เมื่อไม่นานมานี้เกียร์กระปุกได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรม FAM Trip จังหวัดน่าน 3 วัน 2 คืน

ซึ่งจัดโดยกรมการท่องเที่ยวร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตบางมด

เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวโฮมสเตย์ของเมืองไทย

ก็เลยเก็บเรื่องราวความประทับใจมาฝาก ตามไปเที่ยวกันเลยค่ะ

05

วันที่ 1 

ตอนเช้าเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินและไปถึงท่าสนามบินน่านบ่าย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของกิจกรรมก็พาเราไปยังวัดพระธาตุแช่แห้ง เพื่อไหว้พระขอพร

วันนี้ฟ้าสดใสทำให้องค์พระธาตุงดงามมากๆ

และโชคดีของเราที่วันนี้มาพบกับงานประเพณีหกเป็งนมัสการองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ประจำปี 2558 โดยมีการแห่ผ้าเพื่อนำไปห่มองค์พระธาตุจากแรงศรัทธาของประชาชนชาวน่าน

เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกอิ่มบุญเลยล่ะค่ะ

หลังจากนั้นรถตู้ก็นำเรามายังโฮมสเตย์บ้านหาดผาขน 

ชาวบ้านน่ารักมากๆ มาต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น

โดยมีการพูดคุยพูดถึงประวัติความเป็นมาของโฮมสเตย์บ้านหาดผาขน ซึ่งบ้านหาดผาขนนั้นเป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งของน่าน ซึ่งตั้งอยู่ริมลำน้ำน่านโดยยังคงวิถีความผูกพันกับสายน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งอนุรักษ์ปลาในลำน้ำและอนุรักษ์ป่าชุมชน บ้านหาดผาขนจึงมีทิวทัศน์ที่งดงาม ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และเงียบสงบ อีกทั้งทรัพยาการธรรมชาติต่างๆ ยังคงสมบูรณ์ ส่วนที่มาของชื่อบ้านหาดผาขนนั้นมาจาก ว่าสมัยก่อนนั้นมีการเดินทางโดยใช้เรือล่องมาตามแม่น้ำน่าน จนมาถึงจุดที่น้ำตื้นทำให้เรือขนส่งสินค้าแล่นไม่ได้ก็ต้องให้คนมาขนของขึ้นไปบนฝั่ง คำว่าหาดก็คือชายหาดหรือส่วนที่ตื้น ส่วนคำว่าผาคือโขดหิน ส่วนคำว่าขนคือขนของ ก็เลยกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านหาดผาขนจนมาถึงทุกวันนี้

หลังจากพูดคุยที่มาที่ไปของโฮมสเตย์เสร็จ เราก็จะต้องแยกย้านไปอาศัยในบ้านแต่ละบ้านของชาวบ้าน โดยบ้านที่เรามาอาศัยนั้นคือหลังนี้ค่ะ เป็นบ้านของแม่ทองเพียร ซึ่งมีอาชีพทำไร่ บ้านของคุณแม่จะอยู่กัน 3 คนคือ คุณแม่ทองเพียร สามี และหลานชาย แต่ปกติทั้ง 3 คนจะไปนอนกันที่ไร่ วันนี้เราเลยได้เจอแต่คุณแม่ทองเพียรที่มาคอยดูแลเราแค่เพียงคนเดียว

   

ตัวบ้านจะเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ภายในบ้านสะอาดมากค่ะ โดยจะแบ่งห้องนอนให้พักได้ 2 ห้อง ห้องที่หนึ่งพักได้ 3 คน และห้องที่สองพักได้สองคน โดยภายในห้องตกแต่งธรรมดาไม่มีทีวีและเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลมแต่ขอบอกว่า ทีวีนั้นไม่จำเป็นสำหรับเราเลย ส่วนแอร์นั้นก็ไม่จำเป็นเพราะกลางคืนอากาศเย็นจนต้องห่มผ้า เป็นการพักผ่อนที่ให้เราได้สัมผัสกับวีถีชีวิตของชาวบ้านหาดผาขนจริงๆ

คุณแม่ทองเพียร ที่ดูแลเราตลอดทริป น่ารักมากๆ คุณแม่จะเป็นคนพูดน้อยแบบคนต่างจังหวัด ทำอาหารอร่อยสุดๆ แต่พอเริ่มสนิทกันคุณแม่จะดูแลเราเหมือนลูกเลยล่ะค่ะ เรียกทานข้าว ห่วงใยดูแลเราตลอด คุณแม่บอกว่ามีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่มาพักที่นี่ ซึ่งที่หมู่บ้านหาดผาขนนั้นมีโฮมสเตย์ทั้งหมด 14 หลัง โดยบ้านคุณแม่ทองเพียรเป็นประธานของกลุ่มโฮมสเตย์บ้านหาดผาขน

บรรยากาศยามเย็นที่บ้านหาดผาขน

   

