ถ้าจะเอ่ยถึงภูสอยดาวน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก แต่จะมีสักกี่คนรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน(เอาจริงๆตอนแรกเราเองก็ไม่รู้) ภูสอยดาว ตั้งอยู่ที่ อ.น้ำปาด จ. อุตรดิตถ์ เห็นหลายคนพูดกันมากเหลือเกินว่ามันสวยอย่างงั้นอย่างงี้ ยิ่งหน้าฝนมันยิ่งสวยเพราะมีดอกหงอนนาคบานอยู่เต็มทุ่งซึ่งมีให้เห็นเฉพาะหน้าฝนที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว คนที่เคยไปมาแล้วบอกว่าหน้าฝนมันไปลำบากเดินขึ้นภูก็ 4 - 6 ชั่วโมง ยิ่งฝนตกทางยิ่งแย่ ถ้าใครเคยไปภูกระดึงมาแล้วที่นี้ยากกว่าคูณสามเลย ยิ่งพูดอย่างนี้เราก็ยิ่งอยากไป หาหาข้อมูลการเดินทางและค่าใช้จ่ายอยู่หลายวันจนพอรู้ว่าต้องไปยังไง ถ้าจะให้ไปกับทัวร์เราก็บอกเลยว่าไม่ไหวค่าใช้จ่ายมันสูงแต่มันก็สะดวกสบายกว่าเค้าเตรียมทุกอย่างให้เราส่วนเราก็แค่ลากสังขารตัวเองไปให้ถึงจุดกางเต็นท์ที่ลานสนก็พอ ส่วนเรามันพวกงบน้อยก็ขอเลือกไปเองน่าจะดีกว่า ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกกันเอาเองนะ จากที่ศึกษาข้อมูลส่วนใหญ่เค้าแนะนำให้นั่งรถมาลงพิษณุโลกแล้วต่อรถมาที่ชาติตระการแต่เราอยากจะนั่งรถไฟเพราะมันประหยัดกว่า ว่าแต่จะลงที่พิษณุโลกหรืออุตรดิตถ์ดีนะ งั้นลองมาดูว่าการเดินทางครั้งนี้ของเราจะเป็นอย่างไร มันจะตรงกับที่เราคาดหวังไว้ไหมมาติดตามชมการเดินทางครั้งนี้กัน

ติดตามการเดินทางการเดินทางแบกเป้ของเราได้ที่ https://www.facebook.com/thetravelerz

IG:http://instagram.com/run_totz

ถ้าใครได้ลองอ่านแล้วถูกใจอะไรยังไงช่วยกดไลค์หรือคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้คนทำรีวิวด้วยนะครับ

การเดินทางไปภูสอยดาวครั้งนี้เราเลือกเดินทางโดยรถไฟแทนรถทัวร์เพราะว่ามันประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้มากแม้มันจะไม่ค่อยสบายเท่าไรก็ตาม ทริปนี้ไปคนเดียวกลัวจะเหงาเลยลองชวนเพื่อนและสมาชิคที่หลงผิดจากในเพจท่องเที่ยวที่เราทำอยู่มาตกระกำลำบากด้วยกัน วันเดินทางเรานัดทุกคนมาเจอกันเวลาประมาณ 19:00 น. ที่หัวลำโพง

เรามาถึงที่หัวลำโพงตอนหนึ่งทุ่มแล้วน้องๆสมาชิกก็เข้ามาทักเรา(ไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าเป็นเราทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน)และสักพักเพื่อนของเราก็มาสมทบ เมื่อสมาชิกพร้อมกันแล้วเราก็ไปที่เคาร์เตอร์เพื่อซื้อตั๋วโดยสารกัน

รถไฟที่เราจะใช้ในการเดินทางครั้งนี้เป็นรถไฟเร็ว ขบวนที่ 107 ต้นทางกรุงเทพปลายที่เด่นชัยจังหวัดแพร่ รอบเวลา 20:10 น.แต่เราเลือกนั่งรถไฟชั้นสามลงที่พิษณุโลก ค่าตั๋วโดยสารก็คนละ 179 บาทถึงพิษณุโลก็ประมาณตีสองครึ่ง(เราก็ว่าครั้งนี้เราจะไปทางอุตรดิตถ์แต่ต้องดูก่อนว่ารถไฟถึงกี่โมงแบบว่าเราไม่ค่อยเชื่อใจรถไฟไทยสักเท่าไร)

เมื่อใกล้ถึงเวลารถไฟจะออกเราก็ไปที่ชานชลาเพื่อเดินหาตู้ที่เราจะขึ้นกันที่ระบุไว้ในตั๋ว

รถไฟที่จะนำพาเราไปยังจุดหมาย(ที่ยังไม่ถึง) กรุงเทพ-เด่นชัย ตู้ที่ 6 

เด้กน้อยมาแอบมองเราถ่ายรูปบริเวณโบกี้รถไฟ มองดีนักเลยจัดสักรูปล่ะกัน 555

เมื่อถึงเวลารถไฟออกเราก็นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน จนเวลาล่วงเลยเราจึงขอตัวไปหาที่หลับที่นอน ตื่นมาอีกที่ก็มาถึงสถานีพิษณุโลกแล้ว เรานี้รีบไปบอกทุกคนให้ตื่นแล้วลงจากรถไฟโดยเร็ว เรามาถึงที่พิษณุโลกตี4กว่า ตอนแรกคิดไว้ว่าจะไปลงที่อุตรดิตถ์ถ้ารถไฟไม่ช้านะ แต่นี้มาถึงที่พิษณุโลกช้ากว่ากำหนดตั้งชั่วโมงครึ่ง เราออกจากสถานีรถไฟแล้วนั่งสามล้อหน้าสถานีรถไฟไปยัง บขส.พิษณุโลก(เก่า)ค่าโดยสารคนละ 20 บาท

