สวัสดีค่ะ... กระทู้นี้เป็นการท่องเที่ยวเชิงโดดเดี่ยวอีกแล้ว ^^
ครั้งนี้จะพาไปเที่ยวแบบงบน้อยๆ ลุยๆ แบบสายถึก และคุ้มค่าเช่นเคยค่ะ 
หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่าเมืองหลวงของเรามีพื้นที่ติดทะเล 
คนที่ยังไม่ทราบ (หนึ่งในนั้นเคยเป็นเรา) อาจจะคิดว่า ทะเลสวนสยามหรือเปล่า? 
จขกท. มาเล่นมุกอะไรแถวนี้!!! จะพาไปเที่ยวสวนสยามใช่ไหม?
ไม่ใช่นะคะ ทะเลจริงๆ แบบที่มีระบบนิเวศป่าชายเลน มีน้ำขึ้นน้ำลง มีปลาตีน มีอาหารทะเล ฯ
ลองไปยืนจ้องแผนที่ประเทศไทยดูดีๆ กรุงเทพฯ มีพื้นที่ติดทะเลจริงๆ ระยะทางไม่มากนัก ประมาณ 5 กิโลเมตร
ครั้งนี้เราจะพาไป เที่ยวแถวๆ 5 กิโลเมตรที่กล่าวไปข้างต้น ไปสัมผัสวิถีชีวิตคนกรุงที่อยู่ติดทะเล
ไปนอนโฮมสเตย์ที่แวดล้อมไปด้วยต้นโกงกาง ชุมชนที่ใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการสัญจร
พายเรือคายัคงมหอยแครง นั่งดูน้ำขึ้นน้ำลง มีอาหารทะเลจัดเต็มครบ 3 มื้อ ในราคา 700 บาท!!!
ขอใช้วันหยุด หลีกหนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ มาพักกายพักใจในกรุงเทพฯ สัก 2 วัน 1 คืน...
มาเริ่มที่วิธีการเดินทางกันเลยดีกว่า (ส่วนข้อมูลการติดต่อจะใส่ไว้ให้ตอนท้ายนะคะ) เราขอแบ่งการเดินทางเป็น 2 แบบ คือ ไปโดยรถประจำทาง และ ไปด้วยรถส่วนตัว

การเดินทางโดยรถประจำทาง  มี Step ดังนี้  1.นั่งรถไปลงบิ๊กซีพระราม 2 >>> 2.ขึ้นรถสองแถวสายลูกวัว >>> 3.ต่อสองแถวหัวแดงไปลงหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ >>> 4.เหมาเรือแถวหน้าโรงเรียนเข้าไปที่บ้านลุงสอน ชุมชนแสนตอ

1.นั่งรถไปลงบิ๊กซีพระราม 2 เริ่มจากรังสิตจะมีรถตู้พระราม 2 - มหาชัยอยู่ข้างๆ โรงภาพยนต์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ฝั่งลานจอดรถ คนขายตั๋วจะถามเราด้วยสำเนียงน่ารักว่าลงที่ไหน บอกเขาว่าลง บิ๊กซีพระราม 2 ราคาถ้าจำไม่ผิดคนละ 60 บาทค่ะ หรือจากอนุสาวรีย์ เรายังไม่เคยนั่งรถตู้จากที่นี่ไปนะ ลองเปิดหาข้อมูลรถตู้ที่อยู่ใต้ทางด่วนพหลโยธินฝั่งที่ไปสะพานคายมีรถตู้ไปพระราม2 แต่เคยนั่งรถเมล์สาย 140 ขึ้นฝั่งเกาะพญาไท ค่ารถ 23 บาทค่ะ ไปถึงหน้าบิ๊กซีพระราม2 เลยค่ะ

2.ขึ้นรถสองแถวสายลูกวัว หน้าบิ๊กซีจะมีรถสองแถววิ่งหลายสาย ให้ดูคันสีน้ำเงิน แต่!!! ต้องเป็นคันสีน้ำเงินที่เขียนว่า ‘บางบอน-เทคโนฯ-ลูกวัว’ ดูดีๆ นะ เพราะรถสองแถวสายอื่นก็สีน้ำเงิน รถสองแถวคันนี้ไปไม่ถึงโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์นะคะ ก่อนขึ้นบอกเขาว่าจะไปต่อรถสองแถวเข้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ถึงแล้วจอดให้ด้วยนะคะ รถสองแถวจะส่งเราที่ศาลาก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยเทียนทะเล 25 เราก็ยืนรอรถสองแถวหัวแดงฝั่งนั้นเลย ค่ารถสองแถว 8 บาทค่ะ

