สระบุรีเลี้ยวขวา เข้าป่านอนเปล ณ ศูนย์เจ็ดคตฯ (ซับป่าว่าน) – น้ำตกโกรกอีดก


ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคต - โป่งก้อนเส้า จ.สระบุรี ไม่ต่างอะไรกับลานกางเต็นท์ชื่อดังทางภาคเหนือ ที่นี่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  มีบึงน้ำขนาดใหญ่สีทะมึนตัดกับป่ารอบตัวอันเขียวขจี สิ่งอำนวยความสะดวกแสนครบครัน มีพระเอกเป็นน้ำตกโกรกอีดกที่นักท่องเที่ยวต้องดั้นด้นเดินเท้าเพื่อยลโฉมความงามของมัน ป่าเขาลำเนาไพรอันบริสุทธิ์เขียวขจีกำลังยิ้มร่าอ้าแขนรับเราอยู่ นำทางตนเองไปทำความรู้จักกับธรรมชาติสักครั้งเถอะ แม้ว่า มันจะไม่มีพจนานุกรมซ่อนอยู่ในป่า แต่ที่นี่อาจมีความหมายสำหรับคุณก็ได้





เก็บหัวใจใส่กระเป๋า แล้วตามเรามา


 
-1-
 
 
สระบุรีมีแต่รถโม่ปูน นี่คือสิ่งที่ผมเห็นโดยไม่ผสมความประชดประชันลงไปแม้แต่น้อย คงเพราะถิ่นฐานย่านนี้เป็นเพียงทางผ่านไปสู่ภาคอีสาน ซึ่งตัวผมเองเดินทางผ่านเส้นทางนี้จนขี้เกียจที่จะนับรอบ และที่น่าเบื่อในทุกหน้าเทศกาลคือ “รถมักติดตรงทางขึ้นเขา แถวๆโรงงานปูนทุกครั้ง” หันซ้ายหันขวาสิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดในวัยเด็กมีเพียงรูปเสือลายพาดกลอนปูนปั้นขนาดใหญ่อยู่ริมทาง และเมื่อบ่อยครั้งเข้า สระบุรีก็กลายเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งที่ผมมีข้อมูลเพียงว่าเป็นทางผ่านเท่านั้น

...จนกระทั่งมีคนมาชวนไปเที่ยวสระบุรี 
 

“วันเกิดผมอยากจะเที่ยวป่า ไปแคมป์ริมน้ำตกสักคืนสองคืน” พี่โตโต้รุ่นพี่ทักมาบอก

"ไปครับพี่"




 
เสียงเพลงในรถถูกหรี่ลงสวนทางกับเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นแบบออกรสออกชาติ ทั้งพี่โตโต้ และเจ้ามิกซ์ พวกเรารู้จักกันผ่านงานสังคม โดยเรียนอยู่คนละมหาลัย คนละย่านด้วยซ้ำ ทั้งสองคนนี้เรียกว่าเป็นคู่สนทนาที่สมน้ำสมเนื้อกันดี ส่วนตัวผมนั้นชอบที่จะนั่งฟังเสียมากกว่า 
 
ในขณะที่อยู่บนรถเราทั้งสามชีวิตคิดแต่เพียงว่า อย่างน้อยก็ขอหนีรถติดในเมืองหลวงสักหน่อยเถอะ ยิ่งขับรถออกไปไกลเท่าไหร่ยิ่งเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของท้องถนน ว่าที่จริงแล้วมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย คือไม่ได้ต่างอะไรจากถนนตามเมืองใหญ่แม้แต่น้อย สิ่งที่ตามมากับเวลาที่ยาวนานก็คือความหิว สารถีเราชิดซ้ายตลอดเวลาเพื่อจะเสาะหาสถานที่จอดพักรถและพักคน หากใครสนิทสนมกับเส้นทางอยุธยา-วังน้อย ก็จะคุ้นหูชื่อของ “ข้าวแกงบ้านสวน” จุดพักรถที่ผมคิดว่าน่าจะใหญ่ที่สุด เราจึงไม่รอช้าที่จะ “ขับผ่านไป”... โอ้โหหหห รถโคตรติด ไม่ใช่ติดอยู่ข้างทาง แต่กลางทาง กลางถนน ติดยาวเป็นพืด ต่อแถวเข้าราวกับว่าต่อแถวซื้อข้าวตอนเที่ยงอย่างนั้นแหละ จนสุดท้ายเราเลือกที่จะแวะปั๊มปตท.แห่งหนึ่งซึ่งกะด้วยตาเปล่าว่าจำนวนมันคงจะเบาบางกว่า “ข้าวแกงบ้านสวน”

 



นี่เบาบางแล้วนะ...


 
 
ผมเจอศูนย์อาหารติดแอร์แห่งนี้โดยบังเอิญ กะว่าจะโหลดอาหารเข้าท้อง ณ.ที่นี้เป็นที่สุดท้าย จากนั้นตั้งเป้าหมายกันว่าจะยิงยาวไปจนถึงจุดหมายโดยไม่แวะที่ไหนอีกเลย

ราดหน้าหมี่กรอบรวม ราคา 45 บาท สร้างความพอใจให้ผมเป็นอย่างมากในการที่แวะมาฝากท้องไว้ที่นี่




 
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เริ่มรู้สึกว่าฉากของสองข้างทางได้เปลี่ยนไป ถนนที่แคบลงแสดงถึงความห่างไกลจากเส้นทางหลัก สีเขียวจากป่ารอบด้านให้ความสบายตาและสร้างความสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “ปิดแอร์ แล้วเปิดกระจกดีกว่าพี่ ” ผมพูดขึ้นจากความชอบส่วนตัว เพราะทุกครั้งที่นั่งรถตอนกลางคืนกับคุณพ่อ ผมชอบที่จะเปิดกระจกรับลมเย็นๆ มากกว่าอาศัยแอร์คอนดิชั่น “เอางั้นเหรอ โอเคๆ”... ทันทีที่เปิดกระจก แทบอยากหลับลงตรงเบาะหลังนั้นทันที ไม่น่าเชื่อว่าอากาศช่วงบ่ายในแนวเขาแห่งหนึ่งของสระบุรี มันเย็นกว่าอุณหภูมิในรถเสียอีก น่าขี่มอเตอร์ไซค์เล่นจัง น่าปั่นจักรยานด้วย เดินเล่นก็น่าสนใจ เออเอาจริงๆแล้วหาที่เหมาะๆปูเสื่อนอนดีกว่า

 




