นิ้วกลมหรือ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ คือหนุ่มหน้าตี๋ที่ไม่หล่อแบบนักร้องเกาหลี แต่หันมาเอาดีเรื่องการเดินทาง
     จบสถาปัตย์ฯ จากรั้วจามจุรี แต่ไม่ได้ไปสร้างบ้านสร้างเมืองให้ใครที่ไหน เราถามเขาว่าแล้วอยากสร้างอะไร นิ้วกลมหันนิ้วกลมๆ ชูมาบอกเราว่าอยากสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางจาก "โตเกียวไม่มีขา" ข้ามมา "กัมพูชาพริบตาเดียว" กระโดดไป “เนปาลประมาณ สะดือ" บินไป "สมองไหวในฮ่องกง" ต่อด้วย "นั่งรถไฟไปตู้เย็น" ทะเล้นเดินทางไปปลูกต้นไม้ใต้ดวงดาวใน "หน่อไม้" และล่าสุดข้ามน้ำข้ามทะเลไปนั่งเขียน "ลอนดอนไดอารี่ 1.1และ 1.2" นอกจากนี้ยังมีผลงานความเรียงให้ชวนคิดอย่าง "อิฐ" "ณ" "เพลงรักประกอบชีวิต" และ "นวนิยายมีมือ"รวมทั้งเป็นคอลัมน์นิสต์ให้กับนิตยสารหลายเล่ม และงานประจำเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา 

     ด้วยลีลาการเขียนหนังสือท่องเที่ยวที่สนุก การตั้งชื่ออันแหวกแนว จุดกระแสให้เกิดแบ็คแพ็คเกอร์หน้าใหม่ที่หลงใหลการใช้ชีวิตท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ใจกลางย่านวัยรุ่นสยามแสควร์ นิ้วกลมมีขาเดินมาคุยกับเราเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่สองขาของเขาเคยพาเดินไป




 

คุณเริ่มต้นเดินทางเมื่อไร
ครั้งแรกตอนไปอินเดียกับทัวร์ แค่ 6 วัน ส่วนครั้งที่สองบริษัทก็ส่งไปเวิร์คชอปที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ประมาณ 4-5 วัน พอดีมีเพื่อนอยู่ที่ซิดนีย์ ก็เลยขอเขาอยู่เดินเล่นต่ออีก 3 วัน ระหว่างเดินเล่นเราก็รู้สึก เฮ้ย เดินดูเมืองเดินเที่ยวมันก็สนุกดีเหมือนกัน ต่างกับตอนไปอินเดียที่เขาก็จะพาไปที่นั่นที่นี่ แนะนำ ไปตรงนั้นตรงนี้ แต่ตอนที่ไปซิดนีย์ก็รู้สึกว่าการเดินดูมันได้เห็นอะไรที่น่าสนใจ ก็เริ่มมองเห็นแล้วว่ามีคนนอนตามพื้น ซึ่งเราก็คิดว่าเมืองมันสะอาดนะน่าจะนอนบนพื้นได้(หัวเราะ) พอเพื่อนชวนไปญี่ปุ่น ก็ไปนอนตามรถไฟฟ้า ตามรถใต้ดิน เพราะคิดว่ามันน่าจะสะอาด การเดินทางมันเริ่มจากสองครั้งนั้นก่อน แล้วจึงเริ่มไปเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเองที่ญี่ปุ่น ก็รู้สึกว่ามันสนุก มันอิสระดี เพราะว่าไม่เคยเที่ยวแบบนี้ที่เราได้เดินไปเรื่อยๆ เดินในโลกอีกใบตื่นตาตื่นใจดีครับ
 
 
ก็เลยชอบเดินทาง
พอดีว่าประเทศแรกที่ไปคืออินเดียด้วย มันเผ็ดร้อนมาก เรารู้สึกว่าโลกใบนี้มันมีอะไรที่แตกต่างมาก มันอาจจะเป็นช่วงวัยด้วย คือตอนเด็กๆ เราดูสารคดี เห็นชีวิตใต้ทะเลหรือชีวิตแอฟริกาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเราเอาตัวไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็รู้สึกว่า โอ้โห มีโลกอีกใบอยู่จริงๆ มันคงมีแบบนี้อีกเยอะเลย ถ้าจะให้คุ้มที่เกิดมาก็ต้องไปเห็นเยอะๆ ไปเห็นให้มันยิ่งเยอะยิ่งดี ยิ่งคุ้ม เลยตั้งใจว่าจะไปเรื่อยๆ
 
