กลับมาเล่าเรื่องภูเขาไฟกันต่อ.....what
คราวนี้จะพาคุณผู้อ่านขึ้นภูเขากันจริงๆแล้วค่ะ

 

จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ กันก่อน สำหรับเส้นทางการเดิน
การเดินจะแบ่งออกเป็น 3 วัน 2 คืน
สำหรับวันแรก จะเดินป่าดิบเขา ทางขึ้นเขาอย่างเดียว เพื่อไปยัง Crater Rim1
หรือจุดขอบปากปล่องภูเขาไฟจุดแรก ซึ่งจะเห็นวิวอลังการวิวนี้ค่ะ
และค้างคืนคืนแรกที่นี่

 

 

สำหรับวันที่สอง เราจะเดินจากปากปล่องฝั่งนี้ ไปยังปากปล่องอีกฝั่ง
หรือจุดที่เค้าเรียกกันว่า Crater Rim2 ตรงนี้จะเป็นที่ค้างแรมคืนที่ 2
ถือว่าเป็น Basscampสำหรับขึ้นยอดภูเขาไฟ ในเช้าตรู่ของวันที่สาม


ส่วนในวันที่สาม เราก็ขึ้นยอดแต่เช้าตรู่ เป็นเป้าหมายที่สุดแห่งการมาเยือนที่นี่
ก่อนจะกลับลงมายังแค้มป์ตอนสาย และเดินกลับอีกเส้นทางหนึ่ง
(คนละทางกับวันแรก) กลับยังพื้นดินด้านล่างโดยสวัสดิภาพ

 

 

 

เอาล่ะ... ได้เวลาแต่เช้ามืดออกจากที่พัก เตรียมกระเป่าใบเล็กใส่แต่เสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น... อันนี้จะจ้างลูกหาบถือ ส่วนกระเป๋ากล้อง ขนมเพิ่มพลังงาน น้ำดื่ม ก็นำติดตัวไปนะจ๊ะ

 

 

ระหว่างทาง เขาจอดรถพักสักครู่ แวะกินข้าวกล่องง่ายๆ ที่เตรียมมาให้ เป็นข้าวผัดกับส้ม ชิลมากเพราะเรากินกันริมทะเล ท้องฟ้าเริ่มสว่าง เราก็เข้าใกล้ภูเขาไฟขึ้นทุกที มองเห็นวิวภูเขายิ่งใหญ่ตระหง่านข้างหน้า ดูน่าเกรงขามเหมือนกำลังข่มใจคนกล้าทั้งหลายที่มาพิชิตภูเขาไฟลูกนี้

 

 

ถึงจุดเริ่มเดินราวๆ 8 โมงเช้า ทางขึ้นฝั่งนี้เขาเรียกว่า Senaru (ความสูง 601 เมตรจากระดับน้ำทะเล) จัดการลงชื่อติดต่อเจ้าหน้าที่และลูกหาบเรียบร้อย ก็เตรียมพร้อม ออกลุยได้เลย!!!

กลุ่มคนไทยเรามี 12 คน มีเจ้าหน้าที่สองคนชื่อ Andy กับ Silak กับลูกหาบอีก 10 คนทั้งหาบของกองกลางและของส่วนตัวของพวกเรารวมกัน

 

 

ให้ดูสภาพลูกหาบ คนอินโดมักจะสูบยาเส้นกันตลอดเวลา susu  ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนเข้าป่าขึ้นเขา พวกลูกหาบที่นี่จะใช้ไม้ใผ่เป็นคาน หาบของสองฝั่ง เหมือนลูกหาบที่ภูกระดึงบ้านเราค่ะ ...ข้อแนะนำอย่างหนึ่งเลย คือสัมภาระที่เราจะฝากลูกหาบ ควรหุ้มถุงพลาสติกใบใหญ่ไว้อีกชั้น หรือใช้ถุงดำนี่เเหละง่ายดี เพราะเส้นทางเดินป่าวันแรกเป็นป่าดิบชื้น อาจจะมีฝนตกบ้าง

 


 

 

ลืมบอกไปเลย ระยะทางสำหรับวันนี้นั้น ประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลา(ตามเกณฑ์คนฝรั่งแมนๆ) ประมาณ 8 ชั่วโมง เริ่มต้นเดินราวๆ 8.30 น. มาดูกันว่า ฝีมือคนไทย จะไปถึงแค้มป์แรกกันกี่โมงเย็นดีล่ะ อิอิ

 

เดินมาเกือบๆ ชั่วโมงก็มาถึง Pos1 แล้ว (จุดแวะพักที่ 1) noooo
 

 

ทางเดินช่วงแรกก็เรื่อยๆ ง่ายๆ บางช่วงก็มีชันบ้าง มีขั้นบันไดเป็นรากไม้ตามธรรมชาติบ้าง สภาพป่าก็จะเป็นป่าดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์มากๆ เขียวชุ่มชื้นไปหมด

