ระหว่างที่ชีวิตกำลังวุ่นวาย ร่างกายก็เกิดอาการโหยหา ต้นไม้ ภูเขา สายน้ำ หมอนขนเป็ดเลยรีบโทรไปชวนเพื่อนสาวว่าหาที่เที่ยวใกลๆ กรุงกันมะ
เพื่อนสาวที่เกิดอาการเดียวกันก็รีบตอบรับอย่างเร็วไว เราตกลงกันว่าอยากไปเที่ยวจันทบุรี อยากหาที่พักที่ได้พักกายพักใจ พร้อมกับทานอาหารอร่อยได้ด้วยแต่ที่ไหนล่ะ?????

เพื่อนสาวนางรีบถามไถ่คนรู้จักที่เป็นเซียนจันทบุรีก็ได้เจอคำตอบว่ามีที่พักที่ชื่อว่ามณีแดง โฮมสเตย์  น่าไปสุดๆ อิงแอบกับธรรมชาติ และที่สำคัญมีอาหารให้ทานเต็มอิ่ม แต่เราติดที่ว่าเป็นสาวโสดไปกันสองคน และขึ้นชื่อว่าโฮมสเตย์เราจะต้องไปนอนรวมกับคนอื่นหรือเปล่า ว่าแล้วก็รีบหาเบอร์โทรศัพท์ โทรไปสอบถามทางที่มณีแดงโฮมสเตย์ ปลายสายคือคุณลุงน้ำเสียงใจดี ชื่อคุณลุงมณีเจ้าของที่พัก ที่แนะนำเส้นทางให้เราอย่างละเอียด และย้ำกับเราว่าสำหรับเราที่ไปเที่ยวกันสองคน ที่นี่มีห้องพักสำหรับสองท่าน ที่น่ารักมากๆ พร้อมห้องน้ำในตัว สะดวกสบาย งานนี้ก็ถึงเวลาโบกมือลาเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่จันทบุรี กันแล้วค่ะ

05

 
มณีแดงโฮมสเตย์ นั้นตั้งอยู่ที่แหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี การเดินทางจากกรุงเทพฯ เราใช้ถนนสุขุมวิทมายังจังหวัดจันทบุรี พอเลยทางเข้าน้ำตกพลิ้วก็เตรียมเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนน 3149 ขับตรงมาเรื่อยๆ จนถึงสามแยกเฉลิมบูรพาชลทิศก็เลี้ยวซ้าย ขับตรงมาจนเจอสามแยกหนองชิ่ม-เกาะเปริดก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตำบลหนองชิ่ม ขับมาตามทางก็จะเจอสามแยกตลาดบ้านเขาน้อยแล้วเลี้ยวซ้าย ขับมาประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเจอป้ายมณีแดงโฮมสเตย์ตั้งอยู่ทางขวามือค่ะ


พอลงรถปุ๊บก็ประทับใจกับบรรยากาศเลยค่ะ เพราะล้อมรอบไปด้วยขุนเขา คุณลุงมณี และป้าแดง เจ้าของรีสอร์ทออกมาต้อนรับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนมาเจอญาติผู้ใหญ่มากกว่ามาเที่ยว คุณลุงและคุณป้าบอกเราว่าเดินทางมาเหนื่อยๆ กินข้าว กิน ปลากันดีกว่า 


ภายในที่พักเขาจะมีส่วนของร้านอาหารที่ทำได้กว้างขวาง และสะอาดมากๆ โดยเฉพาะห้องน้ำ สะอาดน่าใช้มากๆ เลยค่ะ ซึ่งนอกจากจะให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้าพักแล้วยังให้บริการกับคนนอกที่ต้องการมาทานอาหารอร่อยอีกด้วย ลองมาดูกันว่ามื้อแรกของเราในวันนี้จะมีอะไรบ้าง

โดยมื้อแรกของเรานี้เขาจะจัดมาเป็นเซ็ตมีทั้งแกงส้มชะอมกุ้ง ต้มยำปลากระพง ไก่ทอด หมูทอดที่อร่อยมากๆ และยังมีโซนส้มตำที่ตำกันสดๆ สามารถเดินไปสั่งได้เลย พร้อมกับโซนก๋วยเตี๋ยวทะเลที่ใส่เครื่องทั้งกุ้ง ปลาหมึกแบบไม่อั้น และโซนขนมหวานไทยๆ อย่างน้ำแข็งใสและแกงบวดเผือก