-2-

 
ขณะนี้เราอยู่ในพื้นที่การดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า แต่ก่อนที่จะเดินทางไป ‘ซับป่าว่าน’ ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ ต้องแวะมาที่ศูนย์เล็กก่อน เพราะต้องทำการติดต่อนัดแนะกับเจ้าหน้าที่ในการทำทางขึ้นโกรกอีดก... โกรกอีดกคืออะไร ? คำว่าโกรก แปลว่าภูเขา ส่วนคำว่า ดก หรือ อีดก แปลตรงตัวว่าเยอะ นั่นเอง พอมีน้ำตกที่ถูกค้นพบในหุบเขาแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า น้ำตกโกรกอีกดก ...จบ แฮร่! หลังจากติดต่อนัดแนะเรียบร้อยแล้ว เราก็เบี่ยงเส้นทางไปยัง ‘ซับป่าว่าน’  หรือ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ซึ่งสถานที่นี้เราไม่มีข้อมูลมาก่อน เป้าหมายอย่างเดียวคือหาที่กางเต็นท์พักผ่อนชิลๆ สรุปก็คือ เรานอนค้าง 2 คืน โดยคืนแรกค้างที่ศูนย์เจ็ดคตหรือซับป่าว่าน แล้วคืนที่ 2 จะเดินทางขึ้นน้ำตกแล้วแคมป์บนโกรก 1 คืน 




 
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ชื่อนี้ครอบคลุมบึงน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘ซับป่าว่าน’ ความเพียบพร้อมทางธรรมชาติ กับการอำนวยความสะดวกที่ครบครันของเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดความลงตัวแบบพอดิบพอดีสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อน ยืดแข้งยืดขา หรือจะนอนขดอยู่ในเต็นท์ส่วนตัวก็ไม่ว่ากัน
 

เพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เองว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของรถติด และทำไมสถานที่แห่งจึงเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวได้คับคั่งนัก นั่นก็เพราะเป็นวันหยุดยาวนั่นเอง ทั้งรถยนต์แบบครอบครัว ทั้งแก๊งมอเตอร์ไซค์แบบแก๊งค์เพื่อนฝูง หรือเหล่าก๊วนจักรยาน เพื่อนนักเดินทางล้วนตั้งเข็มมาตรงกับพวกเราเช่นกัน

 



 
สิ่งแรกที่ประทับใจคือไม่รู้จะประทับใจอะไรบ้าง  เพราะที่นี่ค่อนข้างเพียบพร้อมตั้งแต่ที่จอดรถ ดูเป็นสัดส่วน ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้ในจำนวนมากๆ ของกินของใช้ที่เตรียมไว้รองรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ชอบหลงลืมนู้นนี่นั่นจนต้องซื้อเพิ่ม ก็เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรจากร้านขายของชำย่อมๆ และราคาก็ไม่แพงแบบขูดเลือดกันจนเกินไปนัก อีกทั้งอุปกรณ์ที่มีให้บริการก็มีครบครัน ตั้งแต่เต็นท์ให้เช่าหลายขนาด จนถึงเตาไฟอั้งโล่ แถมที่นี่ยังมีผักออแกนิกขายด้วย พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า เจ้าผักเนี่ยะสบายกว่าคนอีก อยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิอย่างดี 



 

คนเยอะมากไหม เป็นคำถามที่ค้างไว้นานตั้งแต่เห็นจำนวนเต็นท์เรียงรายกันรอบด้าน ซึ่งมันมาได้คำตอบเอาราวๆมื้ออาหารค่ำ ตอนที่พี่โตโต้เช็คข่าวจากเพื่อนอีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่บนภูทับเบิก พี่แกบอกว่าที่นั่นราวๆหมื่นคน ค่ำแล้วรถยังติดอยู่บนตีนภูอยู่เลย ...คนเยอะมากไหม “ไม่เลย” สำหรับที่นี่ “ซับป่าว่าน” จุดที่ดีที่สุดคงเป็นริมบึงซึ่งถูกจองไว้หมดแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ให้กางเต็นท์อีกเพียบ ความจริงเราไม่ซีเรียสนัก เพราะพรุ่งนี้เราจะไปในจุดที่ดีที่สุดอีกจุดหนึ่ง โดยไม่ต้องจองเลยด้วยซ้ำ 




 
ณ ที่นี่ เสียงของธรรมชาติคือความเงียบ บรรยากาศรอบด้านสอนให้เรารู้จักสิ่งใกล้ตัวมากขึ้น หากเราอยู่กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัวความสนิทสนมคลุกคลีจะถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราอยู่กับตัวเองการได้นั่งทบทวนคิดอะไรเพลินๆก็ดีไม่น้อย ขณะนี้ต้องตัดการเชื่อมต่อบางอย่าง เพื่อเชื่อมต่อกับสิ่งใหม่ เรากำลังนั่งมองทิวเขาและบึงน้ำเบื้องหน้าโดยไม่ผ่านจอทัชสกรีนความละเอียดสูง เราเชื่อมต่อกันโดยตรงกับคนรอบข้างโดยไม่มีอินเตอร์เน็ตโปรโตคอลใดๆมายุ่งเกี่ยว 
 

 
 
ผมย่ำเท้าเปล่าไปตามพื้นหญ้า มันให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายและเย็นเยียบ เหมือนกับว่าช่วงชีวิตวัยเด็กที่วิ่งเล่นจะหวนกลับมาอีกครั้ง ...ก่อนพระอาทิตย์จะปิดไฟ อากาศก็ขมุกขมัวเป็นเงาตามตัว ลมหายใจถูกสูดเข้าอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เกิดจากความเบาสบายโล่งปอดอย่างบอกไม่ถูกความเชื่องช้าของสรรพสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้เราอยากหยุดการเคลื่อนไหวไปด้วย  

 


สำหรับบางคนแล้วกิจกรรมที่ทำอยู่ทุกวันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย เพียงแต่พวกเขากำลังเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนบรรยากาศ เด็กๆกำลังตีแบตกันอย่างสนุกสาน ผู้ชายกำลังตั้งวงสนทนาเฮฮากับกับเพื่อนฝูง และสาวๆกำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหารในค่ำนี้ พูดถึงเรื่องการทำอาหารแล้วที่นี่ค่อนข้างมีระบบระเบียบที่ชัดเจน คือจะมีศาลาสำหรับทำอาหาร ล้างผักล้างจานโดยเฉพาะ การปิ้งย่างก็ต้องใช้เตายกสูง เพื่อป้องพื้นหญ้าเสียหาย

 


 
ว่าแล้วเราก็เร่งปรุงอาหารบ้าง พี่โตโต้หมักหมูไว้ตั้งแต่กรุงเทพ ป่านนี้หมูในกล่องคงตีลังกาหงายหลังจนคลุกเคล้าเข้ากันดีแล้ว กับข้าวอื่นๆที่เรานำมาและซื้อเพิ่มก็มี  ไข่ดาว ปลากระป๋อง น้ำพริก และหมูกระจก ซึ่งเราไม่สามารถสร้างสรรค์ให้มันอลังการกว่านี้ได้ นัยหนึ่งคือเราไม่ได้ซีเรียสเรื่องพวกนี้ แต่ประเด็นหลักคงเป็นเพราะเราต้องแบกของทั้งหมดจากรถเปลี่ยนเป็นแบกขึ้นหลัง ซึ่งมันคงไม่เหมาะแน่หากจะอยากกินบาบีคิวกลางป่า 