จากที่เราหาข้อมูลมาการที่จะไปให้ทันรถที่จะไปอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวเราต้องขึ้นรถจากพิษณุโลกไปชาติตระการคันแรกเวลา 05:00 น.ซึ่งก็เป็นรถแอร์คันสีส้มคันนี้

เรามาถึงก็มาซื้อตั๋วโดยสารไปอำเภอชาติตระการ ค่าโดยสารก็คนละ 92 บาท ซื้อตั๋วเสร็จก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวรอเวลารถออกตอนนตีห้า เมื่อถึงเวลาตี 5 รถก็เริ่มออกจากบขส. วิ่งผ่านวังทอง,นครไทย,ชาติตระการและสุดสายที่อุตรดิตถ์  บรรยากาศยามเช้าก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นระหว่างเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน

ระหว่างที่นั่งรถผ่านอำเภอต่างๆก็เป็นเวลาเดียวกับที่เราได้มองดูพระอาทิตย์ขึ้นพอดีแม้ว่าเราจะมองจากในรถก็รับรู้ได้เลยว่ามันสวยมา

แม้บรรยากาศสองข้างทางนั้นจะสวยงามแค่ไหนแต่ด้วยความเพลียมันก็ทำให้เราหลับๆตื่นๆตลอดทาง

เส้นทางจากพิษณุโลกกว่าจะถึงชาติตระการใช้เวลา  2 ชั่วโมงกว่าผ่านจุดท่องเที่ยวที่สำคัญหลายอย่างทั้งจุดล่องแก่งลำน้ำเข็กที่ อ.วังทอง ทางขึ้นภูหินล่องกล้าที่ อ.นครไทย และอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ เรียกว่านั่งสายเดียวผ่านหลายจุดเลือกเอาเลยว่าจะลงตรงไหน แถมสายทางสายนี้ยังสวยงามอีกด้วย

จากระยะเวลาที่เรานั่งรถมา 2 ชั่วโมงกว่ากับระยะทาง 120 กว่ากิโล ในที่สุดเราก็มาถึงที่อำเภอชาติตระการกันซักที เมื่อมาถึงชาวบ้านแถวนั้นก็ถามว่าจะไปไหนกัน เราก็ตอบว่าจะไปภูสอยดาว ลุงที่ขับสามล้อก็บอกเหมารถไปไหม 1,000 บาท เราก็ตอบว่าอยากจะไปรถประจำทางซึ่งลุงบอกว่ามีวิ่งวันละเที่ยวเวลาไม่แน่นอนบางวันก็ 09:30 น.บางวันก็ 11:30 น. ค่ารถก็นคนละ 100 บาทแล้วแถมยังต้องนั่งสามล้อไปขึ้นที่ตลาดอีก เราก็มาคุยกันว่าจะเอายังไงกันดี งบเรามีไม่มากด้วย พอดีมีน้องคนหนึ่งกำลังจะไปภูสอยดาวพอดีเราเลยชวนดูว่าสนใจไปกับเราไหม ถ้าไปกับเรารวมๆกันแล้วเหมารถไปน่าจะต่างกันไม่มากและประหยัดเวลาได้มากทีเดียว

จากที่เราได้ปรึกษากันแล้วตกลงว่าจะเหมารถไป เราลองต่อราคาดูจาก 1,000 บาทจะลดได้สักเท่าไร สรุปลดได้เหลือ 800 บาท หารแปดคนก็ตกคนละ 100กว่า อันนี้เราเหมาไปเที่ยวเดียวนะ และเราก็ขอให้คนขับพอเราแวะไปที่ตลาดเพื่อซื้ออะไรไปกินบนภูสอยดาว

เลือกซื้อของสำหรับเอาขึ้นบนภูสอยดาวกันเป็นที่เรียบร้อยก็ถ่ายรูปผู้ร่วมชะตากันในทริปนี้กันซักหน่อย

ได้เวลาออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูสอยดาวกันแล้วกับระยะทาง 70 กว่ากิโล

จากชาติตระการมาที่ภูสอยดาวระยะทางกว่า 70 กิโลแต่บรรยากาศสองข้างทางสวยมากๆเป็นการนั่งท้ายรถกะบะที่ฟินสุดๆ

สองข้างทางที่เราได้เห็นทั้งภูเขา ต้นไม้ ไอหมอก ทุ่งนา ไร่ข้าวโพดและภาพชาวบ้านที่กำลังช่วยกันดำนาอยู่เป็นภาพที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันในเมืองใหญ่

ในที่สุดเราก็มาถึงที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวกับการนั่งท้ายรถกะบะที่ขยับตัวกันไม่ค่อยได้แต่วิวสวยมากๆ ใช้เวลาจากชาติตระการ 9 โมง มาถึงที่นี้ก็ 10 โมงกว่าๆ

เมื่อมาถึงที่ทำการอุทยานก็ต้องเสียค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาทแต่เรามาวันธรรมดาที่มีโปรโมชั่นลดครึ่งราคาเหลือแค่คนละ 20 บาท

หลังจากที่เสียค่าเข้าอุทยานแล้วเราก็มาลงชื่อและเสียค่านอนบนภูสอยดาวคนละ 30 บาท การขึ้นไปนอนที่ภูสอยดาวต้องแจ้งเจ้าหนี้และเสียมัดจำค่าขยะ 200 บาทพร้อมว่างบัตรประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อกลับลงมาแล้วนำขยะกลับมาก็มารับเงินคืน

เมื่อชำระค่าเสียหายแล้วเราก็มาขึ้นรถอีแต๋นเพื่อมายังจุดเริ่มต้นที่จะขึ้นภูสอยดาวบริเวณน้ำตกภูสอยดาว