พอทานอาหารเสร็จหมอนขนเป็ดเลยมีเวลาคุยกับคุณลุงมณี และคุณป้าแดง ซึ่งเล่าให้หมอนขนเป็ดฟังว่า ที่นี่มีเนื้อที่ 46 ไร่ โดยต้องการให้เป็นศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้ โดยภายในโฮมสเตย์จะมีทั้งป่าชายเลนที่ให้คนเข้ามาพักได้ทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และทำความรู้จักต้นไม้ต่างๆ ในป่าชายเลน รวมถึงที่นี่ยังเป็นแหล่งอนุบาลและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ อาทิ ปู ปลา และอีกมากมายเลยล่ะค่ะ 


คุณลุงมณีได้เล่าว่านักท่องเที่ยวถ้ามาเที่ยวดูป่าชายเลนที่จันทบุรีก็ต้องไปอ่าวคุ้งกระเบน แต่สำหรับที่นี่เรามีการปลูกป่าชายเลนขึ้นมาเลย โดยให้นักท่องเที่ยวได้เห็นตั้งแต่ต้นอ่อนของพันธุ์ไม้ในป่าชายเลน ว่ามีอะไรบ้าง และสำคัญกับระบบนิเวศอย่างไร หมอนขนเป็ดทึ่งในความคิดของคุณลุงคุณป้ามากๆ ที่ไม่ได้เพียงสร้างที่พักให้คนมานอน มาทานอาหาร มาพักผ่อน แต่ให้เราได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต และ ธรรมชาติรอบตัวเราอีกด้วย
 
 
หลังจากทานข้าวเสร็จเราก็นำของมาเก็บที่บ้านพัก ซึ่งบ้านพักของเราเป็นบ้านพักกลางน้ำ สีสันน่ารักมากๆ และล่าสุดทางที่พักได้สร้างขยายเพิ่มเติมขึ้นอีก รวมเป็นทั้งหมด 29 หลังโดยทำเป็นบ้านโฟม ซึ่งมีคุณลักษณะคือจะทำให้อากาศภายในตัวบ้านเย็น ไม่ร้อน และช่วยประหยัดพลังงานด้วยค่ะ
 

โดยหน้าบ้านพักแต่ละหลังจะมีทางเดินไม้เชื่อมยาวถึงกัน เหมาะจะมานั่งห้อยขารับลมชิลๆ


 
ภายในก็จะเป็นห้องนอนรวมพักได้ 6 ท่าน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องปรับอากาศ พร้อมผ้าเช็ดตัวให้ครบเลยค่ะ และที่เก๋ก็คือเขามีหน้าต่างกระจกที่สามารถนอนดูปลาได้ด้วยนะ


นอกจากนี้ ที่นี่เขายังมี "บ้านอารยะ" บ้านพักที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่นั่งวีลแชร์ด้วยค่ะ โดยหน้าบ้านแต่ละหลังจะมีทางเดินเชื่อมที่สามารถเข็นรถเข็นเข้าไปถึงในห้องพักได้เลย


 
ภายในบ้านอารยะ จะปรับจากฟูกที่นอนมาเป็นเตียงแทน เพื่อให้สะดวกต่อการลุกนั่งของผู้สูงอายุ และยังมีอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วยค่ะ


ห้องน้ำดีไซน์ให้มีราวจับสำหรับผู้สูงอายุ



บ้านกลางน้ำอีกสไตล์หนึ่ง มีทั้งหมด 4 หลัง เป็นบ้านไม้ขนาดกระทัดรัดทาสีสันสดใส
 

ห้องพักน่ารักมากๆ เลยค่ะ แม้ขนาดจะไม่ใหญ่แต่ก็เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง ทีวีแอลซีดี  เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น น้ำดื่ม เครื่องทำน้ำอุ่น ผ้าเช็ดตัว สบู่เหลว  เรียกว่าเป็นโฮมสเตย์ที่สิ่งอำนวยความสะดวกระดับรีสอร์ทเลยล่ะค่ะ
  