นี่คือหน้าตาของรถสองแถวสายลูกวัว

3.ต่อสองแถวหัวแดงไปลงหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ พี่คนขับรถสองแถวแนะนำว่าให้ไปรอศาลาฝั่งตรงข้าม เราก็เลยถามว่า ‘อ้าว พี่ตกลงหนูต้องขึ้นฝั่งไหนกันแน่คะ?’ พี่คนขับบอกว่า ‘ขึ้นฝั่งที่พี่จอดให้ลงนั่นแหละ แต่ศาลารอรถมันอยู่ลึกเข้าไปข้างถนน ถ้ารถหัวแดงมาจะมองไม่เห็น บางทีมันวิ่งเร็ว นอกจากน้องจะออกมายืนตากแดดรอริมถนน ศาลาอีกฝั่งจะมองเห็นง่ายกว่า ไม่ต้องตากแดดด้วย เห็นรถสองแถวหัวแดงๆ มาเมื่อไหร่ค่อยข้ามกลับมาฝั่งที่พี่จอดส่ง ’ ๕๕๕ งงไหม? ตอนแรกเราก็งง สรุปง่ายๆ เลย ขึ้นรถฝั่งที่สองแถวสายลูกวัวจอดส่ง แต่ถ้าไม่อยากยืนตากแดดรอรถ ก็ข้ามมานั่งรอในศาลาอีกฝั่ง พอเห็นรถสองแถวหัวแดงมาก็ข้ามกลับไปขึ้น ข้ามดีๆ นะ รถแถวนั้นวิ่งเร็ว รถสองแถวหัวแดง หน้าแดง เป็นคำที่คนแถวนั้นให้เรียกรถสองแถวที่วิ่งเข้าไปถึงโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์จุดที่เราต้องไปต่อเรือ หลังคาด้านหน้าจะเป็นสีแดงๆ มองเห็นแต่ไกล อาจจะต้องรอนานหน่อยถึงจะมาคันหนึ่ง 
(แต่จะขึ้นรถไม่ทันก็เพราะข้ามถนนไป-มาเนี่ยแหละ -_-)  ขึ้นรถได้นั่งไปสุดสายเลยค่ะ คือหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ค่ารถคนละ 8 บาท

สองแถวหัวแดง หน้าแดง เห็นแต่ไกล...

4.เหมาเรือแถวหน้าโรงเรียนเข้าไปที่บ้านแสนตอ เราเดินไปร้านค้าแถวหน้าโรงเรียนว่าจะไปบ้านลุงสอน ชุมชนแสนตอต้องไปขึ้นเรือที่ไหนคะ? เราไม่ได้ถ่ายรูปจุดขึ้นเรือมา ถามคนแถวนั้นได้ค่ะ  ครั้งก่อนที่เรามา มีป้าพาเดินไปขึ้นเรือ มากันเยอะด้วยเลยไม่ได้จำทางอะไรไว้เลย ครั้งนี้ไม่มีคนพามา แต่ชี้มือบอกว่าบ้านหลังเล็กๆ ข้างร้านขายปลาเค็ม เราไปยืนด่อมๆ มองๆ ตั้งนานไม่เห็นมีใครเลย บ้านนี้จะอยู่ติดกับบ้านที่เป็นร้านนวดแผนไทย ร้านนวดข้างๆ เห็นเราเลยถามว่ามาหาใคร? เราบอกว่าจะเหมาเรือไปชุมชนแสนตอ เขาก็บอกให้เราเดินเลาะข้างบ้านไปที่ท่าเรือเลย พอถึงท่าเรือก็ไม่เห็นใคร บ้านก็เงียบ ถ้าเจ้าของบ้านออกมาเห็นจะโดนยิงไหมก่อน? ลองพูดคนเดียวเสียงดังๆ ‘มีใครอยู่ไหมคะ?’ ก็เงียบ...เลยหน้าด้านยืนรอ ตีหน้ามึนอยู่ที่ท่าน้ำ สักพักมีความเคลื่อนไหวในบ้าน เราเลย สวัสดีค่ะ ก่อนเลย (กลัวโดนยิง) เดินเข้าไปเจอคุณลุง รีบบอกเลยว่า ‘จะไปชุมชนแสนตอ บ้านลุงสอน คุณลุงไปไหมคะ?’ คุณลุงพยักหน้าถามว่าเรามากี่คน เราบอกว่าคนเดียว คุณลุงคิด 100 บาทค่ะ (ครั้งก่อนมากัน 5 คน 150 บาท แต่ไม่ใช่ลุงคนนี้นะคะ) เราเป็นคนบอกลุงสอนว่าจะเหมาเรือเข้าไปเองเพราะเคยมาแล้ว ถ้าไม่เคยมาลองถามลุงสอนก่อนว่าสะดวกมารับที่ท่าเรือตรงโรงเรียนไหม?

การเดินทางอาจจะดูยุ่งยากไปนิด แต่รับรองว่าถึงแน่ๆ เราอธิบายไม่เข้าใจแสดงความคิดเห็นทิ้งไว้ หรือจะหลังไมค์มาก็ได้ค่ะ

การเดินทางโดยรถส่วนตัว  มี Step ดังนี้ >>> 1.จากบิ๊กซีพระราม 2 มาเส้นบางขุนเทียนชายทะเล >>> 2.นำรถมาจอดตรงท่าเรือของลุงสอน >>> 3.ลุงสอนนำเรือมารับ