เรานั่งรถจากอุทยานมาบริเวณน้ำตกระยะทางประมาณ 3 กิโล การเดินขึ้นภูสอยดาวครั้งนี้เราไม่จ้างลูกหาบ เราแบกทุกอย่างขึ้นไปบนภูสอยดาวกันเองล้วนๆซึ่งแต่ละคนก็แบกของคนละ 10 กว่าโล ส่วนเราก็เกือบ 20 กิโล ถ้าใครจะจ้างลูกหาบก็กิโลละ 30 บาท ขั้นต่ำ 20 กิโล หรือ 600 บาทและต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้จัดหาลูกหาบให้

จุดแรกที่เรามาถึงก่อนที่จะเริ่มเดินขึ้นภูก็จะมาพบน้ำตกภูสอยดาว



จากตรงนี้เราก็จะได้เวลาเดินขึ้นไปลานสนที่ภูสอยดาวกับระยะทาง 6.5 กิโลเมตร

ระยะทาง 6.5 กิโลเราไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเดินกันกี่ชั่วโมงแต่ปกติคนอื่นเดินกัน 4-6 ชั่วโมง เราออกเดินตอน 11:20 น. ดูซิว่าเราจะถึงกันกี่โมง

จากจุดเริ่มต้นเดินมาไม่ไกลเราก็จะมาพบกับน้ำตกสกาวเดือน น้ำตกเล็กๆที่สามารถมาถ่ายรูปเก๋ๆได้

ถ่ายรูปกันแล้วจากน้ำตกสกาวเดือนก็ได้เวลาเดินกันจริงจังสักที ช่วงแรกๆเดินง่ายๆมีบันไดให้เดินขึ้น

มาเดินป่าหน้าฝนมันก็ดีไปอีกอย่างคือไม่ร้อนมากและป่ามันเขียวไปหมด

เดินต่อมาอีกสัพักก็จากผ่านสามผู้ยิ่งใหญ่เป็นต้นไม้ใหญ่สามต้นที่อยู่ติดกัน ดูอายุอานามแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยปี

เดินไปถ่ายรูปไปเกือบ 30 นาที เพิ่งจะผ่านไปแค่ 500 เมตรเอง เหลือ 6 กิโล ขำขำ

เดินต่อกันมาซักพักก็จะผ่านทางแยกที่จะไปยเำตกสุภาภรณ์

เดินกันมาซักพักดูเหมือนทีมงานของเราเริ่มจะไม่ไหวเลยต้องหยุดพักกันก่อน

หลังจากที่พักกันสักครู่ก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ

ระยะทางยังอีกยาวไกลและนี้ของเป็นครั้งแรกของทุกคนที่มายังภูสอยดาว

แต่ละคนไม่รู้ว่าขนอะไรกันมาบ้างแต่ที่รู้คือแจ่ละใบไม่ต่ำกว่า 10 กิโล กว่าจะถึงลายสนไม่รู้จะไหวกันไหม

เดินผ่านป่าผ่านลำธาร ชมนกชมไม้ไปเรื่อยโชคดีมากๆที่ฝนไม่ตก

เจออะไรเราก็ถ่ายไปเรื่อย ไม่ว่าจะนก หนอน เอกไม้ ผีเสื้อ อยากถ่ายอะไรก็ถ่าย

อะไรที่เราไม่เคยเห็นอะไรที่เราว่าแปลก หลายอย่างสามารถพบเจอได้ที่นี้

เดินมาจนครบ 1 ชั่วโมง เพิ่งจะผ่านไป 1 กิโลเมตรแรก ทำความเร็วกันได้ดีมาก( 1 กม./ชั่วโมง)

ครบกิโลแล้วทีมเราดูท่าทางจะเหนื่อยขอหยุดพักกันอีกสักแปบบบบบบบบ...โดยเฉพาะน้องเสื้อแดงนี้ขอพักบ่อยเหลือเกิน


พักพอให้หายเหนื่อยก็ต้องออกเดินกันต่อ ตอนนี้เที่ยงครึ่งถ้าช้าจะถึงข้างบนค่ำแน่ๆ


แต่ด้วยความที่เราแบกทุกอย่างกันเองจึงทำความเร็วกันไม่ค่อยได้จึงต้องเดินไปแวะพักไป มันทำให้เราได้เห็นความงามของที่นี้แบบเต็มตา

ต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยๆปีที่ให้ร่มเงาและเป็นที่พักพิงของสัตว์ต่างๆ

เห็ดแปลกๆก็มีให้เราได้เห็น เราแวะถ่ายกันซักหน่อย(จริงๆอ่ะเหนื่อย)

ใครบอกว่าเดินป่าไม่มีมุมสวยๆเก๋ๆแค่เราสร้างมันระหว่างที่เราเกินไปนี้แหละ

เดินมาในที่สุดก็มาเจอเนินแรกแต่มีบันไดให้ขึ้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย

อีกแค่ 5 กิโลเอง ไม่รู้ว่า 5 กิโลแม้วหรือป่าวรู้สึกเริ่มเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก

เห็นป้ายลานสนอยู่ข้างหน้า เอ้าสู้ๆครับพี่น้อง

ในที่สุดเราก็มาถึงเนินแรกคือเนินส่งญาติ ที่เมื่อก่อนญาติๆทหารสมัยส่งครามร่มเกล้าจะเดินมาส่งพวกทหารถึงจุดนี้(เจ้าหน้าที่อุทยานบอกมา)

แค่เนินส่งญาตินี้ก็เล่นเอาซะหอบกันเลยทีเดียว ดูจากสภาพน้องเค้าแล้วกัน

พอเดินผ่านเนินส่งญาติแล้วทุกคนดูท่าทางเหนื่อยหอบ เราเลยหยุดพักทานมื้อเที่ยงกันที่นี้ ดูเวลาก็ประมาณ 13:30 น.