 


 

  

 

เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก... แต่จริงๆแล้ว เนิ้นนนนานมากๆๆ จากเริ่มต้นถึง ณ บัดนาวนี้ เวลาก็ล่วงเลยไป บ่ายโมงแล้ว เราก็มาแวะพักทานข้าวกันที่ Pos2 มื้อเที่ยงนี้เป็นมื้อแรกที่ลูกหาบจะทำกับข้าวให้เราทาน.... หิวรอเลยง่ะ

 

 

sad ผ่านไปแล้วชั่วโมงกว่ากับการรอข้าว ท้องร้องจ้อกๆ เลยสงสัยว่าลูกหาบเขาทำอะไรกันอยู่ พอได้เดินสำรวจก็พบว่า เขาทำกับข้าวกันแบบ "จริงจังมากกกก" เช่นนำไก่มาทอดทั้งหมดทีเดียวจบ หั่นผักไว้ทีเดียวจบ เผื่อว่ามื้อหน้าจะไม่ต้องฝ่าความหนาวเย็นบนยอดดอยทำกับข้าวนานมากนัก มื้อนี้เลยถือเป็นการเตรียมกับข้าวไปด้วยเลย

 

ขอบอกค่ะว่า มาที่นี่...ไม่ต้องหิ้วถุงกับข้าว ต่างคนต่างถือเเยกไปของใครของมันแบบที่เราเคยทำประจำ (เพราะมันประหยัดเวลาดี) เหมือนเวลาเข้าป่าเมืองไทยนะ แต่ข้อไม่ดีก็คือ รอกันนานมากร่วม 2 ชั่วโมงเลยค่ะ เอาเวลารอทำกับข้าวไปเดินป่าต่อ กิโลนึงยังได้เลย แหะๆ

 

   
 

หน้าตาเขาดูมีความสุขในการทำกับข้าวเนอะ^^

 

 

เท่านั้นยังไม่พอ ดูเหมือนว่าช่วงที่พวกเรามาเที่ยวนั้น เป็นช่วงพีคของการเดินป่ารินจานี เลยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะอยู่ ลูกหาบแต่ละกลุ่มก็มีเมนูกับข้าวเมนูเดียวเหมือนกันหมด ราวกับว่าเป็นมาตรฐานของที่นี่ ระหว่างรอเวลา ก็รองท้องด้วยการส่องหนุ่มสาวต่างชาติหน้าตาดีไปเพลินๆ

 


 

  


 


ข้าวหุงพร้อมไข่แบบนี้ไม่แน่ใจว่า อาจจะได้ขี้ไก่เป็นของเสริมแร่ธาตุร่างกายนิดหน่อย please
อ่า.... รอมานาน ในที่สุด... ก็ได้เมนูม่าม่าใส่ผักพร้อมไข่ต้มหนึ่งชาม กลุ่มเราขอข้าวสวยเพิ่มด้วยทุกมื้อ รับรองพลังงานพร้อมลุยเพียบๆ ปิดท้ายด้วยมะละกอกับสัปปะรด

 


 

อ้อ ลืมบอกไป เวลาเราพักเหนื่อยช่วงพักทานข้าวเนี่ย เขาก็จะคอยถามเราตลอดเลยนะ "Coffee or tea?” จะรับชาหรือกาแฟ ยกมาเสิร์ฟให้ถึงมือเลยล่ะ
 

จากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ ช่วงต่อจากนี้ไปก็ต้องเร่งทำเวลาเดิน ชดเชยกับที่เสียเวลาพักไป 2 ชั่วโมง ทางเดินก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีความหนาวเข้ามาสัมผัสกาย และก็เริ่มออกจากป่าดิบ ไปสู่ทุ่งหญ้าโล่ง เมื่อเรามาถึงยังจุด Pos 3

 

   



ที่จุด Pos3 จะมีเจ้าลิงเจ้าถิ่นมารอเศษอาหารจากนักท่องเที่ยวหลายตัวเลยล่ะ ขอบอก มันดุด้วยsad
 

  
 

 

สภาพทางเดินเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มเป็นดินทรายและมีฝุ่น (ควรเตรียมผ้าปิดจมูกไปด้วย) บางจุดก็เป็นหินภูเขาไฟร่วนๆ เดินแล้วไหลๆ การเดินภูเขาไฟ มันยากก็ตรงนี้แหละ T^T

 


 



มีเด็กผู้หญิงต่างชาติอายุไม่เกิน 10 ขวบ เดินเก่งมาก มากับพ่อแม่ เลยแอบถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก... ประทับใจ
 

 

 