 
มีประตูเปิดออกไปด้านหลังซึ่งเขาทำเป็นชานบ้านมีที่นั่ง ชมวิวท้องทุ่งและภูเขา วิวสวยมากๆ
 

นอกจากโซนบ้านกลางน้ำแล้วที่นี่ยังมีบ้านอบอุ่น ซึ่งจะสามารถพักได้ 4-5 คน/ห้อง 


ภายในจะมีเตียงแบบคิงไซส์สองเตียง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และห้องน้ำในตัวทุกห้อง


มีร้านกาแฟสด ที่ตัวอาคารทำจากโฟมดีไซน์เก๋ไก๋ตั้งอยู่ริมบึงบัว ใครอยากดื่มกาแฟสดเข้มๆ ทานเบเกอรี่อร่อยๆ ก็มาสั่งทานร้านนี้ได้เลย



หลังจากชมห้องพักเสร็จ คุณลุงกับคุณป้าพาเราไปชมอาคารที่ทำจากโฟม ซึ่งเป็นห้องประชุมและสัมมนา


อาคารทรง 5 เหลี่ยมที่ถูกออกแบบมาโดยผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบ ที่เน้นการถ่ายเทอากาศ เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเมืองไทย พอลองเดินเข้าไปก็รู้สึกเลยค่ะว่าอากาศภายในไม่ร้อนเลย ซึ่งทางคุณลุงมณีบอกว่า ตัวโฟมที่ใช้เลือกโฟมที่ติดไฟยาก และแข็งแรงทนทานโดยใช้โฟมมาทำเป็นส่วนผนังและส่วนของหลังคา คุณลุงมณียังบอกอีกว่าห้องอาหารที่เราทานตอนเที่ยงก็ใช้โฟมทำเป็นหลังคาอีกด้วย เลยทำให้ห้องอาหารของที่นี่อากาศเย็นสบายไม่ร้อนเลยค่ะ
 
ภายในห้องประชุมใหญ่โตกว้างขวางมากๆ สามารถรองรับจำนวนคนได้สูงสุดกว่า 150 คนเลยค่ะ จะมาจัดประชุมสัมมนาบริษัท องค์กร หรือมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่นี่ก็สามารถรองรับได้ทุกรูปแบบเลยค่ะ

 

ด้านข้างยังมีห้องประชุมเล็ก สำหรับจำนวนคนไม่เยอะมาก ประมาณ 30-40 คน และยังมีพื้นที่สำหรับจัดเลี้ยงเบรกสำหรับชา กาแฟ และอาหารว่างอีกด้วยค่ะ


บ่ายแก่ๆ แดดร่มลมตกก็ถึงเวลาที่จะไปล่องแพ ดูเหยี่ยวกันแล้วค่ะ โดยสถานที่สำหรับล่องแพนั้นจะต้องนั่งรถจากมณีแดงไปประมาณ 10 นาที ทางที่พักจัดรถรับส่งมาให้สะดวกสบาย ภายในแพมีห้องน้ำ มีน้ำดื่มบริการ นั่งชิลๆ ชมวิวสองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่าชายเลน



ระหว่างที่นั่งแพนั้นทางเจ้าหน้าที่บนแพก็นำมันหมูมาโยนลงไปในน้ำเพื่อเป็นอาหารให้เหยี่ยวแดงลงมากิน ไม่นานด้านหลังแพของเราก็เต็มไปด้วยเหยี่ยวแดงนับร้อยตัวตามมาจิกกินมันหมูกันเต็มไปหมดเลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นเหยี่ยวแดงเยอะๆ และใกล้ขนาดนี้ตื่นเต้นมากๆ