นั่งทานมื้อเที่ยงได้พักเดียวฝนก็เริ่มตั้งเค้ามา เราจึงต้องรีบเก็บของแล้วออกเดินทางต่อ ระยะทางที่เหลือก็แค่ 4.5 กิโล เดินกันมา 2 ชั่วโมงกว่าเพิ่งผ่านไป 2 กิโล คือทำเวลาได้ดีมากๆ(ปลอบใจตัวเอง)

จากจุดที่เราพักทานมื้อเที่ยงทางที่เดินขึ้นก็จะเป็นเนินซะส่วนใหญ่ ด้วยความที่เป็นครั้งแรกของทุกคนพร้อมกับสัมภาระที่แบกกันเอง บอกเลยว่ามันเหนื่อยมากๆ แค่เนินลูกแรกก็เล่นเอาเราและน้องๆต้องพักก่อนนานทีเดียว(ดูจากสภาพก็น่าจะรู้)

จากเนินส่งญาติในที่สุดเราก็มาถึงเนินปราบเซียน คือปราบเซียนสมชื่อเลย เล่นเอาพวกเรานี้เดี้ยงกันไปตามกัน

จะเห็นได้ว่าเราจะพักกันค่อนข้างบ่อย ที่นี้มีแคร่หรือจุดให้พักได้เราก็จะพักอย่างไม่ต้องสงสัย เราไม่ได้วอร์มร่างกายหรืออะไรเลยแถมบนรถไฟยังไม่ค่อยได้นอนอีกจึงไม่แปลกใจที่เราจะเหนื่อยกันง่าย ดูสภาพของแต่ละคนซิ

ถึงจะเหนื่อยจะหล้าแค่ไหนเราก็ต้องไปต่อกับระยะทางที่เหลือ 4 กิโล

"ยิ่งเดินยิ่งไกล มืดไปยิ่งไม่เห็นทาง" อยู่เพลงนี้ลอยเข้ามาในหัว มันยิ่งบอกว่าแกๆต้องรีบเดินนะไม่งั้นค่ำแน่ๆ

เฮ้ยๆเกือบครึ่งทางแล้ว อีกแค่ 3.5 กิโล ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ณ ตอนนี้เริ่มมีฝนปรอยๆลงมาแล้ว 

เราเดินกันมาจนเกือบจะบ่าย 3 โมง เพิ่งได้ครึ่งทาง แต่พี่ลูกหาบเค้าขึ้นตอนบ่ายโมงกว่าๆดันเซงหน้าเราไปซะงั้น "บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึก ดีใจมากเท่าไร มากเท่าไหนก็ไม่รู้" ที่ถูกเซง) มาเป็นเพลงเลย บอกเลยว่าพี่จะเซงก็เซงไป  พี่ฟิตแต่ผมเราไม่ฟิต

เราเดินกันไป พักกันไปและต้องพยายามลากน้องๆให้ก้าวขาเดินกันต่อ ทั้งพลักทั้งดันทำอะไรต่างๆนานากว่าน้องเค้าจะเดินต่อ เพราะแต่ละคนเริ่มออกอาการกันแล้ว

ฝนที่ตกลงมามันทำให้เราได้เห็นความฉุ่มชื่นของธรรมชาติ หมอกเริ่มปกคลุมภูเขาบ้างแล้ว

ลานสนๆๆๆท่องไว้ในใจ เป้าหมายของเราคือลานสน  ป้ายลานสนก็โผล่มาให้เห็น แอบดีใจเล็กๆแต่ไม่รู้ว่าอีกไกลไหม เดินกันไปเรื่อยๆเห็นมุมไหนสวยก็ขอหยุดพักถ่ายรูปกันหน่อย (จริงๆก็คือรอน้องๆที่เดินช้ามากๆเราว่าเราช้าแล้วนะแต่น้องๆเดินช้ากว่าเราอีก)

เดินผ่านป่าดิบมาก็มาถึงจุดบอกทางว่าอีก 2.5 กิโลเท่านั้นก็จะถึงลานสนแล้ว

เย้ๆใกล้จะถึงแล้ว(ได้แต่ปลอยตัวเอง) แต่วิสข้างหน้าเรานี้มันก็สวยไม่ใช่เล่นๆเลยนะ

ในที่สุดน้องๆก็ถามทันจุดที่เรากับเพื่อนอยู่ ข้างหลังมองแล้วมันสวยดีเลยจัดซักรูป ภาพป่าดิบและหมอกจางๆ



เดินกันต่อจนมาถึงเนินป่าก่อ คาดว่าอีกไม่นานคงจะถึงลานสนแต่น้องๆที่มาด้วยก็ขออยู่พักกัน(อีกแล้ว)แล้วบอกให้เราไปกันก่อนเดี๋ยวตามไป

เอ้าท์สู้ๆอีก 2 กิโล ทางข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่รู้แต่ที่รู้คือตอนนี้ฝนตกลงมาแล้ว(รีบคว้ำเสื้อกันฝนมาใส่กันเลยที่ดียว) ฝนตกลงมามันก็ดีอยู่ที่ไม่ร้อนแต่ทางที่เดินซึ่งปกติก็ยากอยู่แล้วคราวนี้ก็ยากขึ้นไปอีก(ใครใส่รองเท้าดีๆราคาแพงๆใส่มานี้บอกเลยว่า"เละ")


เสื้อกันฝนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการขึ้นภูสอยดาวช่วงหน้าฝนเพราะเราไม่รู้ว่าฝนมันจะตกเมื่อไร

เราหยุดพักกันอีกครั้ง มองดูหมอกที่ปกคลุมไปทั่วและถือว่าเป็นการรอน้องๆไปในตัว

เราตะโกนเรียกน้องๆว่าอยู่ตรงไหนกันแล้วเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่เราจะเดินกันต่อ

ทางเดินในช่วงนี้บอกได้เลยว่าลำบากมาก ต้องค่อยระวังตลอดเวลาเพราะมันลื่นมากๆหลังจากที่ฝนเพิ่งตกลงมา ตอนนี้บอกได้เลยว่าเละครับ

