กลับมาเเล้วจ้า หลังจากที่หายหน้าไปพอสมควร
เผื่อใครลืมคราวที่เเล้ว เราพาคุณมาเดินป่าภูเขาไฟแสนสวยที่เกาะลอมบอค ประเทศอินโดนีเซียค่ะ

 

อ่านภาคแรก : พิชิตภูเขาไฟ Rinjaniอินโดนีเซีย ตอนที่ 1 : ลั้ลลารอบเกาะ Lombok
 

อ่านภาคสอง : พิชิตภูเขาไฟ Rinjaniอินโดนีเซีย ตอนที่ 2 : เดินป่าภูเขาไฟวันแรก

 

ภูเขาไฟลูกนี้ เธอมีชื่อว่า Rinjani (รินจานี) ราชินีแห่งเกาะลอมบอค
มาดูกันค่ะ เธอจะงามสมการรอคอยของพวกเรามั้ย


เราเดินป่ากัน 3 วัน และสำหรับวันที่ 2นี้ เราจะเดินจากปากปล่องฝั่งนึง
เดินลงลัดเลาะริมทะเลสาบ เเล้วขึ้นปากปล่องภูเขาไฟอีกฝั่งหนึ่ง
หรือจุดที่เค้าเรียกกันว่า Crater Rim2 ตรงนี้จะเป็นที่ค้างแรมคืนที่ 2
ถือว่าเป็น Basscamp สำหรับขึ้นยอดภูเขาไฟ ในเช้าตรู่ของวันที่สาม

 

 


 

เช้านี้ วิวหน้าแค้มป์ของพวกเราเป็นแบบนี้
ลูกหาบก็ยกอาหารเช้ามาเสิร์ฟหน้าเต็นท์ เป็นแพนเค้ก (แข็งๆ) และส้ม 1 ลูก


 


 

    


 

เก็บข้าวของออก start เริ่มเดินกันราวๆ 7:30 ข้ามฝั่งไปไม่ไกลกันนักก็ถึง Crater Rim1 (2641เมตรจากระดับน้ำทะเล) กับมุมมหาชนสุดยอดวิวอลังการที่ทุกคนรอคอยก็มาตั้งตระหง่านตรงหน้าแล้ว


 

 

 


hahahaที่เห็นยอดสูงสุดฝั่งซ้ายมือ นั่นคือยอดสูงสุดของรินจานีที่เราจะต้องขึ้นกันในเช้าวันรุ่งขึ้น
ส่วนทางที่เราจะต้องเดินต่อไปในวันนี้ ก็คือเดินไต่ลงไปยังริมทะเลสาบด้านล่าง
แล้วเดินลัดเลาะไปทางซ้ายมือ (ของภาพนี้) ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนถึง Basscamp
ที่อยู่หลบมุมทางซ้ายด้านหลังของยอดนั้น


 


 

ภูเขาไฟลูกนี้ยังไม่ดับ เคยปะทุครั้งล่าสุดเมื่อปี 1994 ทำให้เกิดภูเขาไฟลูกเล็กขึ้น
ภายในปากปล่องภูเขาไฟอีกที ซึ่งจะมีทะเลสาบล้อมรอบภูเขาไฟลูกเล็กนั้น...
ภูเขาไฟลูกเล็กด้านหน้านี้ มีชื่อว่า "กูนุง บารุ"


 


 

หลังจากที่กระหน่ำชัตเตอร์ไปหลายหน เพราะเราย้อนกลับทางเดิมไม่ได้แล้ว
เราก็เดินกันต่อไป ช่วงที่ลงเขา 500 เมตรแรกตรงนี้ค่อนข้างอันตราย
เพราะเป็นหินสูงชัน ต้องใช้ความระมัดระวัง ยังดีที่มีราวเหล็กให้จับเป็นบางระยะ
บางช่วงทางก็แคบ เลาะเลียบไปตามหน้าผา ต้องระวังอย่าให้เสียหลักเลยล่ะ

 

 


 


 

แต่ระหว่างทางในช่วงต้นของวันนี้ ไม่เหนื่อย ไม่โหดเท่าไหร่
มีกำลังใจจากความสวยงามของบรรยากาศรายรอบเรา
และรินจานีที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้าทำให้เราละสายตาไปจากมันไม่ได้เลย