 

 
ห้องน้ำอยู่ห่างไปทางด้านหลัง และน้ำก็เย็นแบบสุดๆ ซึ่งผมเป็นพวกโรคจิตเสียด้วย ยิ่งอากาศเย็นยิ่งชอบอาบน้ำเย็น มันให้ความรู้สึกแบบว่าหน้าหนาวต้องอาบน้ำเย็น ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงหน้าหนาว 
 
แสงตะเกียงถูกจุดให้ความสว่างแทรกซึมความมืดที่อยู่รอบด้าน ทุกเต็นท์ที่รายรอบมีแสงไฟดวงเล็กๆส่องพอให้เห็นลางๆ เหมือนกับผมอยู่ในหนังสงครามกรีกโบราณที่มีกองทัพขนาดย่อมๆพักค้างแรมเตรียมทำศึกอยู่กลางป่า หลังจากมื้ออาหารค่ำเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่รสชาตินั้นยังคงอยู่ และเป็นรสชาติที่เหนือกว่าอาหาร คือบทสนทนาที่ประเดประดังอยู่ในขณะนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูอภิรมย์ไปอีกเยอะ แม้ว่าทริปนี้เรามากันเพียงสามคนแต่หัวข้อสนทนาล้นหลามจนอยากชวนสาวเต็นท์ข้างๆมานั่งฟังด้วย 

 

 
จนไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว คิดแต่เพียงว่าต่างจังหวัดใช้พระอาทิตย์คนละดวงกับกรุงเทพหรืออย่างไร ความมืดและความหนาวเหน็บมักแพ็คคู่มาด้วยกันเสมอ ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์ขอเข้าไปสู่โลกในจินตนาการของพนมเทียนสักหน่อยแล้วกัน
 





-3-

 
 
เปลือกตาค่อยๆเปิดอย่างยากเย็น ผมเหลือบดูเวลาพรายน้ำของนาฬิกา “ตี 5 กว่าๆ ” ถ้าตื่นไปเรียนแบบนี้คงต้องงัวเงียแน่ๆ แต่เวลาไปเที่ยวทีไรมันกระปรี้กระเปร่าทุกครั้ง แต่เอาเข้าจริงๆคือครั้งนี้ตื่นเพราะ ‘เสียงกรน’ ครับ... แบบว่าเสียงของคุณพี่เต็นท์ถัดไปเดซิเบลสูงมาก ขนาดที่ว่าทะลุผ้าใบ แล้วลอยเข้ามาปะทะโสตประสาทของผมราวกับคุณพี่เป็น EDM ขนาดพกพา 
 
 
...เวลาแห่งความสุขมักมีค่า จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะตื่นเช้า อากาศวันนี้หนาวกำลังดี และรับรองว่าดีกว่าแอร์คอนดิชั่นในห้องสี่เหลี่ยมอย่างแน่นอน 




 
ที่นี่มีศาลาริมน้ำอยู่แห่งหนึ่ง เป็นศาลาค่อนข้างใหญ่ รู้สึกดีใจตรงที่ไม่มีใครมากางเต็นท์จองไว้ เพราะพื้นที่นี้ค่อนข้างเป็นส่วนกลาง เป็นจุดชมวิวจุดนั่งเล่นที่ดีมาก มองเห็นบริเวณรอบๆอย่างถนัดตา (รูปแรกสุด)





ข้าวต้มอุ่นๆ หรือซุปสักหม้อคงเป็นเครื่องเคียงที่ควรวางอยู่กับอากาศเช้านี้เป็นอย่างมาก




 
ยิ่งเดินไปยิ่งหอมกลิ่นกับข้าว วิถีชีวิต ณ ซับป่าว่าน แห่งนี้ดูแล้วเหมือนเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในราวป่าเสียมากกว่าเป็นแค่ลานกางเต็นท์ธรรมดา ทุกชีวิต ทุกวัย เริ่มต้นด้วยกิจกรรมที่ตนเองชอบ 
 

พวกเขาทักทายกันอย่างอารมณ์ดี เหมือนกับเขาเหล่านี้ล้วนอาศัยอยู่ที่นี่มานานแล้ว



 
วันนี้มีภารกิจใหญ่ คือพิชิตโกรกอีดกและค้างแรมบนโกรกนั้น 1 คืน เราเก็บสัมภาระด้วยความอิ่มเอิบกายและสบายใจ การแต่งตัวต้องเลือกสรรเสื้อผ้าแบบรัดกุมมากขึ้น สัมภาระต้องเลือกเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น โดยเฉพาะอาหาร หากมีมากเกินไปมันคือส่วนเกินดีๆนี่เอง แต่หากไม่พอนี่มันหายนะชัดๆ โดยส่วนใหญ่แล้วการเทรคกิ้งนั้นจะใช้เครื่องแต่งกายน้อยมาก บางครั้งมีชุดเพียงสามชุดเท่านั้น คือชุดใส่เดินป่า ชุดลำลอง และชุดนอน (อันที่จริงไม่ควรใส่ยีนส์) ส่วนอาหารกระป๋องที่เราๆกินกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเปลืองพื้นที่และหนักโดยใช่เหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องนำไปประกอบอาหารเอง 


เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อย เราก็อำลาซับป่าว่าน เพื่อเริ่มต้นก้าวไปสู่น้ำตกโกรกอีดก ที่ซึ่งสายน้ำกำลังร่ายรำต้อนรับการมาเยือนของเรา




 
ออกเดินทางกันในช่วงสายของวัน โดยการนำทางของเจ้าหน้าที่ของศูนย์เจ็ดคต ความจริงแล้วที่ศูนย์เล็กก็มีลำธารและมุมพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย หากใครอยากมาปูเสื่อกินข้าวเหนียวส้มตำ หรือมานั่งแช่น้ำเย็นๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว




 
อุปกรณ์ให้แสงสว่างเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราคงไม่อยากมากลางดึกแล้วต้องคลำทางด้วยแสงจันทร์แน่ๆ สำหรับตัวผมและพี่โตโต้นั้นค่อนข้างพร้อมสำหรับการทางทางไกลที่ต้องแบกสัมภาระเยอะๆ แต่เจ้ามิกซ์กลับสารภาพว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าเราต้องเดินป่า คิดว่ามาแคมป์แบบชิลๆเท่านั้น เป้ที่ติดมาด้วยก็ปานว่าจะมาเดินเที่ยวสยามหรือไปมหาลัย - "ตายแน่มิกซ์"