เย็นนี้เรามาทานอาหารรวมกับลูกบ้านคนอื่นโดยวันนี้เขาจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้เราด้วย ซึ่งอาหารที่เราทานจะมาจากเจ้าของบ้านแต่ละบ้านที่จะช่วยลงแรงทำอาหารมากันคนละหม้อ ขอบอกว่าอร่อยมากๆ

มาเจอจานนี้เข้าไปถึงกับงงเลยค่ะ นี่อะไรเนี่ย เขียวๆ หน้าตาเหมือนตะไคร่น้ำ ออกตัวว่าตอนแรกแอบกลัวเรื่องรสชาติเล็กน้อย แต่พอตักเข้าปากเท่านั้น ทีนี้ไม่หยุดเลยล่ะค่ะ จานนี้คือไก หรือสาหร่ายน้ำจืดที่มักจะพบในน้ำที่สะอาด โดยวิธีการทำคือจะนำไกมาตากให้แห้งแล้วนำไปคั่วในกระทะพร้อมกับกระเทียมและกากหมู ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรส แล้วนำมาคลุกข้าวร้อนๆ รสชาติมันจะออกขมนิดๆ ใครยังไม่ชินก็คลุกกับน้ำพริกตาแดงอร่อยสุดๆ

พิธีบายศรีสู่ขวัญ

ฟ้อนแง่น การแสดงที่ชาวบ้านจัดมาต้อนรับพวกเราแสดงโดยเด็กๆ ของหมู่บ้าน และปิดท้ายด้วยการร่วมรำกับชาวบ้านน่ารักมากๆ

เรากลับที่พักพักผ่อนด้วยความอิ่มเอมใจ อากาศหนาวโดยไม่ต้องเปิดแอร์ ผ้าห่มอุ่นๆ และเสียงแมลงที่ประสานเสียงกันยามค่ำคืนทำให้เราหลับไปด้วยความสุข

 

วันที่ 2

ในยามเช้าคุณลุงสามีของแม่ทองเพียรมารับเราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานมิตรภาพหาดผาขนพัฒนา

เห็นวิวแบบนี้เข้าไปไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดอย่างไรเลยค่ะ ความสงบของสิ่งรอบตัวที่นานแล้วเราคนเมืองไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ วันนี้เราได้เฝ้ารอเพื่อที่จะสวัสดีกับพระอาทิตย์ ค่อยๆ ปล่อยเวลาให้เคลื่อนผ่านร่างกายโดยไม่ต้องวิ่งตามเหมือนทุกวัน

สวยเกินบรรยายจริงๆ

หลังจากนั้นคุณลุงก็พาเรากลับมาที่บ้านพอมาถึงก็พบว่าแม่ทองเพียรทำอาหารรอพวกเราไว้แล้ว

พอทานอาหารเสร็จเราก็ได้เดินทางไปยังวัดหาดผาคำ ซึ่งโชคดีของเราอีกแล้วที่ได้ร่วมขบวนแห่พัดยศพระราชทาน ซึ่งเขาจัดเป็นขบวนแห่แบบล้านนาสวยงามและอลังการมากๆ

เกียร์กระปุกชอบคณะนี้ที่สุด โดยจะเขาจะร้องเพลงเป็นภาษาเหนือโดยเนื้อหาจะพูดถึงงานในวันนี้ บรรยายเรื่องราวของงานและอาหาร น่ารักมากๆ เลยล่ะค่ะ เพิ่งเห็นครั้งแรก

โปรแกรมต่อไปคือการนั่งแพล่องไปในแม่น้ำน่าน

ภายในแพมีอาหารให้ทานด้วย โดยเราสามารถสั่งจากร้านอาหารริมน้ำและนำมาทานบนแพได้ อาหารหมดก็สามารถโทรบอกร้านแล้วให้เขาไปส่งได้อีกด้วย ในตอนแรกเกียร์กระปุกก็เป็นห่วงเรื่องความสะอาดแต่เพื่อนๆ เชื่อไหมคะระหว่างที่เราล่องแพไปนั้นเกียร์กระปุกแทบไม่เจอขยะเลย ชาวบ้านที่นี่เขาช่วยดูแลลำน้ำของเขาได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

ไม่ต้องกลัวร้อนเพราะแพมีหลังคาด้วย

ล่องน้ำมาเรื่อยๆ ก็เจอกับสิ่งนี้ จำได้ไหมคะว่าเมื่อวานเกียร์กระปุกพาไปทานไก นี่แหละค่ะไกจานเมื่อวานที่เรากินหน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง โดยจะมีขนาดใหญ่และกว้างมากๆ ชาวบ้านนำไกเหล่านี้ไปปรุงอาหาร

หลังจากนั้นเราโบกมือลาโฮมสเตย์บ้านหาดผาขนและเก็บความประทับใจของที่นี่เพื่อเดินทางสู่ตัวเมืองน่าน