 
ย้อนไปในหนังสือท่องเที่ยวเล่มแรกของคุณ “โตเกียวไม่มีขา”
ทำไมถึงสนใจเลือกไปประเทศญี่ปุ่น
จริงๆ ก่อนจะเริ่มไปเที่ยว ก่อนที่จะเริ่มชอบเดินทาง ไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าจะไปไหน แต่ว่าถ้าพูดถึงความเป็นญี่ปุ่น มันก็เป็นเรื่องที่เราชอบอยู่แล้ว อย่างการ์ตูนญี่ปุ่น เราผูกพันกับมันโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าเขามาอยู่ในชีวิตของเรา
 
 
หนังเอวีด้วยหรือเปล่า
อ่า ก็ใช่ อย่างที่เด็กผู้ชายทุกคนน่าจะมีอยู่ในเครื่อง(หัวเราะ) พอเพื่อนที่เคยไปญี่ปุ่นมาชวนเราไปญี่ปุ่นกับมัน ภาพญี่ปุ่นก็ปรากฎขึ้นมาในหัว ว่าประเทศเขาน่าสนใจ คือถ้ามันชวนไปที่อื่นก็อาจจะไม่ไป แต่ว่าพอเป็นญี่ปุ่นก็คิดว่า มันน่าสนใจ ซึ่งพอไปแล้วก็พบว่าน่าสนใจกว่าที่คิดไว้อีก

 
มีมุมมองอะไรที่คุณรู้สึกว่าได้กลับมาจากญี่ปุ่น
เรารู้สึกว่าญี่ปุ่นกับไทยใกล้เคียงกันมาก เมื่อก่อนก่อนที่จะไปญี่ปุ่น ผมเคยไปเวิร์คชอปโฆษณากับบริษัทในกลุ่มเอเชียด้วยกัน ซึ่งเวลาไปที่ไหนก็ตามจะมีบรรยากาศอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกประเทศจะเฝ้ารอดูงานครีเอทีฟของไทยและญี่ปุ่น เพราะว่ามันบ้า คือมันมีความขำ มีความกวนมีความเพี้ยนอยู่ ซึ่งพอเราไปโตเกียวเราก็รู้สึกว่ามีอะไรที่คล้ายกรุงเทพฯ อยู่เยอะเหมือนกัน คือมันเป็นเมืองที่จะว่าไปก็มั่วมากเหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นส่วนผสมของคนที่มีความหลากหลายมากแล้วความหลากหลายก็สนุกด้วย ผมรู้สึกว่าอะไรที่มันแตกต่างกันเยอะๆ พอมาอยู่รวมกันมันจะมีสีสันแล้วก็สนุก

ซึ่งญี่ปุ่นก็เป็นแบบนั้น โตเกียวก็เป็นแบบนั้น เท่าที่ไปเห็นนะครับ แต่สิ่งที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ
ก็คือของเรามันผสมกันก็จริง แต่โดยพื้นฐานของคนไทยจะแบบประมาณนี้แหละ พอใจแล้วแค่นี้แต่ว่าคนญี่ปุ่นเขาจะสุด คือถ้าชอบก็ชอบสุด เหมือนอย่างที่ไปเห็นที่ชินจุกุพวกนักเรียนเวลาพังค์ก็พังค์กันสุดๆ คือพื้นที่ตรงนั้น แค่ไม่กี่ตารางเมตร แต่มันเต็มไปด้วยคนที่หลากหลายแต่ว่าทุกคนสุดหมดเลย อย่างอีกกลุ่มหนึ่งก็เต้นเอลวิสกันอยู่ ทุกคนแต่งตัวกันอย่างเต็มที่แล้วก็เต้นกันอย่างจริงจังมากจริงจังกับการเป็นเอลวิสมาก เลยไปนิดนึงก็เป็นนักดนตรีวัยรุ่นตั้งกลองตั้งเบสเล่นกีตาร์กันเป็นวงเยอะมาก ในสวนสาธารณะตอนเช้าก็จะมีนักบวชรูปหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนสะพาน ซึ่งอีกสองชั่วโมง สะพานนั้นก็จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่แต่งตัวประหลาด คือมันเป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ใช่ว่าใกล้งานเอลวิสแล้วมาฉลองให้เอลวิสกัน อันนั้นมันเป็นธรรมดาทั่วโลกก็ทำกัน แต่อันนี้รู้เลยว่ามันเป็นวันเสาร์ธรรมดาวันหนึ่ง ที่ทุกคนออกมาทำอะไรที่ตัวเองชอบอย่างเต็มที่ มองไปที่สนามเบสบอลเล็กๆ แบบโกลหนูมีคนกำลังเล่นกันอยู่ แต่เขาก็แต่งตัวกันเต็มยศ มีตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนแก่วัย 60 นึกถึงบอลทางด่วนบ้านเรา แต่เขากลับเล่นกันอย่างจริงจังมาก มันทำให้ทุกคนได้แสดงสิ่งที่ตัวเองเป็นตัวเองชอบออกมาโดยไม่มีกระแสหลัก รู้สึกว่ามันสวยนะ มันมีสีสัน มันสนุกที่จะได้อยู่ แล้วมันทำให้คนได้เคารพความแตกต่างด้วย คือมันไม่ได้มีแค่ว่าต้องเป็นแบบนี้มันถึงจะถูก พอมันหลากหลายมาก ความถูกความผิดมันจะหายไปเอง
 