จากนั้นเขาก็พาเราไปชมฟาร์มหอยนางรมที่เลี้ยงตามธรรมชาติ 


หลังจากกลับจากการล่องแพเราก็ไปมันส์กันต่อที่ "ลานกิจกรรม" ที่มีทั้งสไลด์เดอร์ โหนสลิงโรยตัวลงน้ำ เล่นเกมสาวน้อยตกน้ำโดยให้เพื่อนไปนั่งที่เก้าอี้แล้วให้เราปาลูกตะกร้อใส่ที่แป้น ถ้าปาโดนเพื่อนเราก็จะตกน้ำป๋อมแป๋ม พายเรือคายัค ปั่นเรือเป็ด สะพานโฟมและด่านสะพานเชือกแขวนให้ได้เพลิดเพลิน รับรองไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อเลยค่ะ 



มีจักรยานให้ปั่นชิลๆ ชมวิวป่าชายเลนด้วย


วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่ทางมณีแดงโฮมสเตย์จัดอาหารค่ำสุดพิเศษภายในห้องจัดเลี้ยง พร้อมมีน้องนักร้องเสียงดีมาขับกล่อมบทเพลงเพราะๆ ในยามค่ำคืน

อาหารที่เราทานกันในค่ำคืนนี้ค่ะ จัดเต็มทั้งปูที่มีไข่เต็มท้อง ปลากระพงทอดน้ำปลา กุ้งที่ตัวใหญ่กว่ามือของเราอีก ทอดมันกุ้ง ยำทะเล ต้มยำทะเล กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา ใครไม่อิ่มก็เติมใหม่ได้เลย ปิดท้ายด้วยแตงโมหวานๆ เย็นชื่นใจ ทานอาหารอร่อยไปฟังเพลงเพราะๆ ไปก็ทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนสุดพิเศษของเรา

กุ้งตัวใหญ่มากๆ 

ปูเนื้อแน่น ไข่เต็มท้อง จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดฟินเว่อร์

ปิดท้ายด้วยอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่มีทั้งข้าวต้มทะเลสุดอร่อย ใส่กุ้งตัวโต กับปลาหมึกชิ้นโต เส้นจันท์ผัดปูอาหารขึ้นชื่อของจันทบุรีรสชาติเข้มข้นเข้าถึงเส้นทานกับปูเนื้อเน้นๆ ข้าวผัด สลัดผัก ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว ปาท่องโก๋ น้ำผลไม้ ชากาแฟ จัดเต็มกันแบบไม่อิ่มไม่ต้องกลับบ้านกันเลยล่ะค่ะ


ใครที่เกิดอาการเบื่อเมืองกรุงลองหาเวลามาเที่ยวพักผ่อนที่จันทบุรี กันดูนะคะ
 เพราะที่นี่มีที่เที่ยวให้เราได้เที่ยวเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก ทะเล
 และยังมีที่พักน่ารักอย่างมณีแดงโฮมสเตย์ที่รอต้อนรับเรา
 ให้เราได้มาพักกายพักใจที่เหนื่อยล้า ให้หายเหนื่อยและมีพลังกลับไปสู้กับเรื่องราวอีกมากมายในชีวิต

ที่ตั้ง: 8/5 หมู่ 7 ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ตำบลหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี
 ราคาแพ็คเกจเริ่ม 1,800 - 2,300 บาท

 - บ้านอบอุ่น
   พัก 3 ท่าน ราคาท่านละ 1,850 บาท
   พัก 4 ท่าน ราคาท่านละ 1,800 บาท
   รวมอาหาร 3 มื้อ พร้อมกิจกรรมฟรี

 - บ้านโฟม
   พัก 4 ท่าน ราคาท่านละ 1,900 บาท
   
พัก 5 ท่าน ราคาท่านละ 1,850 บาท
  พัก 6 ท่าน ราคาท่านละ 1,800 บาท
 รวมอาหาร 3 มื้อ พร้อมกิจกรรมฟรี


บ้านกลางน้ำ (หลังเล็ก) 
  พัก 2 ท่าน ราคาท่านละ 1,950 บาท
  รวมอาหาร 3 มื้อ พร้อมกิจกรรมฟรี

 ***
เด็กอายุ 6-11 ปี ครึ่งราคา


สอบถามรายละเอียด และสำรองบ้านพักล่วงหน้า โทร. 097-004-0215 และ 090-381-1663

เรื่องโดย หมอนขนเป็ด
 ภาพโดย ชินวัฒน์