เราไม่สันทัดในการเดินทางโดยวิธีนี้เพราะเราเดินทางมาโดยรถประจำทาง โทรถามลุงสอนเรื่องที่จอดรถกับนำเรือมารับอีกทีนะคะ ข้อมูลจะได้แน่นอนกว่านี้ วันที่เราไปมีพี่อีก 2 คน นำรถส่วนตัวมา เราถามลุงสอนว่าถ้านำรถส่วนตัวมาสามารถไปจอดได้ที่ไหน ลุงสอนบอกว่าหลานลุงเขามีที่อยู่ใกล้ๆ สามารถจอดรถได้ และลุงสอนจะเอาเรือไปรับที่นั่นเลย เพราะท่าเรือตรงที่จอดรถจะอยู่ใกล้กว่าท่าเรือหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เราไปเอาภาพมาจาก Googleแหละ เผื่อจะทำให้เห็นภาพมากขึ้น (มั้งนะ)
เส้นทางจากบิ๊กซีพระราม2 เราใช้จุดหมายปลายทางในการค้นหาเส้นทางเป็นโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์นะ เพื่อให้เห็นว่ามาทางเส้นบางขุนเทียน-ชายทะเล


ถ้าจะไปท่าเรือกับที่จอดรถของลุงสอน ถึงแยกตามวงกลมสีฟ้าให้เลี้ยวไปทางซ้ายประมาณ 2 กิโลเมตร ไม่ต้องไปทางโรงเรียนนะคะ กลับหัวแผนที่หน่อยนะ ^^
เราอธิบายตรงไหนไม่เข้าใจ บอกเราได้นะ เราเป็นคนมึนๆ ^^

ครั้งนี้เรากลับมาตามคำสัญญาที่เคยพูดไว้ เรากลับมาด้วยความประทับที่มีในครั้งแรก อ่อ...ภาพที่เราใช้ในการทำกระทู้เป็นภาพจากการไปมาทั้งสองครั้งนะคะ แต่จะใช้ภาพการครั้งล่าสุดเป็นหลัก ^^ เรือที่เหมาเข้ามาลุงขับซิ่งมาก (เพิ่งเคยเห็นเรือใช้แก๊ส) มันก็สนุกดีหรอก แต่ช่วงนี้น้ำมันขึ้นอ่ะ เราว่ายน้ำไม่เป็น เสื้อชูชีพอย่างหวังว่าจะมี แต่เราก็มั่นใจนะว่าคนแถวนี้ต้องขับเรือเก่งกันทุกคนเพราะเกิดและโตมากับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ (เอ๊ะ! ลุงแกเป็นคนแถวนี้ใช่ไหม?) มาครั้งนี้ต่างจากภาพความทรงจำครั้งที่แล้วเพราะเป็นช่วงน้ำขึ้น ริมคลองจะเป็นบ้านที่มีเสาสูงๆ สลับไปกับต้นโกงกาง มีเครื่องมือดักสัตว์น้ำให้เห็นบ้าง ไม่อยากจะเชื่อเลย ที่นี่คือกรุงเทพฯ ^^
เรือค่อยๆ เบาลง พร้อมกับสายตาที่มองเห็นท่าเรือที่ร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ของต้นโกงกาง พอเข้าใกล้ท่าเรือ ก็ค่อยๆ ปรากฎร่างชายสูงวัยขึ้น มากี่ครั้งเราก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ ^^ ความรู้สึกเหมือนกลับบ้าน... (เดี๋ยวๆ บ้านตัวเองยังไม่ค่อยกลับ)
คุณลุงให้เราไปเก็บกระเป๋าและพาไปดูที่นอนในคืนนี้ เราได้นอนในห้องพยาบาล แต่เหมือนไม่ค่อยได้ใช้ จริงๆ แล้ว บ้านลุงสอนมีที่นอนสำหรับผู้ที่มาเข้าพักโดยเฉพาะ แต่วันที่เราไปมีพี่ผู้หญิงกับพี่ผู้ชายอีกคนเขาติดต่อมาก่อน ห้องนั้นสามารถนอนได้ 6-8 คน แต่เขามาเป็นคู่ เรามาคนเดียว เลยอัปเปหิตัวเองมานอนที่นี่ ที่ไหนก็นอนได้เราเป็นคนง่ายๆ (แต่ไม่ใจง่ายนะ) อยู่แล้ว ลุงสอนเตรียมที่นอนให้เรา เอามุ้งมากาง หาเสื่อกับถุงนอนมาปูให้ พร้อมพัดลม 1 ตัว ส่วนเครื่องนอนเดินไปหยิบได้ที่ห้องของพี่สองคน ส่วนผ้าเช็ดตัวพี่ๆ เขาหยิบมาให้ 
เสร็จแล้วที่นอนคืนนี้ ^^ไม่ได้นอนมุ้งมากนานมากกกกกกกกกก ตั้งแต่โลกใบนี้รู้จักกับเหล็กดัดและมุ้งลวด
เข้าไปนั่งเพื่อเพิ่มบรรยากาศความหลอน
ส่วนที่นอนสำหรับผู้ที่เดินทางมาพักจริงๆ หน้าตาเป็นแบบนี้ สีสันหวานแหวว
ข้างๆ ที่พักเป็นแบบนี้ค่ะ ริมน้ำเลย
มาดูห้องน้ำกันบ้าง มีทั้งหมด 3 ห้องค่ะ และมีโถยืนสำหรับคุณผู้ชายอยู่ด้านนอก เหมือนห้องน้ำบ้านย่า บ้านยายสมัยก่อนเลย ที่ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำจะอยู่ด้วยกัน 
พอเราเก็บกระเป๋าก็ขอขึ้นไปทักทายป้าเอื้อน เราขึ้นไปสวัสดีคุณป้า ป้าเอื้อนทักทายเราด้วยสำเนียงสาวเพชรบุรี คุณป้ายิ้มตลอด อารมณ์ดีมากๆ สักพักลุงสอนก็เดินมาถามว่า ‘แป้งกินอะไรมาหรือยัง?’ รีบบอกว่ายังก่อนเลย (แล้วข้าวมันไก่พิเศษข้างปั๊มน้ำมันตรงบิ๊กซีพระราม 2 เมื่อกี้คืออะไร ๕๕๕) ด้วยความที่เรามาช้า พี่สองคนที่มาก่อนกินกันไปแล้ว เราไม่รังเกียจที่จะกินต่อนะ เพราะอาหารทุกอย่างน่ากินมากกกกกกกกก เป็นของหนูคนเดียวด้วย ๕๕๕ ป้าบอกว่ากินให้หมดนะ เราส่งยิ้มแห้งๆ ไป แทบจะขย้อนข้าวมันไก่ทิ้ง  ป้าเอื้อนย้ำมาอีกว่า   ‘ปลาครึ่งตัวน่ะ กินให้หมดเลยนะ’   มองปลาก่อนเลย...เราไม่ชอบกินปลา แต่! เราจะมีข้อตกลงกับตัวเองว่า ถ้าไปไหนแล้วมีอาหารต้อนรับเอามาให้ด้วยน้ำใจ เราต้องรับและกินให้ได้เยอะที่สุด บางทีมารยาทกับตะกละมันก็มีเส้นบางๆ คั่นอยู่ ๕๕๕๕ มาดูดีกว่ามีเมนูอะไรบ้าง มีทั้งหมด 4 เมนู ปลานึ่งมะนาว ปูนึง กุ้งต้มเค็มหวาน และไข่เจียวหอยนางรม
อย่าคิดว่าจ้องเราแบบนี้เราจะไม่กล้ากินเธอนะ!!! 
 