 
ก้าวแรกก่อนเดินทางก็ต้องเหยียบลงคือธารน้ำเล็กๆสายหนึ่งซึ่งเป็นปลายน้ำของน้ำตก ฉะนั้นไม่มีทางเลยที่เราจะไม่เละไม่เปียก เส้นทางช่วงแรกค่อนข้างรกชัฏแต่ไม่ลำบากเนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีคนสัญจรไป-มาอยู่ก่อนแล้ว ซุ้มไม้นับสิบที่เราต้องก้มลอดไปช่วยบดบังแสงแดดได้อย่างดี ผมชอบเดินหลังสุดด้วยเหตุผลเพราะว่าชอบหยุดถ่ายรูปบ่อย แต่ไม่ต้องกลัวหลงเพราะเส้นทางค่อนข้างชัดเจน

 


 
 
ลำธารสายเดิมแต่เลี้ยวคดเคี้ยวตัดไขว้กับทางเดินของเรา ซึ่งต้องเดินข้ามนับสิบครั้ง บ้างเปียกแค่ตาตุ่ม บ้างเปียกถึงเข่า บ้างก็เปียกทั้งตัว (ล้มกลิ้ง) แรกๆก็เซฟตัวเองให้เปียกน้อยที่สุด เพราะไม่อยากอยู่ในภาวะที่เหนอะหนะ แต่หลังๆชักปลง มิหนำซ้ำยังเดินลุยน้ำแช่น้ำอีกด้วย เพราะความเย็นของสายน้ำช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าได้ดีทีเดียว




 
ระยะทางยิ่งไกลขึ้น ชันขึ้นเป็นเท่าตัว และสิ่งที่ตามมาก็คือ น้ำหนักบนเป้ที่แบกอยู่บนหลังของเรานี่เอง แต่ด้วยเส้นทางที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใหญ่ก็เยอะขึ้นเป็นทั้งเงาตามตัว และเป็นเงาบังแสงแดดให้เรา ไม้ใหญ่ยืนต้นสูงชะลูดปกคลุมเป็นร่มเงาดูครึ้มไปทั่วบริเวณ 




 
อากาศเย็นชื้นโชยมากระทบจมูกบ่อยครั้งขึ้น ผมควานหาเจ้าดอกเห็ดแชมเปญที่เขาลือว่ามีแค่ที่น้ำตกโกรกอีกดกเท่านั้น คงเป็นเพราะเรามาในช่วงปลายฝนแล้ว ธรรมชาติอาจเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงได้เห็นเจ้าเห็ดแชมเปญถ้วยน้อยๆเพียงประปราย 




 
เรามาถึงจุดแรกซึ่งมีนักท่องเที่ยวชุดก่อนหน้านี้มาแคมป์ไว้แล้ว บริเวณนี้โล่งเตียนเหมาะแก่การกางเต็นท์ และมีต้นไม้ไว้สำหรับผูกเปลประหนึ่งว่ามันถูกรังสรรค์มาให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนโดยเฉพาะ สุดริมแคมป์เป็นหน้าผาไม่ชันมากนัก แต่ด้านล่างมีเสียงโครมครืนของสายน้ำที่ไหลบ่าอยู่ เป็นทำเลที่ดีไม่น้อยเลย เพียงแต่ระยะทางของเรายังอีกไกล และเป้าหมายที่สำคัญในครั้งนี้คือ ‘น้ำตกโกรกอีดก’  




 
พักอยู่เพียงชั่วครู่ก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางเริ่มมีนักท่องเที่ยวปะปนมาบ้าง เพราะเส้นทางแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติแบบไป-กลับ ส่วนเราคือไปนอนก่อนแล้วค่อยกลับ ทางที่เหลือต่อจากนี้จะเจอแสงแดดน้อยมาก เพราะเริ่มเข้าลึกไปทุกที ผ่านป่าไผ่ครู่หนึ่งก็ไต่ขึ้นเนิน การเดินของเราไม่เร่งรีบนัก เพราะสองข้างทางก็น่าชมไม่แพ้กัน 
 
 
เรามักกลัวป่าดิบที่ค่อนข้างชื้นเพราะมักมีทากแฝงมาด้วย แต่ที่โกรกอีดกแห่งนี้เราไม่ได้จ๊ะเอ๋กับน้องทากเลย ยิ่งเข้าใกล้แคมป์มากเท่าไหร่ ก็พบว่าเส้นทางยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ จากที่เดินปกติบางช่วงก็ต้องคลานขึ้นไปตามก้อนหิน เพื่อเซฟไม่ให้ตัวเองล้มหัวคะมำ 

 

 
 
เสียงน้ำที่ไหลบ่ากระแทกกับโขดหินเสียงดังโครมครามเหมือนกับว่าบนยอดเขานั้นมีพายุฝนที่ตกกระหน่ำไม่ขาดสาย ครั้งแรกผมคิดว่าคงใกล้ถึงน้ำตกเต็มทีแล้ว แต่ผิดถนัด จุดที่ว่าคือน้ำตกสายเล็กๆแต่มีความสำคัญกับเราคือตรงนี้จะเป็นแคมป์ของเรา ซึ่งสัมภาระทั้งหมดจะฝากไว้ที่นี่โดยไม่จำเป็นต้องมีคนเฝ้า  ส่วนโกรกอีดกนั้นต้องเดินทางไปอีกพอสมควร ซึ่งดูจากทางขึ้นแล้วก็ประมาณการได้ว่าจะสาหัสสากันกว่านี้อีกเท่าตัว ...หลังจากปลดสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก็พักกันชั่วครู่พอให้หายเหนื่อย ความจริงแล้วน้ำตกเล็กๆสายนี้ก็สวยดีและเหมาะที่จะเล่นน้ำด้วย เพียงแต่ว่าหากยังไปไม่ถึงโกรกอีดกมันเหมือนรู้สึกไม่เคยมาสระบุรีเลย จึงต้องเตรียมตัวเดินทางต่ออีก 

 

 
 
 
-4-


หนทางข้างหน้าไม่ได้โหดอย่างที่คิดไว้เลย แต่โคตรโหดกว่านั้น (พูดให้เวอร์ไว้ก่อน จะได้ดูว่าเก่ง) บางช่วงต้องเรียงเดี่ยวเกาะเถาวัลย์ไต่ไปตามพื้นดินแข็งๆ เบื้องล่างคือสายน้ำที่เต้นโครมครามมีพื้นหินขนาดใหญ่คอยยิ้มอ้าแขนรับอยู่ไกลๆ ในช่วงกลางวันจะมีคนมาท่องเที่ยวอยู่บ้าง เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกลและทุรกันดาร บางคนอาจจะมาแต่ไม่ถึงต้องล้มเลิกกลางคันก็คงเยอะ ผมเจอคุณยายท่านหนึ่งในขณะที่เดินสวนกัน ท่านกลับมาแล้วและบอกให้กำลังใจผมด้วย น่ารักมาก คำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขมันมีจริงๆ 