ประมาณ กิโลเมตรที่ 6 วิวสองข้างทางก็เริ่มสวยเข้าไปทุกทีๆ และท้องฟ้าก็เริ่มเปิดเป็นสีฟ้าสวย ทาบอยู่บนทุ่งหญ้าสีทองของขุนเขาที่เราก้าวเดิน ความรุ้สึกเหมือนไปเดินบนเขาช้างเผือกเลย

 


 


 

หนทางอีกยาวไกล สังเกตต้นไม้สูงซ้ายมือด้านบนเขานะ


 

ตรงจุดนี้เดินยากลำบากมาก เนื่องจากพื้นทรายร่วนและสูงชัน ถ้าเดินตามหลังชาวบ้านฝุ่นก็จะเยอะด้วย แต่ในที่สุดก็ตะเกียกตะกายกัดฟันเดินขึ้นได้สำเร็จ!!

 

  

 

กิโลเมตรที่ 7 อยากจะตะโกนออกมาดังๆว่า สวยมากกกกกก เราตะกายสี่ล้อ เดินขึ้นอย่างเดียวไม่ทันได้หันไปมองด้านหลัง เมื่อหันไปมองเท่านั้นแหละ ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในที่ที่สูงเหนือเมฆแล้ววววว!!!


และท้องฟ้าก็ช่างเป็นใจเสียจริง... 

 


 


 

เราขึ้นมาสูงกว่าต้นไม้ที่เราเห็นเมื่อกี้นี้แล้ว

 

 

ทางต่อจากนี้ไปก็เริ่มเป็นก้อนหินซะส่วนใหญ่แล้ว จากจุดนี้ไปประมาณอีก 1 ชั่วโมง เราก็คงจะถึงจุดกางเต็นท์คืนแรกของเราแล้วล่ะ


อีกนิดเดียวๆ สู้ๆwhat

 

 

มองวิวเบื้องหลังที่จากมา
 


 

 

 

และแล้ว เราก็ถึงยังแค้มป์คืนแรกของเรา ตามคาดที่เรามาช้าไป เราเลยตัดสินใจกันว่าจะกางเต้นท์ตรงจุดก่อนที่จะถึงวิวปากปล่องภูเขาไฟริมทะเลสาบหรือ Crater Rim1 (2641เมตรจากระดับน้ำทะเล) เพราะดูเหมือนทุกคนที่มาก่อนจะจับจองพื้นที่ตรงนั้นเต็มไปหมดแล้ว

 

หลบมุมตรงหน้าผาตรงนี้ก็ดี วิวพระอาทิตย์ตกสวยดีและเสียงก็ไม่ดังด้วย

 

 

ได้เวลาพักผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าที่เดินกันมาเกือบ 8 ชั่วโมงแล้วล่ะ ด้วยการเก็บภาพความงามบนหน้าผาสวยแห่งนี้ ได้มองเห็นเมฆลอยหนาแน่นอยู่เบื้องล่างนั่น ได้มองเห็นแสงรำไรยามเย็นเล็ดลอดผ่านสันเขา ได้เห็นพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับ รับรองว่า...พระอาทิตย์ตกที่นี่ สวยประทับใจไม่เหมือนที่ไหนๆ แน่นอนเลยล่ะ

 


 


 

ภูเขาที่เห็นลิบๆตรงนั้น คือภูเขาไฟอากุงแห่งเกาะบาหลี ^^


 

พระอาทิตย์ตกแล้วก็กระหน่ำชัตเตอร์ไปไม่หยุด
ฝากแสงสุดท้ายของวันนี้เอาไว้ในความทรงจำของทุกๆคนsusu

 


 


 

 

 

มื้อค่ำอากาศเริ่มหนาว เราไม่ได้ออกนอกเต็นท์เพื่อทานข้าวร่วมกันเลย แต่ลูกหาบใจดีมาเสิร์ฟให้ถึงเต็นท์ของแต่ละคน เป็นข้าวผัดอเมริกัน 1 จานพร้อมน่องไก่ทอด ก่อนปิดท้ายค่ำคื่นนี้ด้วยการพูดคุยและถ่ายภาพดาวกัน

 

 

ท้องฟ้าคืนนี้มันสวยงามจริงๆhum
แต่ก็คงไม่สวยเท่าความยิ่งใหญ่อลังการของภูเขาไฟรินจานี
ที่เราจะได้เห็นกันในเช้าวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ

 

 

ติดตาม "พิชิตภูเขาไฟ Rinjani อินโดนีเซีย ตอนที่ 3" เร็วๆ นี้นะคะ
มาร่วมเดินทางไปด้วยกันต่อนะ


อ่านภาคแรก ได้ที่นี่ พิชิตภูเขาไฟ Rinjani อินโดนีเซีย ตอนที่ 1 : ลั้ลลารอบเกาะ Lombok




เรื่องและภาพ This road is mine