โฮมสเตย์บ้านหาดผาขน

- ค่าบริการ 150 บาท/คน/คืน 

- ค่าอาหาร 130 บาท/มื้อ/คน

- ค่าล่องแพ 300 บาท/ลำ/7 คน

- ค่าเรือพาย 100 บาท/ลำ/คน

- ค่าดนตรีไทย 500 บาท/กลุ่ม

- ค่าบายศรีสู่ขวัญ 500 บาท/กลุ่ม

ติดต่อสอบถาม 086-921-7795, 093-313-6183 และ 088-412-9417

 

 

โดยที่พักที่เราจะมาพักวันนี้คือที่นี่ค่ะ โรงแรมบ้านน่าน ที่พักสะอาด ตกแต่งน่ารัก และยังใกล้แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

หลังจากเก็บของเสร็จก็ไปตระเวนทานกันเลย เริ่มจากร้านนี้ บัวลอยแม่นิ่มใครไม่มาทานถือว่ามาไม่ถึงน่าน

บัวลอยหวานหอมอร่อยสุดๆ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปช้อปที่ถนนคนเดินซึ่งเขาเพิ่งเปิดใหม่เลยล่ะค่ะ อยู่บริเวณวัดภูมินทร์

มีร้านอาหารและร้านขายของฝาก ร้านเสื้อผ้ามากมาย แต่เสียดายว่าปิดเร็วไปนิดเรามาถึงเกือบ 3 ทุ่มร้านต่างๆ ก็ทยอยปิดกันหมดแล้ว

ถนนคนเดินน่านจะมีวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดยาวค่ะ ใครมาน่านก็ลองแวะมากันเลย

 

วันที่ 3

เช้านี้เราเดินทางออกจากที่พักก่อนตะวันจะขึ้นเพื่อเดินทางมาเฝ้ารอดวงตะวันที่พระธาตุเขาน้อย

แสงตะวันค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าด้านหน้าขององค์พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน เป็นความงดงามที่ตราตรึงใจเรามากๆ

หลังจากกราบพระเสร็จก็ถึงเวลานั่งรถรางชมเมืองน่าน

ซึ่งใครที่อยากจะมานั่งรถรางชมเมืองหรือมาเช่าจักรยานปั่นชมเมืองก็สามารถมาติดต่อได้ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยว เทศบางเมืองน่าน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามวัดภูมินทร์

เกียร์กระปุกว่าถ้ามีเวลาก็จะกลับมาปั่นจักรยานเที่ยวที่นี่เพราะเป็นเมืองที่รถน้อยเหมาะกับการปั่นจักรยานมากๆ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ

ที่แรกที่เรามาแวะคือที่นี่คือวัดภูมินทร์ วัดเก่าแก่ของเมืองน่านสร้างเมื่อปี พ.ศ.2139 ที่นี่มีสิ่งที่ทุกคนจะต้องมาชมคือภาพเขียนสุดลือลั่น

นั่นก็คือภาพเขียนกระซิบรักบันลือโลก ปู่ม่านย่าม่าน ผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ที่สวยงามและน่าค้นหามากๆ 

ต่อด้วยวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อีกหนึ่งวัดเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1949 โดย เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง 

ภายในประดิษฐาน  เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย สวยงามมากๆค่ะ

ภายในเจดีย์ประดิษฐาน พระบรมสารีลิกธาตุ 

ต่อด้วยวัดศรีพันต้น มาถึงเกียร์กระปุกตะลึงเลยค่ะทำไมถึงงดงามแบบนี้

โบสถ์สีทองเหลืองอร่อม ด้านหน้ามีพญานาคเจ็ดเศียรสีทองเหลืองอร่าม

รถรางพาเรามาชมต่อที่โรงเรียนคริสเตียนศึกษา ซึ่งมีอาคารเก่าที่ชื่อว่า ลินกัล์นอะแคเดมี  อายุ 100 กว่าปี สร้างสไตล์ตะวันตก

แวะมาไหว้เสาหลักเมืองที่วัดมิ่งเมืองน่าน 

พระอุโบสถสวยงามมากๆ ค่ะ

 

ตอนกลางวันเราแวะทานอาหารเหนือกันที่ร้านน้ำเงี้ยว-ข้าวซอยแม่สุณีอร่อยมากๆ ค่ะ

   

และปิดท้ายทริปนี้ด้วยการเยี่ยมชมโฮงเจ้าฟองคำ เรือนไม้เก่าโบราณอายุกว่า 200 ปี ภายในมีการแสดงทอผ้าและจำหน่ายผ้าทอ ส่วนด้านบนจัดแสดงประวัติชีวิตของเจ้าฟองคำ

 

ทริปนี้ทั้งสนุก ประทับใจมากๆ 

ทำให้เรารู้ว่าชีวิตช้าๆ มันหาได้ที่นี่

ที่เมืองน่านแห่งนี้นี่เอง








เรื่องโดย ชิลไปไหน