ตอนนี้เริ่มได้ระดับความสูงขึ้นมาเรื่อยๆดูเวลาก็ 4 โมงกว่าแล้ว เริ่มเห็นความงดงามของที่นี้มากขึ้น ส่วนน้องๆที่มาด้วยก็ยังคงเดินมาไม่ถึง(แอบเป็นห่วงอยู่ลึกๆ)

แล้วก็ใกล้จะมาถึงโค้งสุดท้ายกันแล้วกับระยะทาง 1.5 กิโล ตอนนี้เราเดินกันมาเกือบ 5 ชั่วโมงแล้ว แข้งขาก็เริ่มหล้ากันแล้ว เริ่มมีปวดน่องมีจะเป็นตะคริว

เราเดินกันจนมาถึงเนินสุดท้ายคือ"เนินมรณ" แค่ชื่อก็ไม่น่าเดินแล้ว เค้าบอกว่าเป็นเนินที่เดินยากที่สุด เรานี้ยอมรับเลยยิ่งมาเจอฝนด้วยทางทั้งลื่นและชันต้องระวังเป็นพิเศษ

ถึงเเม้ชื่อเนินจะดูน่ากลัวแต่วิวบริเวณเนินมรณะนี้วิวสวยมากๆ

ผืนป่าถูกปกคลุมไปด้วยหมอก ดูแล้วก็สวยไปอีกแบบ แถมอากาศก็เริ่มเย็นด้วย

"ยิ่งสูงยิ่งหนาว" ใครบางคนได้กล่าวไว้ดูทางทางจะจริง ยิ่งหลังฝนตกด้วยยิ่งหนาวคูณสอง

ถ้าเราผ่านเนินเขาลูกนี้ไปได้เราก็จะน่าจะเจอลานสนก็เป็นได้(คิดเองนะ)


เรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆแต่ตอนนี้ขาเราเริ่มจะหมดแรง เราหยุดพักถี่ขึ้นความรู้สึกเหมือนจะเป็นตะคริว(แต่ไม่ได้เป็นนะ) เมื่อเรามองกลับไป เฮ้ยๆเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

เมื่อเราผ่านเนินมรณะมาได้คราวนี้ก็จะเป็นทางราบแล้ว(ค่อยยังชั่วหน่อย) ณ จุดนี้เราหยุดพักนานหน่อยและปล่อยให้เพื่อนเดินนำหน้าเราไป ส่วนน้องๆก็คงยังเดินมาไม่ถึงไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนกันแล้ว

เราพักเหนื่อยและนั่งดูธรรมชาติรอบๆตัวพร้อมกับเก็บภาพไปด้วย ณ จุดนี้สำหรับเรามันก็สวยมากแล้วไม่รู้ว่าที่ลานสนจะให้ความรู้สึกแบบไหน

ความสวยงามของธรรมชาติ หมอกไหลปกคลุมไปทั่วทั้งภู บรรยากาศชุ่มฉ่ำให้ความรู้สึกสดชื่น มันเหนื่อยแต่สำหรับเรามันก็คุ้มนะ

ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะพาตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ ตอนนี้เราทำได้และก็คงได้แต่หวังว่าน้องๆจะทำได้

บรรยากาศหลังฝนตกบริเวณทุ่งดอกหงอนนาคนี้มันให้สวยจริงๆ ดูแล้วพวกเราดูตัวเล็กไปเลย

ช่วงที่เรามาดอกหงอนนาคยังไม่ค่อยมี จะบานก็น้อยมากเพราะฝนเพิ่งจะเริ่มตก

ลานป่าสนบนภูสอยดาวยามเย็นในช่วงเวลาที่เรามาถึง

ทุ่งหงอนนาคในวันที่เงียบสงบ ไร้ซึ่งผู้คนมีแค่แสงยามเย็นสาดส่องลงมา

เหลืออีกแค่ 500 เมตรสุดท้ายเราก็จะถึงลานสนที่เป็นจุดกางเต็นท์แล้ว อีกแค่ 500 เมตรเท่านั้น

ทางเดินมาที่ลานสนช่วงสุดท้ายเป็นทางราบแต่มันไม่ราบอย่างที่คิดมันเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ทางนี้เละเทะก็จะเดินมาถึงนี้เท้านี้ชุ่มเลย

ในที่สุดเราก็มาถึงลานสนที่เป็นจุดกางเต็นท์กันเสียที เรามาถึงกันก็ประมาณ 5 โมงกว่าๆใช่เวลารวมแล้วก็ 6 ชั่วโมง ส่วนน้องๆนี้ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงกันกี่โมง เรารอนานมากก็ยังไม่เห็นมากันสักที


เมื่อเรามาถึงก็ไปติดต่อเจ้าหน้าอุทยานที่อยู่ข้างบน แจ้งจำนวนคนที่มา(ถ้าเกิดการสูญหายหรือยังมาไม่ถึงเจ้าหน้าจะไปตามได้ถูก)ขอเช่าเตาแก๊สสำหรับนำมาต้มน้ำ

หลังจากที่ติดต่อกังเจ้าหน้าที่แล้ว เราก็มากางเต็นท์แล้วเอาสัมภาระมาเก็บระหว่างที่รอพวกน้องๆที่ยังมาไม่ถึง

หลังจากกางเต็นท์เสร็จ นั่งชิลๆซักพักดูเวลาก็เย็นมากแล้วน้องๆก็ยังไม่ถึง งั้นเราขอไปดูพระอาทิตย์ตกท่าทางจะดีกว่ามานั่งรอเฉยๆ ยิ่งมีแสงโผล่มาให้พอมโนไปเองว่าเราคงจะได้เห็นด้วยยิ่งต้องไปวัดดวงกัน

จากจุดกางเต็นท์เดินมาไม่ไกลประมาณ 500 เมตร ก็มาถึงจุดชมพระอาทิตย์แต่ทำไมรู้สึกไม่ไกลเหมือนตอนเดินขึ้นมาทั้งที่ระยะทางก็พอๆกัน  แต่พอมาถึงหมอกก็ฟุ้งไปหมดมิงไม่เห็นพระอาทิตย์เลย