จับมาดูใกล้ๆ

เรานั่งกินข้าว ไม่ใช่สิ!!! กินกับข้าวตั้งแต่บ่ายสองหน่อยๆ จนถึง อีก 15 นาทีจะสี่โมงเย็น ๕๕๕ ปลาหมด!!! กุ้งไม่เหลือ!!! ปูหาย!!! เหลือแต่ไข่เจียวหอยนางรม ไม่ไหวจริงๆ ตกใจตัวเองมาก กินไปได้ยังไง  -_-  พวกน้ำจิ้มป้าเอื้อนจะทำรสชาติหนักไปทางเปรี้ยว เข้าทางเรามาก ฟาดเรียบเลย หลังเอาจานไปล้าง ลุงสอนบอกขอบใจนะที่ช่วยล้าง  ถึงจะจ่ายเงินมาแต่เรามองว่าที่นี่เหมือนบ้านมากกว่า เพิ่งเก็บโต๊ะเสร็จ ป้าเอื้อนลงมาทำกับข้าวอีกแล้ว หืมมมมมม ต้องหาอะไรทำให้อาหารย่อย ครั้งที่แล้วมาพายเรือคายัคเก็บหอยแครงกับเพื่อนๆ ครั้งนี้มาคนเดียวลากเรือลงน้ำไม่ไหว เลยขอนำภาพจากครั้งที่แล้วมาให้ดูนะคะ หอยแครง กุ้ง ปู ลุงสอนเลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ต้องให้อาหาร เลยไม่จำเป็นต้องมีที่ตีอากาศ (เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ ที่อยู่ในบ่อกุ้ง หมุนๆ เหมือนกังหันน้ำอ่ะ)
รูปนี้ขอบคุณเจ้แอนนะที่ถ่ายให้ ^^
ช่วงริมๆ ของนาหอยแครงจะลึกหน่อยเพราะต้องให้เรือที่ติดเครื่องยนต์วิ่งได้ วิธีงมหอยแครง คือเอาไม้พายปักแนวดิ่งลงไปในโคลนเพื่อเป็นรากฐานให้กับตัวเอง จับไม้พายไว้มือหนึ่ง อีกมือที่ว่างเอาลงไปควานหาหอยเลย น้ำจะลึกไม่ลึกอยู่ที่ความยาวของแขนค่ะ ที่ต้องจับไม้พายไว้เพราะบางทีเรางมเพลิน เอื้อมมาไปหน่อยเรือก็จะเอียงอาจถึงคว่ำได้ ถ้าใครแขนยาวก็สบายใจได้เลย
 