 


ก้มหน้าเดินมานานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่พอหันกลับลงไปมอง เราแทบไม่เชื่อว่าจะไต่ขึ้นมาสูงจากระดับพื้นดินมากขนาดนี้ (วิวอาจไม่สวย เพราะป่ารก) ขนาดที่ว่าเห็นยอดไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบอยู่ต่ำกว่าเราไปด้วยซ้ำ เสียงน้ำที่ตกกระทบแง่หินดังขึ้นอีกครั้ง มันเป็นสัญญาณที่แน่ชัดแล้วว่าอีกไม่กี่อึดใจเราจะได้เห็นสายน้ำแห่งนี้ทำการแสดงในแบบธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมกัน

 


“น้ำมันน้อยนะน้องปีนี้ อีกอย่างเลยหน้าฝนมาแล้วด้วย” พี่เจ้าหน้าที่บอกกับผม เหมือนต้องการปลอบใจไม่ให้ผิดหวัง แต่ไม่เลย นี่ก็สวยมากแล้ว เมื่อน้ำตกสายนี้อยู่ในวิวไฟล์เดอร์มันดูเล็กจิ๋ว แต่ผมพอดูด้วยสายตาตนเอง มันช่างยิ่งใหญ่และสวยงามเหลือเกิน ถ้าจะนับญาติน้ำตกทั่วระเทศไทยโกรกอีกดกสายนี้ก็คงเป็นหลานของ ทีลอซูอย่างแน่นอน สัมผัสแรกของเท้าที่เหยียบย่ำลงบนน้ำตกที่เป็นต้นน้ำ มันเย็นเยียบจับใจดีเหลือเกิน ราวกับว่าเราเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาแสนไกล แล้วปลายทางมีน้ำเย็นบริสุทธิ์คอยปลอบประโลมนั่นเอง นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาบ้างประปราย ไม่ได้เบียดเสียดอะไรนัก กลับรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำที่มีเพื่อนเดินทางมาชุมนุมกันอยู่ ณ จุดปลายทางเพื่อชมสิ่งที่พยายามพร้อมกัน ชั้นของน้ำตกลดหลั่นลงมาตามความสูง เราเดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดที่สามารถเดินไปได้ ละอองน้ำฝนกระทบกับม่านตาจนดูเป็นม่านหมอกไปทั่วทุกที่ เลนส์กล้องทั้งสองตัวเปียกชื้น แทบใช้การไม่ได้
 


เพราะมัวไปหมด เส้นทางสั้นๆประมาณร้อยเมตรแต่ทั้งชันและลื่นเสียงต่อการพลัดตกเป็นอย่างมาก ผมแขวนกล้องไว้กับต้นไม้ข้างล่าง และตัวเองในท่าคลานเกาะหินขึ้นไปแบบจิ้งจกเกาะฝาบ้าน เอาวะ ! เลอะโคลนดีกว่าเลอะเลือดแน่นอน 

 

 

เสียงกระหน่ำของน้ำตกรุนแรงขนาดที่ว่าตะโกนคุยกันในระยะห้าเมตรก็ไม่ได้ยินเสียงคู่สนทนาแน่นอน ละอองน้ำไม่ต่างอะไรกับหยาดฝนที่โปรยลงมา เราเดินเข้าไปยังจุดที่สายน้ำตกมารวมตัวกัน ระดับน้ำลึกแค่เข่าแต่ความเย็นวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย เบื้องบนเป็นสายน้ำหลายลูกบาศก์ลิตรถาโถมลงมา เกิดเป็นไอละอองลอยล่อง เบื้องล่างกระทบแก่งหินตีเป็นฟองขาวสะอาด มิกซ์ตะโกนให้ผมกับพี่โตโต้ดูรุ้งกินน้ำ มันอยู่สูงประมาณหัวเรา มันอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ เกิดจากแสงแดดและละอองน้ำ รุ้งกินน้ำที่ผมคิดว่าในชีวิตนี้ผมเข้าใกล้มากที่สุด...สวรรค์

 

 
ผมพยายามเช็คหน้ากล้องให้แห้งเพื่อเก็บภาพน้ำตกสวยๆให้ได้ ตอนนี้เจ้ามิกซ์ไม่รู้ไปไหน แต่พี่โตโต้...แอบนั่งพิงหลับใต้ต้นไม้ข้างๆน้ำตกอย่างสบายใจ  

 


อยากอยู่ชมความสวยงามแบบนี้ให้นานอีกหน่อย แต่ยิ่งอยู่นานรู้สึกได้ว่ายิ่งเปียกโชกไปทั้งตัว เป็นห่วงของที่พกติดตัวมาด้วย อีกอย่างเราวนเวียนอยู่ที่นี่อีก 1วัน1คืน ถ้าจะมาอีกรอบก็ไม่เสียหายอะไร 

 

 
(ไม่ตั้งใจให้รูปฟุ้งเล้ยยยย แต่มันโดนละอองน้ำ)

 
เดินย้อนกลับมาทางเก่าด้วยความเร็วขึ้นอีกนิด เพราะพอจะคาดเดาเส้นทางได้บ้าง อีกอย่างความหิวก็เป็นตัวเร่งฝีเท้าได้ดีเลยทีเดียว ระหว่างทางเดินกลับมาเราก็เจอนักท่องเที่ยวรายอื่นที่พยายามเดินขึ้นไปเยี่ยมชมน้ำตกบ้าง อารมณ์ของผมตอนนี้คล้ายกับครั้งที่วิ่งเทรลในป่า เวลาพ้นจุดกลับตัวมาแล้ว แล้วเดินสวนใครก็มักจะทักทายด้วยการบอกว่า “อีกนิดเดียวครับ จะถึงแล้วครับ สู้ๆ”


แคมป์ของเรามองจากด้านบนที่เดินลงมา เรียกว่าเข้าตำราเลยทีเดียว ใกล้แหล่งน้ำทั้งใช้ดื่มกิน ใช้อาบ  มีร่มเงาไม้ปกคลุมไม่ต้องคอยหลบแดดให้วุ่นวาย 

 