นั่งทำมิวสิคเหมือนเอ็มวีเพลงอะไรสักอย่างใต้ต้นไม้คนเดียวเพื่อรอการมาของใครสักคน(นั่งรอน้องๆที่ยังมาไม่ถึง)

เรานั่งอยู่ซักพักก็เริ่มจะถอดใจแล้ว คิดว่าวันนี้ยังไงก็คงไม่เห็นแสงสวยยามเย็นๆแต่เดี๋ยวก่อนจู่ๆฟ้าก็เนิ่มเปิด เมฆหมอกค่อยๆจางะอให้เราได้เห็นแสงยามเย็น

และในที่สุดเราก็ได้เห็นแสงสวยๆยามเย็นพาดผ่านภูเขาที่ภูสวยดาวกันแล้ว

เรานั่งอะไรไปเรื่อยเปื่อยในหัวตอนนี้ไม่ได้ติดอะไรคิดแค่ว่าเมื่อไรน้องๆจะมาถึงกันซักทีตอนนี้ก็เย็นมากแล้วและแสงก็กำลังจะหมดแล้วด้วย

นั่งสอดส่องอยู่พักใหญ่ในที่สุดน้องๆก็มากันแล้ว เรานี้รีบออกไปรับเลย ทำเหมือนกับผลัดพลากกันมานาน

เมื่อสมาชิกมากันครบแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ของแต่ละคน ช่วยกันกางเต็นท์ ทำอาหารที่เราจะทานกัน และไปตักน้ำในลำธารมาอาบ ดว่าทุกอย่างจะเสร็จก็ค่ำมืดพอดี ตอนนี้พวกเราทุกคนหิวมากและอาหารที่พวกเราก็เสร็จเรียบร้อยเป็นอาหารง่ายๆ ไข่ต้ม มาม่า ปลากระป๋อง หมูปิ้ง ข้าวเหนียวที่ผวื้อมาตอนเช้า พร้อมกับจุดเทียนที่เอามาสร้างบรรยากาศกันซักหน่อย

แต่ละคนดูไม่ค่อยจะหิวกันเลย สำหรับเรามื้อนี้เป็นอีกมื้อที่อร่อยมากๆ ได้กินพร้อมกับสมาชิกที่ร่วมลำบากมาด้วยกัน แม้จะไม่ใช่อาหารหรูแต่มันก็อร่อยมากๆเลย

เมื่อกินเสร็จติดกันว่าจะเข้านอนกินไวๆเพราะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้วแต่เมื่อแหงนมองไปบนท้องฟ้าก็เห็นดาวเต็มไปหมด

"คืนที่ดาวเต็มฟ้า ฉันจิตนาการเป็นหน้าเธอ" เพลงนี้มันช่างเข้ากับบรรยากาศตอนนี้มากๆ ซักพักฟ้าก็ปิด

พอฟ้าปิดเราเปิดเพลงและคุยกันสำหรับการเดินทางในวันกันอย่างสนุกสนาน พอแหงนมองท้องฟ้าอีกที่ฟ้าเปิดเท่านั้นแหละเห็นทางช้างเผือกแบบเต็มๆเลย

สำหรับเรามันเป็นการมาภูสอยดาวที่คุ้มมากๆมาแล้วได้เห็นทางช้างเผือกและเป็นครั้งแรกที่เราได้ลองถ่ายดาวด้วย

เราถ่ายดาวเล่นกันอยู่ซักพักก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้เราตั้งใจไว้ว่าจะตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน(หวังว่าคงจะมีแสงสวยๆและหมอกในตอนเช้าให้เรานะ) ส่วนวันนี้ก็ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้อง

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าโดยไม่ตั้งนาฬิกาปลุกนี้ถ้าปกติอยู่กรุงเทพไม่ตื่นแน่ๆ วันนี้เราคิดไว้ว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่บริเวณหลักเขตไทย-ลาวกัน



เราหวังไว้ว่าจะได้เจอพระอาทิตย์ขึ้น หมอกจางๆแกคลุมไปทั่วลานสน ตอนนี้ได้หมอกมนแล้วที่เหลือก็ต้องไปลุ้นว่าจะมีพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆให้เราเห็นไหม


เราออกจากเต็นท์ในสภาพเมาขี้ตาและชักชวนใครที่สนใจจะไปกับเราก็ให้ตามมา เราต้องเดินผ่านจุดที่เจ้าหน้าที่พักและจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเต็นท์ไว้ให้สำหรับผู้ที่ไม่ได้นำเต็นท์มาเอง เรียกได้ว่าค่อนข้างสะดวกสบายเลย


จากลานสนไปยังหลักเขตระยะทางก็ 500 เมตร เดินชิลๆชมบรรยากาศลานสนในตอนเช้า บอกเลยว่าสวยได้ใจมากๆ


บรรยากาศแบบนี้แหละที่ทำให้การขึ้นภูสอยดาวหน้าฝนมันแตกต่างกว่าฤดูอื่น

  

และแล้วเราก็มาถึงหลักเขตระหว่างไทยกับลาว ดูท่าวันนี้เราคงจะอดเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆเป็นแน่

เรายังคงเดินเล่นกันต่อไปเรื่อยๆจนได้มาเห็นหมอกกำลังไหลผ่านภูเขา นี้ขนาดอยู่ไกลยังสวยขนาดนี้เลย

  

บรรยากาศยามเช้ากับแสงแดดอ่อนๆมันทำให้เรารู้สึกดีมากๆช่วงไม่มีใครเลยมีแค่พวกเรานี้มันสวรรค์ชัดๆ

พวกเรายังคงเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบตัว หมอกที่ค่อยๆไหลผ่านภูเขา อากาศที่เย็นสบาย ฟินอย่างมากเลย