 


 

ช่วงสายๆ หน่อย ระหว่างที่กำลังไต่ลงเขาเรื่อยๆ ก็มองเห็นสายหมอกไหลเทเข้ามายังตัวทะเลสาบ
เป็นภาพที่สวยงามมากๆ ทีแรกก็สงสัยนะว่าทำไมถึงมีหมอกไหลเข้ามา มันเป็นช่องเขารึเปล่า


 


 

คำตอบก็คือ เป็นช่องเขาค่ะ ช่องซ้ายมือตรงนี้ ที่เป็นต้นกำเนิดหมอก
เป็นโตรกหน้าผาและมี hot Spring และถ้าเดินต่อเข้าไปลึกๆ
ก็จะเป็นแหล่งต้นน้ำจืดที่เราใช้ๆ กันนี่แหละ
ลูกหาบเขาจะเดินไปเติมน้ำให้เราในช่วงเที่ยงนี้ และระหว่างนั้น
เราก็จะได้มีโอกาสผ่อนคลายเความตึงเครียดของกล้ามเนื้อขา
เพราะตรง Hot Spring หรือธารน้ำร้อนตรงนี้ สามารถลงเล่นได้
บางคนก็ใช้เป็นที่อาบน้ำไปเลยก็มีนะ


 

   
 

 

เอาล่ะ เราก็เดินลงมาถึงริมทะเลสาบแล้ว รู้สึกสดชื่นเเล้วก็ตื่นเต้นมากเลยkarok_dive
มองจากข้างบนว่าสวยงามแล้ว ด้านล่างก็งดงามไม่แพ้กันเลย
ขอบอกว่า... น้ำสีสวยมากกกก เหมือนไปทะเลเลย ><


 

 



 


 

เดินเลียบทะเลสาบไปไม่นาน ก็จะถึงทางแยกซ้ายเข้าธารน้ำร้อน
ช่วงเวลานั้นประมาณเที่ยงวัน แต่อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ และหมอกก็ยังปกคลุมเรื่อยๆ
ถึงธารน้ำร้อนก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ถอดรองเท้าและวางขาที่เมื่อยล้าลงแช่น้ำอุ่นๆให้สบายใจ
ผู้ชายบางคนก็ถอดเสื้อผ้าลงอาบน้ำเลยก็มีนะ


...เสียดายข้าพเจ้าไม่มีบีกินนี ไม่งั้นก็คงได้ลงไปเล่นน้ำให้สบายตัวไปละ... อิอิ


 


 

ทางเดินขากลับจากธารน้ำร้อน วิวสวยมากๆ เมื่อทางน้ำร้อนมาบรรจบกับน้ำในทะเลสาบ


 


 

จากนั้นก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน ตรงริมทะเลสาบตรงนี้จะเป็นจุดพักประจำ
สังเกตได้จากขยะที่มีมากมายในบริเวณริมน้ำตรงนี้ แต่ถ้ามองข้ามขยะไปได้บ้างก็นับว่า
เป็นวิวทานอาหารกลางวันที่สวยที่สุดในสามโลกเลยนะ


 


 


 


 

ภูมิประเทศของรินจานี มันช่างสวยงามมาก
ถ้าให้เทียบเท่าสรวงสวรรค์มันก็คงไม่ผิด แต่มันเป็นสวรรค์ที่เกิดขึ้นจริงบนผืนดิน
วิวแต่ละที่ที่เราผ่านมา มันช่างมีความหลากหลายและแตกต่างขึ้นเรื่อยๆ

จากพื้นดิน ขึ้นยอดสูง เราลงริมน้ำ และอีกไม่ช้านี้ เราจะปีนขึ้นไปต่อ
ซึ่งช่วงปีนต่อจากจุดนี้ จนถึง Basscamp นี้ ใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมง(หรือมากกว่า)
สภาพภูมิประเทศก็เป็นทุ่งหญ้า สลับกับหินลาดชัน เหมือนเราไปเขาช้างเผือกยังไงก็ไม่รู้


 

 


 

โชคดีมากๆ ที่ช่วงเราเดินตรงนี้มีหมอกคลุมตลอดทำให้ไม่ร้อนจนเกินไปนัก


 

 

 


ช่วงชั่วโมงสุดท้ายของการเดิน หนักสาหัสเอาการเลย
เพราะว่าเป็นทางชันมาก และบางช่วงก็ตะกุยหิน 4 มือ
จนไม่มีกะจิตกะใจจะหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเลยสักนิด


 


 

หมอกยังคลุมกันต่อไป จนไม่น่าเชื่อว่า เมื่อเราขึ้นมาจนสุดแล้ว
ภาพภูมิทัศน์จากที่เคยเต็มไปด้วยหมอกจัด
ก็กลายเป็นภาพภูเขายิ่งใหญ่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า!!!


