต้องหาโอกาสมาลองสักครั้งแล้วค่ะ เพราะมันสนุกมว๊ากกก !!!

นั่งซาเล้งออกมากันได้สักพัก ก็มาถึงริมลำธาร ซึ่งตรงนี้มีกิจกรรมให้ทำไม่ว่าจะพอกโคลนขาว หรือร่อนพลอย และสำหรับใครสนใจทำสปาและเที่ยวชมหมู่บ้าน ต้องโทรจองล่วงหน้ากันที่เบอร์ 084-8637267 ก่อนนะจ๊ะ

  

หลังจากพอกโคลนขาวเสร็จเรียบร้อย เราก็มาต่อด้วยการทำสปาสุ่มไก่ และนวดตัวแบบโบราณ ที่บอกเลยว่าเหมาะสุดๆ สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ เพราะมันสบายตัวสุดๆ



หลังจากผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการทำสปาแบบบ้านๆ เราก็ถึงเวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อลุยงานกันต่อในชีวิตจริงแล้วค่ะ
 


ขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทางและข้อมูล
การท่องเที่ยวจังหวัดตราด
ที่ตั้ง : 100 หมู่ 1 ถ.ตราด-แหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด 23120
โทรศัพท์ : 039 597 259