ดูแต่ละคนจะมีมุมเป็นของตัวเอง หามุมมองในการถ่ายภาพกับวิวที่อยู่เบื่องหน้าของเรา

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างดีฟ้าใสมากแต่แอบมีเมฆมากไปนิด

เช้าๆกับเราและธรรมชาติที่สวยงาม คุ้มมากๆกับการขึ้นภูสอยดาวในครั้งนี้

รู้สึกว่าเราจะเพลิดเพลินกับการจุดนี้มากๆอากาศดิ๊ดีแถมไม่มีคนอีก

รุ้งเล็กๆก็โผล่มาให้เราได้เห็นกัน

จากหลักเขตเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆตามทางเดินที่ทางอุทยานจัดไว้

เป็นการเดินเล่นยามเช้าที่ฟินมากๆกับบรรยากาศของลานสนบนภู เดินไปถ่ายรูปไปสวยหรือป่าวไม่รู้

0
บอกเลยว่าถ้าเราไม่ยอมตื่นเช้าและเดินเล่นแบบนี้คงจะรู้สึกผิดและพลาดมากๆ


เมื่อเราอยู่กับธรรมชาติทำให้เรารู้เลยว่าพวกเราก็ตัวเล็กนิดเดียวบนโลกใบนี้

ที่ภูสอยดาวมีมุมสวยๆเพียบอยู่ที่ว่าใครจะเห็นมันหรือป่าว

เดินกันมาเรื่อยๆ ไกลๆนั้นอะไร ใช่ทะเลหมอกไหม

เฮ้ย โชคดีอะได้เห็นทะเลหมอกแบบเต็มตาบนภูสอยดาวแถมอากาศดีมีแดดด้วย

ตรงจุดนี้เราใช้เวลากันนานพอสมควรดูเวลาก็ 8 โมงกว่าแล้วแต่เรายังคงสนุกกับการถ่ายรูปกันอยู่เลย

การมาภูสอยดาวครั้งนี้มันเป็นอะไรที่เกินกว่าที่เราคาดหวังไว้มาก ได้เจอทุกอย่างที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอ

เราเดินตามทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำระยะทางโดยรวมั้งหมดก็ประมาณ 2.8 กิโล

จากจุดที่เราดูทะเลหมอกเราก็เดินตามทางเพื่อจะกลับไปยังจุดกางเต็นท์เพื่อที่จะเก็บสัมภาระแล้วจะได้ลงจากภูสอยดาว

เราเดินไปเรื่อยๆเเบบไม่เร่งรีบอะไรกันสักเท่าไร ขอเดินชมความสวยงามของที่นี้แบบสบายๆ

เราเดินตามทางเลาะริมหน้าผามาเรื่อยๆ อยากหยุดถ่ายรูปตรงไหนก็หยุด

ทะเลหมอกเบื้องหน้าระหว่างทางที่เรากำลังเดินกลับจุดกางเต็นท์

วิวเบื้องหน้าพวกเราช่างสวยงามและอลังการมากๆ โชคดีที่ฝนไม่ตก

ทางเดินเส้นนี้จะมาบรรจบกับจุดชมพระอาทิตย์ตก เดินง่ายๆไม่ลำบากเท่าไร

มองลงไปก็จะเห็นจุดชมพระอาทิตย์ตกและลานกางเต็นท์ มุมนี้เป็นภาพที่สวยมากๆเลย

หมอกไหลยามเช้า เป็นภาพที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น

เรากลับมาถึงจุดกางเต็นท์ประมาณ 8 โมงกว่าๆ เดินกันตั้งแต่ 6 โมงเช้าแต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย กลับก็จัดการทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เตรียมจะไปทานมื้อเช้า

ขอบอกไว้ก่อนนะข้างบนนี้ไม่มีน้ำปะปามีแต่น้ำฝนและถ้าจะอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เจ้าหน้าที่จะมีถังและขันให้มาตักน้ำที่ลำธารคือบริเวณนี้

เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็ได้เวลามื้อเช้าของพวกเรากันแล้ว เป็นอะไรที่ง่ายๆอีกตามเคย

เครื่องดื่มร้อนๆ เรามาดื่มให้กับมิตรภาพของพวกเรา แด่คนแปลกหน้าที่มาลำบากด้วยกัน

ดอกหงอนนาคสักหน่อยระหว่างที่กำลังเก็บเต็นท์และสัมภาระ เตรียมพร้อมที่จะลงจากภูกันแล้ว

ทานมื้อเช้า เก็บสัมภาระทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาบอกลาภูสอยดาวกันแล้ว เราเริ่มเดินลงจากภูสอยดาวตอน 10:30 น.

เรามากัน 6 คนแต่ขากลับลงแค่ 5 คน ปล่อยให้น้องชายคนนี้ต้องอยู่คนเดียวอีกคืนที่นี้แต่คาดว่าคืนนี้น่าจะไม่เหงาเพราะคงต้องมีคนขึ้นมาเยอะแน่ๆ ได้เวลาบอกลากันแล้ว

ขาลงจากภูสอยดาวเราทำเวลากันได้ดีมากๆสงสัยคงเพราะเป็นทางลงเขาเลยลงได้ไวแต่เราก็ยังแวะถ่ายรูปกันเรื่อยๆไม่รีบร้อนอะไร

เนินมรณะวันนี้อากาศดีมากๆ เรามีเวลาชิลๆที่นี้ได้มองวิวรอบๆหรือจะเอาไม้กอล์ฟมาเซลฟี่ถ่ายตัวเองก็ได้

ถ้าใครมีปัญหากับชีวิตอยากจะมาปลงชีวิตที่เนินมรณะก็ได้นะ แต่ว่าอย่าดีกว่า

เราใช้เวลาที่นี้นานไปหน่อยซึ่งบางคนก็ลงนำหน้าเราไปแล้วแต่เราไม่สนขอชิลๆถ่ายรูปต่อซักพักนะ