มาเดินดูรอบๆ บ้านมั่งดีกว่า ตรงท่าเรือจะมีศาลาให้นั่งพักผ่อน ข้างๆ กันมีชิงช้า 
  
มีฝ่ายต้อนรับด้วย (นี่คือหน้าตาต้อนรับแขกแล้วใช่ไหม?) ตัวดำชื่อน้องตุ่น อีกตัวชื่อน้องนวล
ช่วงน้ำลดใครอยากปลูกต้นโกงกางก็เดินเก็บฝักใต้ต้นเลย แล้วหาที่ปักลงไป
ภาพนี้เป็นส่วนหลังบ้านค่ะ
ที่โฮมสเตย์มีขนมกับน้ำดื่มเล็กๆ น้อยๆ ขายด้วยนะคะ สามารถอุดหนุนกันได้ คนแถวนั้นก็จะแวะเวียนมาซื้อของที่บ้านลุงสอน รอยยิ้มคือคำทักทายที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก เราเจอใครมาซื้อของก็ยิ้มให้ก่อน จากนั้นก็จะมีคำถามสั้นๆ ตามมาตลอด ^^ เรารอเวลาพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เดินออกไปตามคันนาหอยแครง เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก มีภาพมาฝากด้วยนะ
ฝากรูปให้พี่เน่กับพี่มุก (ไม่รู้ว่าจำชื่อถูกไหม?) เผื่อพี่ๆ ผ่านมาเจอรีวิวนี้ แป้งแอบถ่ายพี่สองคนไว้ ^^ พี่ๆ สองคนก็ลากเรือออกไปตกปลากัน ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินสุดโรแมนติก เราก็นั่งหงอยอยู่บนคันนา TT  ที่บ้านลุงสอนมีคันเบ็ดค่ะ ใครอยากตกปลาสามารถพายเรือไปตกในบ่อได้  
เขาว่ากันว่าผู้หญิงที่ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตกเป็นคนโรแมนติกนะ (เขาที่ว่าก็เราเองแหละ อิอิ) 
พระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ความเงียบมาพร้อมกับยุง ดีนะที่พกยาฉีดมาด้วยไม่งั้นแย่แน่ๆ โดนยุงกัดแทบจะบินได้
เรานั่งคุยกับลุงสอน ระหว่างนั่งรอกินมื้อเย็น เกี่ยวกับพื้นที่ป่าชายเลนในกรุงเทพฯ ลุงสอนบอกว่าเมื่อก่อน มีพื้นที่ป่าชายเลน 2,700 ไร่ เดี๋ยวนี้เหลือแค่ 200 ไร่ ภายในระยะเวลา 10-20 ปี เป็นข้อมูลน่าตกใจมากเลย ปัญหาที่ทำให้ป่าชายเลนเหลือน้อยคือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ตอนนี้ชาวบ้านก็เอาไม้ไผ่ไปปักทำเป็นแนวกั้นคลื่น เพื่อหวังว่าพื้นที่ป่าชายเลนจะกลับมา ใกล้ๆ ก็มีเส้นทางศึกษาป่าชายเลนนะ เป็นสะพานไม้ เดินไปเรื่อยๆ จะทะลุถึงส่วนที่เป็นทะเลกรุงเทพฯ ลุงสอนบอกว่า ก่อนที่เราจะมามีนักษาจะให้พาไปเดินทางสะพานไม้ แต่ช่วงนี้ลุงสอนไม่แนะนำให้ไปค่ะ เนื่องจากยังมีฝน ยุงจะเยอะมาก ถ้าใครอยากไปรอให้หมดฝนก่อนนะ เราเคยไปมาเมื่อปี 2555 ขอนำรูปเก่าๆ มาลงให้ดูจะได้เห็นแนวกันคลื่นที่ชาวบ้านร่วมกันทำ และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ชัดขึ้น 
ขอย้ำนะคะว่าเป็นรูปปี 2555 
ลุงสอนหน้าดุก็จริงนะ จะไม่ค่อยพูดอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าเรามีคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ความเป็นมาของที่นี่ คุณลุงสามารถตอบได้หมด มีอีกเรื่องที่เราสนใจ ‘น้ำขึ้นและน้ำลง’  อยากรู้ว่าเกี่ยวกับดวงจันทร์ยังไง? การดูปฏิทินจันทรคตินับยังไง? ครั้งก่อนเรามาที่นี่เดือนกรกฎาคม ช่วงนั้นตอนเช้าน้ำลดแทบจะจอดเรือไม่ได้ ลุงสอนบอกว่าอีกสองเดือนน้ำจะขึ้นช่วงเช้า และลดลงช่วงสายๆ สลับกัน แล้วก็เป็นจริงๆ ครั้งนี้ที่เรามาป้าบอกว่าถ้ามาเร็วกว่านี้จะให้พายเรือเล่นหน้าบันไดบ้าน เราเลยข้องใจมากว่าจะรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง เลยถามคำถามไปเยอะมาก ลุงสอนตอบมาสั้นๆ ว่า ‘อธิบายไม่ได้หรอก ต้องอยู่ที่นี่นานๆ’ นั่นสินะ มันก็เหมือนคำตอบในหลายๆ สิ่งที่เราอยากรู้ แต่เราไม่เคยที่จะสังเกต หรือ พิจารณาความเป็นไปและเป็นมาของสิ่งเหล่านั้นเลย ของบางอย่างต้องใช้เวลาจริงๆ ‪#‎ความรักก็เช่นกัน‬ พี่ๆ สองคนพายเรือกลับมาพร้อมปลากุเลาตัวน้อยๆ 1 ตัว หลังจากนี้เป็นเวลาแห่งการกินอีกแล้วของเก่ายังไม่ย่อยดีเลย -_- มื้อเย็นจัดเต็มเช่นเคย ครั้งนี้เราได้มีโอกาสนั่งเป็น กขค. ร่วมโต๊ะกับพี่ๆ อีก 2 คน ได้มีโอกาสคุยกันจริงจังครั้งแรก พี่สองคนน่ารักมาก ^^ มาดูดีกว่ามื้อนี้มีอะไร
จัดเต็มอีกแล้ว มีปลาทอดน้ำปลามาพร้อมน้ำราดที่ทำจากมะม่วงเปรี้ยวรสชาติซี๊ดซ๊าดมากกกกก หอยแครงลวกจากในนาของลุงสอนตัวใหญ่จริงอะไรจริง ปูผัดผงกะหรี่รสชาติเข้มขนหอมเครื่องแกง จานสุดท้ายเราชอบสุด กุ้งชุบแป้งทอดกร๊อบกรอบ แอบเอาน้ำราดปลามาราด ฟินไปสามโลก