 

ภาพที่เราเห็นทำให้เราต้องตะลึง และอ้าปากร้องว้าวขึ้นมาดังๆ
ยอดภูเขาไฟรินจานี อยู่เบื้องหน้าเราแค่เอื้อมแค่นี้แล้ว
เธอสงบนิ่ง สวยสง่า และยิ้มรับนักเดินทางที่จิตใจมุุ่งมั่นทุกๆคน
ที่อุตสาห์ดั้นด้นพาตัวเองขึ้นมาเหยียบจุดนี้ได้


 

 

 


ความเหนื่อยล้าที่มีในวันนี้ ดูเหมือนมันจะหมดไปในทันที
กลายเป็นความดีใจ ปนๆ กับความตื่นเต้น
เมื่อคิดว่า พรุ่งนี้เช้า เราจะไปขึ้นบนยอดนั้นได้จริงๆ ไหม

 

ลูกหาบและเพื่อนๆที่มาถึงก่อน จัดการจับจองพื้นที่กางเต็นท์กันไว้แล้วล่ะ
ที่นี่มีแบ่งถิ่นใครถิ่นมันด้วยนะ ประมาณว่า อย่านอนทับที่กัน อาณาเขตของใครของมัน
แต่ทีมเรานี่สิ ไกลจากยอด มากที่สุดเลย พรุ่งนี้เช้าก็ต้องเดินไกลกว่าใครเขาน่ะสิ


 

เอ้า... ธงชาติไทย มาไกลถึงรินจานี จ้าาา what



 


 


 

เราเดินมาถึงเกือบถึงเวลาพระอาทิตย์จะลาพอดี ความหนาวก็มาเยือนพร้อมกัน
วิวพระอาทิตย์ตกเมื่อคืนก่อนว่าสวยแล้ว วันนี้ที่ Crater Rim2 ก็สวยไม่แพ้กัน
(2639 เมตรจากระดับน้ำทะเล)


 

 


 

เมื่อพระอาทิตย์ตก สายหมอกก็ไหลเข้าไปปกคลุมทะเลสาบ
แถมด้วยแสงยามเย็นสีทองสาดส่อง เป็นภาพที่สวยงามมั่กๆ


 

 

 


 

 

 


อาหารเย็นเสร็จพอดี ก่อนที่จะมืดค่ำ วันนี้ได้ทานมาม่าผัดมีไข่ต้มและไก่ทอดนิดหน่อย
ก่อนจะลาคุณผู้อ่านกันไปด้วยภาพรินจานีตอนเย็น ในท้องฟ้าเป็นสีชมพู


 


 

ฉันเข้านอนแต่หัววัน เพราะพรุ่งนี้ต้องเริ่มเดินตอนตี 1
พวกเราคนไทย ตั้งใจขยับเวลาให้เร็วขึ้น เผื่อว่าเราอาจจะต้องใช้เวลา
และแรงมากกว่าชาวบ้านเค้า ดูจากเวลาที่เราใช้เดินในวันสองวันนี้ล่ะ


ก่อนนอนเปิดเพลงนี้บิ้วตัวเอง....hum
 

 

"โอ้ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ
มีเกิดแก่เจ็บตายคล้ายๆ กัน
แต่สิ่งที่มีไม่เหมือนคือความฝัน
อยู่ที่ใครจะล่ามันให้อยู่มือ"

 

คุณว่า... การขึ้นไปถึงยอดเขาสูงสุด ใช่เป้าหมายของทริปนี้ไหม...?


มาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกัน สกู๊ปหน้ามีคำตอบแน่นอนค่ะ

มาร่วมเดินทางไปด้วยกันต่อนะ




เรื่องและภาพโดย This road is mine