กลับมากางเต็นท์ ผูกเปลทำธุระส่วนตัวและส่วนรวมให้เรียบร้อย เตรียมกับข้าวโดยมีพี่เจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ หลังจากนั้นเราก็เตรียมเปลื้องผ้าอาบน้ำ น้ำตกและแก่งหินเล็กๆ ประดับประดาให้สถานที่แห่นี้น่าเล่นมิใช่น้อย ทั้งมิกซ์และพี่โตโต้ ตะโกนชวนผมให้รีบลงมาเล่นน้ำด้วยกัน ความแรงของสายน้ำพัดพาลมอันแรงหนักหน่วงประกอบเข้ามาด้วย จนรู้สึกเหมือนว่าใครเอาพัดลมวัดมาเปิดไว้หลายๆสิบตัว

 

 

ระหว่างนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางกลับบ้างแล้ว พี่เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า ประมาณช่วงบ่ายแก่ๆคงเป็นชุดสุดท้ายที่เดินลงเขา แล้วจากนั้นก็จะมีเพียงชุดของเราเท่านั้นที่อยู่บนโกรกแห่งนี้ 

เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ อากาศก็เริ่มขมุกขมัวอีกครั้ง เมื่อความเงียบของมนุษย์จางหายลง เสียงแวดล้อมรอบข้างเหมือนถูกเร่งโวลุ่มขึ้นอีก เราล้อมวงเตรียมกินข้าว ระหว่างนี้พี่เจ้าหน้าที่ก็ควักบางอย่างขึ้นมา แกบอกกับเราว่า เดี๋ยวมันจะหนาวขึ้นอีก " เอ้า เอาซะหน่อยแก้หนาวๆ" พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม พี่แกก็ยื่นให้เจ้ามิกซ์ พี่โตโต้ แล้วก็ผม วนไปมารอบวงข้าวอยู่อย่างนั้น จนรู้สึกว่ามันคือกับแกล้มอย่างหนึ่งที่ช่วยให้วงกับข้าวมีสีสันและรสชาติขึ้นมาอีกมาก


 


อากาศหนาวโชยมาปะทะกายเหมือนย้ำเตือนว่าแสงตะวันที่คอยให้ความอบอุ่นบัดนี้ลาลับไปแล้ว มนุษย์ปุถุชนอย่างเราต้องพึ่งแสงน้อยๆจากตะเกียงน้ำมันก๊าซ ความมืดคืบคลานอย่างรวดเร็ว จนแทบตั้งตัวไม่ทัน

พี่โตโต้แล้วมิกซ์ขอตัวเข้าไปนอนเล่นในเต็นท์ ผมกับพี่เจ้าหน้าที่จึงผละออกไปนอนเล่นในเปลส่วนตัวเช่นเดียวกัน เสียงพูดคุยยังคงมีอยู่แทรกมาผสมผสานไปมา เพชรพระอุมาหนังสือเล่มโปรดของผมเป็นเพื่อนได้ดีทีเดียวในยามที่เงียบเหงาเช่นนี้ ทุกคนต่างเหนื่อยล้า เสียงพูดคุยซุบซิบเริ่มทอดห่างและหายไปในที่สุด สุดท้ายก็เหลือแต่เพียงความเงียบงันที่ยังคุยกันอยู่


 


 
 
-5-
 
เฮ้ย ! เหลือบดูนาฬิกาข้อมือ อ่านเข็มสั้นของนาฬิกาที่ชี้บอกเวลาแค่ ทุ่มเศษๆ ให้ตายเถอะ อยู่ในเมืองเที่ยงคืนยังตาสว่างอยู่เลย แล้วนี่จะหลับได้ยังไง ถึงหลับไปยังไงก็คงต้องตื่นมากลางดึกแน่ๆ ผมเริ่มหยิบกล้องขึ้นมาเปิดดูรูปเก่าๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์ไปมา คิดทบทวนพรุ่งนี้จะไปที่ไหนบ้าง จะเจออะไรอีกไหม บนขุนเขาสูงลูกนี้มีเพียงพวกเราจริงหรือที่อยู่บนนี้ คืนนี้จะมีโอกาสเจออะไรบ้างไหมนอกจากกระที่ไต่ไปมาตามกิ่งไม้ 
 
แรกๆแม้ไม่มีความง่วงอยู่เลย แต่ด้วยอากาศที่โชยมา ความเงียบงันที่เงียบสนิทเหลือเกิน  บรรยากาศรอบกายแค่พ้นระยะไปเพียง 1 เมตรก็มืดสนิท แต่ครู่ใหญ่ๆเมื่อสายตาเริ่มสำรวจไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชินกับความมืด เนินหน้าผาฝั่งตรงข้ามกับจุดที่เราแคมป์อยู่ มีกลุ่มต้นกล้วยขึ้นเบียดเสียดกัน สีของใบตองควรจะเป็นสีเขียว แต่ตอนนี้ที่ผมเห็นคือสีเหลือทองแทบจะสะท้อนวูบวาบ แสงของพระจันทร์ในคืนนี้ลอดผ่านเงาไม้ใหญ่มากระทบกับต้นไม้เล็กๆ ลมโชยมาเป็นระยะกระทบใบไม้ให้ส่ายเต้นดูแล้วน่ากลัวพิลึก

 


ความรู้สึกที่สัมผัสได้ครั้งแรกที่ปวดที่โคนขาจนไปถึงน่อง แรกคิดในขณะหลับตาคงเป็นเพราะว่าเกิดจากการเมื่อยล้าที่เดินแบกของมาทั้งวัน แต่ก็เริ่มทบทวนก็รู้สึกว่ากล้ามเนื้อขาของเราไม่น่าจะบอบบางขนาดนั้น เพราะการเดินก็ไม่ต่างอะไรจากที่ซ้อมวิ่งอยู่ทุกวันเลย นอนคิดเล่นอยู่สักพักก็ยกตัวขึ้นมาจากถุงนอนที่ห่มอยู่ เท่านั้นแหละถึงรู้ว่าอาการปวดขาปวดน่องมันคืออาการที่เขาเรียกว่า ‘หนาวจนปวดกระดูก’  ตะเกียงยังส่องสว่างสะบัดวับแวมอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันมืดมิด 