ป้าเอื้อนบอกว่าไม่ได้ทำต้มยำให้นะ กลัวกินไม่หมด หืมมมมม แค่นี้ก็ไม่หมดแล้วค่ะ เราคุยกันว่าจะไปขอร้องป้าพรุ่งนี้ไม่ต้องทำอาหารเช้าเพิ่มแล้ว ให้ป้าอุ่นของที่เหลือตอนเย็นมากินตอนเช้าแทน นั่งคุยกันสักพักก็แยกย้ายไปอาบน้ำนอน เราบอกลุงสอนไว้ว่าจะออกมาถ่ายดาวตอนดึกๆ นะคะ มืดๆ แบบนี้คงเห็นได้ชัด อยากเห็นดาวในกรุงเทพฯ ^^ ล้มตัวลงนอนมองไปตรงประตู เอ้อเหอออออออ ช่องอย่างกว้างเลย ความกว้างไม่เป็นปัญหา แต่เวลานอนมันตรงกับสายตาพอดี พยายามจะไม่มองๆๆๆ
กำลังเคลิ้มจะหลับ ฝนตกหนักมากกกกก หลังคาไม่มีฝ้าด้วยเสียงเลยดังสุดๆ นอนคนเดียวมันน่ากลัวก็ตอนนี้แหละ ที่สำคัญ ไอ้ช่องใต้ประตูนั่น ตอนนี้ผีไม่กลัวล่ะ กลัวพวกสัตว์เลื้อยคลานวิ่งเข้ามาหลบฝนอ่าดิ เลยลุกไปจัดที่นอนให้ทับมุ้งอย่างแน่นหนา การดูดาววันนี้เลยต้องพับเก็บไป ยังไม่จบ...คืนนี้อีกยาวไกล จู่ๆ พัดลมก็ดับ เฮ้ย! ใครมาปิดอ่ะ TTไม่กล้าหันไป ฝืนใจหลับใส่จนเช้าเลย ตื่นมาลุงบอกเมื่อคืนไฟดับนอนร้อนไหม?? ไฟดับ!!! ทำไมตอนนั้นคิดไม่ถึงข้อนี้ ดีนะยังไม่ได้เล่าความคิดตัวเองให้ลุงฟัง อิอิ เช้าหลังฝนตกเป็นเช้าที่สดชื่นมาก อากาศเย็นๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ความชุ่มฉ่ำ เพิ่งหกโมงกว่าเอง เมื่อคืนเป็นการเข้านอนไวที่สุดในรอบปีนี้ ไม่ได้รู้สึกว่านอนเต็มอิ่มแบบนี้มานานแล้ว เราไม่ได้ตื่นเพราะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ แต่มีเสียงจากเจ้าถิ่นที่ยกขบวนกันมาอาบน้ำริมหน้าต่างข้างห้องนอนต้องไปแอบดูสักหน่อย
อากาศดีแบบนี้ออกไปเก็บความชุ่มฉ่ำสักหน่อยดีกว่า
ดอกทับทิบสยาม ขนาดกำลังน่ารัก ทำให้เช้านี้เป็นสีชมพู
ออกมาเจอลุงสอนกับป้าเอื้อนนั่งแยกพวกเศษใบไม้ ออกจากสัตว์น้ำที่ได้จากการเปิดน้ำเข้านาเมื่อคืนมาดูดีกว่าว่าได้ตัวอะไรมาบ้าง 
ปลาชนิดนี้เรียกว่า 'ปลาเขือ' หน้าตากึ่งปลาช่อนกึ่งปลาไหลยังไงก็ไม่รู้ ป้าเอื้อนบอกว่าขายได้โลละ 70 บาท
จะเห็นได้ว่าสัตว์น้ำที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก หาได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเราเลยคิดอะไรเล่นสนุกๆ คนเดียว จะเดินสำรวจรอบๆ บ้านว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอีกไหม? การเดินรอบบ้านเช้านี้ลำบากหน่อย เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นดิน เมื่อคืนฝนตกด้วย เดินไปเดินมาดินติดรองเท้าแตะกลายเป็นส้นตึกเลยทีเดียว เราเห็นลุงสอนถอดรองเท้าเดิน เลยลองบ้าง ก็เละเหมือนเดิม แต่คล่องกว่าใส่รองเท้า มาเจอตัวแรก อุทานเลย เห้! เจอกันจังๆ ยืนจ้องตากันอยู่แป๊ปนึงเดาใจเธอไม่ออกว่าจะไปทางไหน เราจะได้หลีกทางให้สุดท้ายเธอเลือกลงน้ำและหายไป
ชนิดต่อมา...ถ้ามาเที่ยวป่าชายเลนต้องเจอ 'น้องปลาตีน' แก้มป่องมาเชียวคำว่า 'ปลาตีน' เป็นคำสุภาพใช้ในพันทิปได้ไหม? หรือต้องใช้คำว่า 'ปลาเท้า'
น้ำเริ่มขึ้น ปูแสมตัวนี้ก็ออกจากรูของมันที่อยู่ใต้ถุนบ้าน
แดดเริ่มจัด ภาระกิจสำรวจสิ่งมีชีวิตรอบๆ บ้านคงต้องพอแค่นี้เราเดินไปล้างเท้า แต่น้ำไม่ไหลเพราะไฟดับ จึงได้ล้างเท้าแบบนี้แทนเป็นอ่างล้างเท้าอยู่ติดบันไดขึ้นบ้าน เหมือนบ้านย่าสมัยก่อนเลย 
เราเลือกมุมโปรดได้เป็นที่ท่าน้ำ ให้ร่มไม้ช่วยบังแสงแดดที่เริ่มจัดขึ้น พร้อมกับหนังสือเล่มที่อ่านไม่จบสักทีสองวันนี้เราตัดขาดจากโลกโซเชียล เอาตัวเองมาอยู่ในโลกสีเขียวๆ ที่มีแต่ความสงบเราอ่านหนังสือได้มากขึ้น เมื่อถึงประโยคที่อ่านแล้วกินใจ เรามีเวลาที่จะซาบซึ้งกับตัวหนังสือเหล่านั้นสลับกับดูเรือวิ่งไปวิ่งมา ดูนกกินปลาสีน้ำเงิน อีกาสองตัวบินหยอกกันไปมาส่งเสียงร้องไปทั่วกับระดับน้ำที่ค่อยๆ ขึ้น แค่นี้ก็มีความสุขแล้วบางทีความสุขก็ไม่ต้องไปไขว่คว้าอะไรให้มากมายเลย แค่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองเท่านั้น
สายๆ น้ำเริ่มขึ้น เหตุการณ์มันคุ้นมากๆ เหมือนปีที่น้ำท่วมใหญ่เลย แต่ที่นี่ประมาณ 10 โมงน้ำก็จะค่อยๆ ลงแล้วค่ะ
พอทุกคนพร้อมที่จะกินข้าวเช้า เราก็ช่วยกันยกกับข้าวลุยน้ำไปวางไว้บนโต๊ะความจริงมื้อนี้ต้องเป็นข้าวต้ม แต่เนื่องจากที่เราขอร้องป้าไว้ว่าไม่ต้องทำเพิ่ม ให้เอาของเก่ามาอุ่น ดูสิ่งที่เราได้...
แค่อุ่นไม่พอค่ะ ป้าเอื้อนเอาหอยแครงลวกที่เหลือจากเมื่อวานไปทำยำหอยแครงพร้อมกับผัดฉ่าปลาหมึกกุ้งให้อีกจานใหญ่ๆ -_- ป้ากับลุงได้กำไรบ้างไหมเนี่ย???
  