แม้จะเป็นทางลงเขาแต่เราก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษไม่งั้นมีลื่นแน่ๆซึ่งน้องที่มาด้วยก็จับกบไปหลายตัวแล้ว

ขาลงเราทำเวลาได้ดีมากๆใช่เวลาไม่นานก็ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ระหว่างทางก็ผ่านหลายกลุ่มมากๆที่กพลังขึ้นมาที่ภูสอยดาว นับๆแล้วไม่ตำ่กว่า 50 คน แน่ๆ

ผ่านมาครึ่งทางเราก็หยุดพักและได้นั่งคุยกับลุงที่เป็นลูกหาบ ลูกบอกว่าวันนี้ลูกหาบขึ้นมาเยอะแต่ละคนก็แบกไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโล

เราลองขอลุงลูกหาบสะพายกระเป๋าของแกดูบอกเลยว่าหนักมากๆหลังแทบหัก ถ้าใครจะใช้บริการรบกวนจองล่วงหน้าและอย่าต่อพวกเค้าเลย 

กลุ่มลูกหาบที่ลงมาตอนเช้าและตอนนี้ก็กำลังขนของของนักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์ต่างๆที่จองไว้ซึ่งเค้าเดินนำหน้าไปไกลแล้ว

เราใช้เวลาเดินลงแค่ 3 ชั่วโมงก็มาถึงด้านลง ขาขึ้นเราใช้ 6 ชั่วโมง ซึ่งต่างกันมากๆ ระหว่างที่จะถึงข้างล่าง 1 กิโลสุดท้ายฝนก็ตกลงมาอย่างหนักเล่นเอาเปียกกันหมด ไหนๆก็เปียกแล้วเราก็เลยถือโอกาศมาเล่นน้ำตกภูสอยดาวกันซะเลย

เราเล่นน้ำตกกันเสร็จกลับขึ้นมาฝนก็ยังไม่หยุดตกซักทีซึ่งก็นานมากเราเล่นให้เจ้าหน้าเอารถมารับและนั่งผ่าสายฝนไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยวเพื่อเอาเงิรประกัน อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและทานมื้อเที่ยงตอนบ่าย 2 กว่า

ระหว่างที่ทานข้าวกันอยู่เราก็ลองโทรหาลุงคนที่มาส่งเรากะว่าจะให้มารับเพราะราคาถูกดีแค่ 800 บาทเองแต่ลุงแกไปทำธุระที่อื่นกว่าจะมาถึงก็ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงกว่าแกจะมาถึง เราจึงติดต่อขอให้รถทางอุทยานไปส่งซึ่งปกติจะคิดไป-กลับ อุทยานแห่งชาติส่งที่ชาติตระการ 2500 บาท ถ้าขาเดียวก็ 1300 บาท แต่เข้าหน้าที่ใจดีลดให้เราเหลือ 1,000 บาท

เราออกจากอุทยานเกือบ 4 โมงเย็น ระหว่างทางก็มีฝนตกตลอดทำความเร็วไม่ได้เลยแต่พอเข้าเขตอำเภอชาติตระการกลับไม่มีฝนเลย เราถึงชาติตระการประมาณ 5 โมง ทันรถเที่ยวสุดท้ายกลับพิษณุโลก กว่าจะถึงพิษณุโลกก็เกือบ 2 ทุ่ม ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

ทริปนี้เรามาด้วยกันทั้งหมด 6 คน มีทั้งเพื่อนและคนแปลกหน้าจากเพจและมาเจอกันระหว่างทางแต่สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาจากภูสอยดาวนอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้วก็คือ"มิตรภาพ"   


ขอบคุณที่คนที่ร่วมลำบากมาด้วยกัน ขอบคุณทุกๆคนที่คอยติดตามกันจนจบ ขอบคุณมากๆ
www.facebook.com/thetravelerz 
แบกเป้ สะพายกล้อง ท่องเที่ยวฯ

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปภูสอยดาว 2 วัน 1 คืน

Day 1
- ค่ารถไฟเร็วขบวน 107 กรุงเทพ-เด่นชัย รอบ 20:10 น.ลงที่พิษณุโลกคนละ 179 บาท
- ค่ารถตุ๊กตุ๊กจากสถานีรถไฟมา บขสเก่าคนละ 20 บาท
-ค่ารถเมล์พิษณุโลก-ชาติตระการ รอบเวลา 05:00 น.คนละ 92 บาท
- ค่ารถเหมาจากชาติตระการ-ภูสอยดาว ขาไป 800 บาท หาร 6 ตกคนละ 133 บาท
- ค่าน้ำดื่ม 20 บาท
- ค่าอาหารสำหรับบนภูสอยดาวซื้อมารวมกันคนละ 100 บาท
- ค่าเข้าอุทยานฯ(วันธรรมดา)คนละ 20 บาท
- ค่ากางเต็นท์คนละ 30 บาท
- ค่าแก็สหนึ่งกระป๋อง 80 บาท หาร 5 ตกคนละ 16 บาท
- ค่าเตาเเก๊สปิคนิค 100 บาทหาร 5 ตกคนละ 20 บาท
รวมค่าใช้จ่ายวันแรก  630 บาท

Day 2 
- ค่าน้ำ 12 บาท
- ค่าอาหารกลางวัน 35 บาท
- ค่ารถเหมาจากอุทยานฯ-ชาติตระการ 1000 บาทหาร 5 ตกคนละ 200 บาท
- ค่าเมล์ชาติตระการ-พิษณุโลก คนละ 92 บาท
- ค่าอาหารค่ำ 30 บาท
- ค่ารถไฟเร็วขบวน 108 เด่นชัย-กรุงเทพรอบเวลา 22:09 น.คนละ 179 บาท
รวมค่าใช้จ่ายวันที่สอง 548 บาท

ยอดรวมทั้งหมดสำหรับทริปภูสอยดาว 1,178 บาท

-------------------------------

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกระทู้ดังกล่วได้ที่ pantip.com/topic/34052323