“เป็นไงหนาวมั้ย” เสียงพี่เจ้าหน้าที่พูดมาเบาๆ แทรกผ่านเสียงของน้ำตกมา “อ้าวยังไม่นอนเหรอครับพี่”  แสงเทียนดวงเล็กส่องแสงรางๆปรากฏใบหน้าอันยิ้มแย้มของพี่เขา “ยังหรอกครับ หลับๆตื่นๆ มันหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่ต้องตื่นขึ้นมาคอยดูความเรียบร้อย น้องนอนให้สบายเถอะ”  ผมลุกลงจากเปลใส่รองเท้าแล้วเดินอ้อมเต็นท์ของพี่โตโต้และเจ้ามิกซ์ซึ่งเงียบเชียบไม่ปรากฏเสียงอะไร “หนาวนิดหน่อยครับ หลับแต่หัววันด้วยเลยตื่นมา ” ผมนั่งลงกับพื้นหินตรงวงกับข้าวที่เคยนั่งกินกันเมื่อช่วงเย็น ควานหาซองโอวัลตินในแสงสลัวๆ ฉีกซองเทแก้วกระดาษ แล้วเอากระป๋องเดินไปตักน้ำที่ริมน้ำตก น้ำแค่เพียงตาตุ่มในเวลาดึกสงัดเช่นนี้เย็นยะเยือกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว พี่เจ้าหน้าที่เห็นผมออกมานั่งทำนู่นทำนี่จึงเดินออกมานั่งเป็นเพื่อน ผมเอาไฟฉายส่งเล่นไปตามลำธารฆ่าเวลา ปรากฏว่าเจอกบตามโขดหินหลายตัวมาก พี่แกบอกว่าเอามั้ยสักสองสามตัวจะทำให้กิน “ โอ๊ยไม่ล่ะครับ ปล่อยให้เขาอยู่แบบนี้แหละ กับข้าวเราเหลือเฟือ” พี่แกยิ้มแล้วออกเดินส่องไฟเล่นๆไปน้ำน้ำตก โอวัลตินหวานๆอุ่นๆไหลผ่านลำคอเข้าสู่ร่างกายช่างเป็นอะไรที่เพอร์เฟคที่สุดในตอนนี้เลยละ


เสียงคึกโครมของสายน้ำแทรกซึมราวกับเข้าไปอยู่ในความฝันของผมในขณะที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนกับฟ้าจะมีพายุใหญ่ เสียงฝนตกฟ้าร้องดังกระหน่ำจนอื้อไปหมด พอลืมตาขึ้นค่อยโล่งใจเนื่องจากไม่มีเม็ดฝนหยาดลงมาประทบหน้า ไม่งั้นนั้นคงยุ่งแน่ๆ ความจริงแล้วเป็นมโนภาพของคนที่แคมป์ริมน้ำตก หรือใกล้กับทางน้ำเชี่ยว เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งนอนเต็นท์กับเพื่อน ก่อนนอนผมบอกมันว่า "เรานอนใกล้แก่งหิน คอยดูนะตื่นมาเราตะคิดว่าฝนตก" พอลืมตาขึ้นมาเท่านั้นแหละ มันก็มองหน้าผมแล้วถามว่า "เห้ย ฝนตกเหรอวะ" 


 


เราตื่นพร้อมกันในความสดชื่น ผมจุดตะเกียงน้ำมันก๊าซขึ้นเพื่อส่องสว่างระหว่างรอแสงตะวัน วงล้อมและการสนทานาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง น้ำร้อนถูกแจกจ่ายผสมกับกาแฟบ้างโอวัลตินบ้าง อุณหภูมิ ณ เวลานี้ไม่ทรมานร่างกายเหมือนช่วงตีสามที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้ออกมานั่งเหยียดขาและได้ของอุ่นๆกินแก้หนาวแล้วบ้าง 

 

 
พวกเราชวนกันขึ้นไปบนน้ำตกอีกรอบ เพราะพี่โตโต้ต้องการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อรับ-แจ้งข่าวสารบางอย่าง ซึ่งมันมีอยู่จุดเล็กๆจุดเดียวเท่านั้น ผมขอเวลานั่งเล่นอยู่ชั่วครู่ เพราะอยากรับบรรยากาศยามเช้าที่แสนสงบ ละอองน้ำเย็นฉ่ำปลิวละล่องกับกับสายลมจากน้ำตก เส้นผมชื้นเล็กน้อยจากไอน้ำ ถ้าไม่ติดว่ากลัวไหลตกน้ำก็คงอยากงีบสักพัก 

 

 
 
แม้จะไม่มีธุระที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตก็ควรอย่างยิ่งที่จะขึ้นมาบนโกรกอีกดกนี้อีกครั้ง เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกของวันที่เคาะประตูเยี่ยมเยียนน้ำตกสายนี้ เสียงของสายน้ำที่คุ้นหูยังคงไหลกระทบแก่งหินไม่ขาดสายอย่างไม่มีวันหมด ความสุขสดชื่นของวันเกิดขึ้นจากตรงนี้ เรานั่งเล่นนอนเล่นเดินเล่นราวกับ ณ สถานที่นี้ไม่มีใครจับจองนอกจากเรา พี่โตโต้และมิกซ์ตะโกนบอกผมว่าจะลงไปแคมป์แล้ว ผมจึงโบกมือให้เขาไปกันก่อน ไม่มีสิ่งมีชีวิตจากโลกเจริญเข้ามาทำลายบรรยากาศ นอกจากพวกเราเท่านั้น สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือน้ำตกโกรกอีดกโดยไม่มีอะไรเจือปนอยู่เลย ราวกับว่าเราคือเจ้าของสายน้ำที่ยืนมองด้วยความชื่นชม นั่งทอดสายตาอยู่ชั่วครู่ก็เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกกำลังขึ้นมา ผมจึงผละลาจากน้ำตกสายนี้ คิดว่าเราชื่นชมพอแล้ว บางครั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เขาต้องดั้นด้นมาถึงให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะอยากชื่นชมความงานของมันอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเหมือนกับเรานั่นแหละ 




 
พ่อครัวจำเป็นทั้งสามกำลังง่วนอยู่กับการประกอบอาหาร มิกซ์กำลังล้างหม้อ พี่โตโต้เตรียมของ พี่เจ้าหน้าที่จัดแจงที่ทาง เครื่องกระป๋องที่เรานำมานับว่าเหลือเฟือ เรียกได้ว่ามื้อนี้เป็นมื้อที่เช้าที่สุดของผมในรอบหลายปี และเป็นมื้อที่เราไม่ได้กินเพียงกับข้าวที่อยู่ตรงหน้า แต่กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวไปด้วย
 



 
หลังจากเสร็จธุระเรื่องกระเพาะลงท้องแล้วก็ได้เวลาลงน้ำ มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นพอได้ให้ขำกันอีกคือระหว่างที่เล่นน้ำอยู่นั่น เจ้างูไม่ทราบชนิดก็โผล่ว่ายน้ำออกมาจากไหนก็ไม่ทราบ ชนิดที่ว่าทั้งคนทั้งงูต่างตกใจกันรีบขึ้นฝั่ง เล่นเอาน้ำในเช้าวันนี้เย็นยะเยือกขึ้นอีกหลายเท่า เราต่างนั่งพักอยู่สักครู่ ผมนอนบนเปลอ่านหนังสือเพลินๆ มองดูนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเดินผ่านขึ้นไปเยี่ยมชมน้ำตก พอได้เวลาอันสมควรก็เริ่มเก็บสัมภาระอีกครั้ง มันอาจจะเบาขึ้นบ้างแต่ก็ยังพะรุงพะรังเหมือนเดิม 