ยังไม่พอ...มีกาแฟ โอวัลติน และขนมปังให้อีกต่างหากกาแบบนี้เคยใช้ตอนเด็กๆ เมื่อมีควันพุ่งออกมาแสดงว่าน้ำเดือดพร้อมใช้
หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ ล้างถ้วยล้างชามเรียบร้อย เราก็เก็บของเตรียมกลับบ้านก่อนกลับลุงสอนจะให้เขียนสมุด เหมือนสมุดเยี่ยมเยียน ทุกคนตั้งใจเขียนมาก มีวาดรูปด้วยจากนั้นก็จ่ายเงินค่าที่อยู่ที่กิน ทั้งหมด 700 บาทค่ะ ไม่แพงเลย และคุ้มค่าสุดๆลุงสอนกับป้าเอื้อนขับเรือมาส่งที่ท่าเรือตรงลานจอดรถ เราขอติดรถพี่ๆ สองคนไปลงหน้าโรงเรียน ต้องขอขอบคุณมากนะคะที่เอื้อเฟื้อแก่เด็กตัวดำๆ คนนี้ แถมชวนเที่ยวศาลพันท้ายนรสิงห์อีกต่างหาก แต่เราไม่ได้ไป เพราะรู้สึกว่าพอใจแล้วกับทริปนี้ ขอบคุณมากๆ นะคะ ขอบคุณจากใจเลย
เราบอกลุงสอนว่า ถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกแน่นอน ^^ เราติดรถพี่สองคนมาลงหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แต่ถ้าไม่ติดรถพี่เขามาก็ให้ลุงสอนโทรตามเรือมารับค่ะ
ครั้งที่แล้วเหมาเรือกลับ 5 คนเขาคิด 120 บาท มาถึงหน้าโรงเรียนยืนรอรถสองแถวหัวแดงคันเดิมที่นั่งเข้ามา (นั่งรอในศาลาก็ได้) อาจจะต้องรอนานหน่อยนะคะ รถสายนี้มีวิ่งไม่เยอะ
บอกคนขับว่าไปลงพระราม 2 เขาจะจอดให้ใต้สะพานลอย จากนั้นให้เดินข้ามมาฝั่งพระราม 2 ไนท์พลาซ่า (ไม่แน่ใจเรื่องชื่อสถานที่) แต่ข้างๆ เป็นโรงเหล้าแสงจันทร์
วันนั้นเรากลับรถเมล์สาย 140 ถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ เลยค่ะ ค่ารถ 23 บาท เห็นมีรถตู้ไปอนุสาวรีย์ด้วยนะ ยืนรอที่เดียวกันแหละแต่เราไม่รู้ว่าค่ารถเท่าไหร่
ถ้าใครอยากไปพักที่โฮมสเตย์ลุงสอน สามารถโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจะจองวันเข้าพัก ได้ที่เบอร์นี้นะคะ 0870717242 เบอร์ลุงสอนโดยตรง บางครั้งสัญญาณอาจจะไม่ค่อยดีนะคะ คลื่นโทรศัพท์น้อยค่ะ
*** เข้าพัก 1 คืน พร้อมอาหาร 3 มื้อ กลางวัน เย็น เช้า คนละ 700 บาท เราว่าไปหลายๆ คนดีกว่านะ เพราะจะได้คุ้มทั้งคนไปและคนทำ
***ถ้าไม่อยากค้างคืนจะเข้าไปทานอาหารอย่างเดียวก็ได้นะคะ รองรับได้สูงสุด 80 คน ส่วนราคาขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มาค่ะ
เช่น น้อยกว่า 10 คน คิดเป็นโต๊ะ โต๊ะละ 2000 บาทได้อาหาร 5 อย่าง 14 คน จะแบ่งเป็น 2 โต๊ะ ราคา 3000 บาท อาหาร 5 อย่าง 50 คน คิดเป็นคน คนละ 200 บาท อาหาร 5 อย่างเช่นกัน ยังไงควรโทรมาสอบถามล่วงหน้านะคะ เพื่อความแน่นอน อีกอย่างการเดินทางเข้ามาที่นี่ต้องใช้เรือเท่านั้น มาเยอะลุงสอนจะโทรติดต่อเรือลำใหญ่ให้ค่ะ

 
จบแล้วทริปนี้อาจดูเวิ่นเว้อไปบ้าง แต่มันเป็นสิ่งที่เราไปสัมผัสมาจริงๆ ^^

**** ขอดอกจันไว้ตรงนี้ใหญ่ๆ สำหรับใครที่เข้าไปเที่ยว อย่าลืมว่าที่นี่เป็นโฮมสเตย์ มาเที่ยวแบบสัมผัสวิถีชีวิต ไม่ได้หรูหราอะไร เน้นความเรียบง่าย ลุงสอนกับป้าเอื้อนก็ดูแลเราเหมือนลูกหลาน เพราะฉนั้นพฤติกรรมการท่องเที่ยวของผู้ที่เข้าไปเยี่ยมเยือนควรจะปรับให้เข้ากับสถานที่และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของบ้านนะคะ ขอฝากไว้พิจารณาด้วยค่ะ ^^

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่านจนจบ ^^

ค่าใช้จ่ายทริปนี้
ค่าพี่พัก + อาหาร 3 มื้อ 700 บาท
ค่ารถไปบิ๊กซีพระราม 2 (ขึ้นจากฟิวเจอร์) 60-80 บาท (จำไม่ได้แต่ประมาณนี้ค่ะ)
ซื้อข้าวมันไก่ 40 บาท
ค่ารถสองแถวสายลูกวัว 8 บาท
ค่ารถสองแถวไปหน้าโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ไป-กลับ 16 บาท
ซื้อของใช้ส่วนตัว 45 บาท
ค่าเรือเหมาไปบ้านลุงสอน 100 บาท
ซื้อขนมที่บ้านลุงสอน 27 บาท
ทำบุญติดต้นกฐินกับป้าเอื้อน 100 บาท
ซื้อขนมครกกับน้ำตอนนั่งรอรถสองแถว 40 บาท
ค่ารถเมล์มาอนุสาวรีย์ชัยฯ 23 บาท
ค่ารถเมล์กับพี่วินมอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน 55 บาท

รวมค่าใช่จ่ายทั้งหมด 1,234 บาท แหมะ เลขสวยด้วยไม่รู้บวกผิดไหมคิดรอบเดียว อิอิ