 


 
 
รอบนี้เราทำเวลาขึ้นอีกนิด ด้วยความที่ชำนาญเส้นทางบ้างแล้ว ประกอบกับไม่จำเป็นต้องหยุดถ่ายรูป ทำให้ไม่นานก็นักก็ถึงที่หมาย เด็กๆสาวๆที่ไม่ได้เดินไปยังน้ำตกก็พักเล่นน้ำกันตรงทางเข้า บางคนก็ถึงกับงงว่าพวกเรามาจากไหนแบกของมาเยอะแยะ พอถึงรถผมก็ทิ้งกระเป๋าโยนตัวด้วยความรู้สึกว่าเสร็จสิ้นแล้วโว้ย ทั้งที่มันก็ไม่ได้เหนื่อยมากมายนัก แต่มันเป็นความรู้สึกที่จบแบบสนุกและประทับใจเป็นอย่างมาก

 


เราโบกมือลาด้วยการขับรถกลับมาที่ศูนย์เจ็ดคต นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนมีเยอะขึ้นมาก พักกันชั่วครู่ ก็อำลาพี่เจ้าหน้าที่ ก่อนจะกลับแกบอกกับเราว่า "ดวงเราคงไปเที่ยวด้วยกัน" เพราะแกจัดกระเป๋ามาสำหรับค้างคืน ซึ่งตรงกับเราที่ต้องการเจ้าหน้าที่สำหรับค้างคืน แถมพี่โตโต้ยังมีแผนอยากมาซ้ำทีนี่อีก โดยอยากชวนเพื่อนๆมาเพิ่ม (เพราะคราวนี้คนอื่นๆมีเหตุจำเป็น) อันที่จริงมีทริปที่สามารถค้างได้หลายคืนและเดินในระยะทางที่ไกลกว่านี้... หากพร้อมเมื่อไหร่ รอบหน้าจะมาซ้ำแน่นอน
 





บทสรุปเล็กๆ


 
ซับป่าว่าน : เหมาะกับการพักผ่อนแบบสบายๆ มีพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งลานกางเต็นท์ (เต็นท์มีให้เช่า) และห้องพัก สามารถประกอบอาหารได้ มีเส้นทางปั่นจักรยาน วิ่ง และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ มีศูนย์อำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างพร้อม มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตรา ห้องน้ำแบ่งเป็นโซนไว้ด้านหลัง ส่วนการเดินทางคงต้องเป็นรถส่วนตัวจะดีที่สุด 

น้ำตกโกรกอีดก : หากจำฟีลลิ่งการเดินทางไกลสมัยเรียนลูกเสือได้ ให้คิดว่าอัพเลเวลมาอีกหน่อย หนทางไม่ได้ยากลำบากนัก เพียงแค่บางช่วงมันทดสอบหัวใจเราแค่นั้น (555) ตลอดเส้นทางสามารถแวะตรงไหนก็ได้หากพอใจ และเล่นน้ำได้ตลอด น้ำตกโกรกอีดกสวยมาก ถ้าจะให้ดีควรมาหน้าฝนหรือหลังจากนั้นไม่นาน มีคนนำทางเป็นอาสาสมัครสำหรับการเดินไป-กลับ และเจ้าหน้าที่สำหรับการค้างคืน ค่าใช้จ่าย 500 บาท/คืน มีสมาชิกบอกว่าราคาอัพเดทเป็น 1 พันบาท (ไปหลายคนก็ยิ่งถูก) หากจะขึ้นไปนอนบนโกรกก็มีร้านขายของชำ-ของสด ไม่ต้องขนาดว่าเตรียมมาจากกรุงเทพ 

 
แวดล้อมรอบกาย ณ ทีนี้อาจไม่หวือหวานัก แต่สิ่งที่ได้รับคือการที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนใกล้ตัว



เพราะการเดินทางของแต่ละคน อาจมีเหตุผลที่แตกต่างกัน บางครั้งเราตั้งใจไปยังสถานที่ที่วาดฝันไว้ บางครั้งเราเพียงแค่อยากจะหนีออกจากสถานที่เดิมๆ และบางครั้งจุดหมายปลายทางของเราก็คาดเดาไม่ถูกว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน แต่ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะเป็นไปในรูปแบบใด สุดท้ายแล้วต่อให้เป็นเส้นทางสายเก่า มันก็พาเราไปพบกับอะไรใหม่ๆเสมอ...

ขอบคุณพี่โตโต้ ประดุจพี่ชายที่เคารพ ที่ชวนมา และออกค่าใช้จ่ายให้ (แหมดีตรงนี้) / ขอบคุณมิกซ์ที่มาช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเดินทาง / ขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่ (ซึ่งผมดันลืมชื่อพี่แก) ที่คอยให้การช่วยเหลือทุกอย่าง /และขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนจบ หรือไม่จบก็ยัดเยียดคำขอบคุณให้ (555)



 



"เติมสีฟ้าอีกนิดนะทะเล แล้วจะเห่ลมให้ระลอกคลื่น หลับอยู่ในความฝันทั้งวันคืน ฉันอยากชื่นฉ่ำประกายกับสีฟ้า

เติมสีเขียวอีกนิดนะแผ่นดิน แล้วจะรินฝนล้างฝุ่นหมอกฝ้า ฉันอยากเห็นความเขียวเต็มสายตา เมื่อยามฉันตื่นมาพบความจริง
    
ขอฟังเสียงนกหน่อยได้ไหม มาร้องเพลงแห่งไพรให้สรรพสิ่ง ท่ามกลางกาลเวลาถูกทอดทิ้ง ที่ป่าเถื่อนเกลื่อนกลิ้งอยู่รอบกาย
    
ขอดอกไม้บานหน่อยนะดอกไม้ แล้วจะให้ผีเสื้อมาฟ้อนส่าย ฉันอยากเห็นสีสันพรรณราย มาต้อนรับรุ้งสายวสันตฤดู
    
หยุดประเดี๋ยวได้ไหมพายุร้าย หยุดส่งสายสุนีบาตมาข่มขู่ กัมปนาทกราดเกรี้ยวอันเกรียวกรู เพื่อสักครู่เจ้าจะหลั่งซึ่งฝนริน
    
เติมความรักสักหน่อยนะหัวใจ เติมความหวังให้ไกลอย่าให้สิ้น เพื่อหยัดอยู่สู้ท้าเถื่อนธรณิน เพื่อแผ่นดินจะงดงาม...ด้วยความรัก"
 
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 



 
...สิ้นสุดรีวิว แต่ไม่สุดสิ้นซึ่งการเดินทาง...


ขอบคุณรีวิวดีๆจากสมาชิกพันทิป คุณ " ราม บ้านดอย ชาวไร่ "