 
ต่างคนต่างก็ยอมรับความต่าง ไม่มีการมองกันด้วยสายตาที่ไม่ดี
ส่วนหนึ่งคือเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องสายตาใครกันด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือ ทุกคนได้แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเป็นโดยต่างคนก็มีพื้นที่ ไม่ไปยุ่งกัน เมื่อวานผมอ่านหนังสือของคุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เขาตั้งข้อสังเกตุอย่างหนึ่งว่า คนไทยนี่เป็นมิตรมาก แค่เจอกันก็ยิ้มทักทาย แต่ว่าเวลาเราอาบน้ำเราต้องนุ่งกระโจมอก คือเราจะหวงอวัยวะของเรามาก แม้ว่าเราจะอาบน้ำคลองเราก็ต้องปกปิดอย่างดีแต่แปลกมากที่ญี่ปุ่น โดวัฒนธรรมแล้ว คนเขาจะไม่ค่อยยุ่งกัน คนญี่ปุ่นจะมีพื้นที่ของเขา แต่เวลาอาบน้ำรวมกันเขาก็แก้ผ้าล่อนจ้อนเลย มันก็เหมือนกลับหัวกลับหางกันอยู่ คุณนิพัทธ์พรก็บอกว่าเขาตั้งคำถามเนี่ยมานานหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาไปได้ยินเพื่อนคนไทยที่ไปญี่ปุ่นด้วยกันไปอาบน้ำห้องอาบน้ำรวม แล้วก็นินทาเรื่องหน้าอกของคนอื่น เขาก็เลยได้คำตอบเลยว่า ที่เราต้องปกปิดเพราะเราไม่มี privacy พูดง่ายๆ คือ เราชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านตลอด เพราะฉะนั้นเราเลยไม่อยากเปิดตัวตนของเราให้เห็นเพราะว่าเรากลัวถูกนินทา ในขณะที่ญี่ปุ่นเขากล้าเปิดเพราะว่าเขาเคารพกันและกัน มุมนี้ก็น่าสนใจ
 
 
เวลาไปมีการวางแผนก่อนหรือเปล่า
คือโตเกียวเนี่ย วางแผนน้อยมาก เพราะว่าไปโดยที่ไม่รู้ คือไม่เคยเดินทางด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องวางแผนอะไร รู้แค่ว่าจะต้องหาโรงแรมหาที่พักอย่างไร มีหนังสือ lonely planet ไปเล่มหนึ่ง เพื่อนที่มันเคยเดินทางก็บอกว่าเดี๋ยวไปดุ่มๆ ด้วยกัน เปิด lonely planet ไปด้วยดูว่ามีตรงไหนที่น่าสนใจ เหมือนอย่างตอนที่ไปอาซากุสะ ดูวัดจนเบื่อแล้ว เลยเปิดหากันต่อใน lonely planet เพื่อนมันก็บอกว่าเฮ้ยตรงนี้มีหนังโป๊ว่ะ เราก็ไป ไม่ได้วางแผนอะไรมาก และก็ไม่ได้คิดไว้ก่อนด้วยว่า จะต้องไปแหล่งวัฒนธรรม แหล่งที่มันซ่อนเร้นหรือแหล่งที่ดูเป็นอนาคต คือโดยเมืองของมันเป็นอย่างนั้นเองอยู่แล้ว นิสัยส่วนตัวของเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเฉพาะมากขนาดนั้น 

อย่างเพื่อนเราคนหนึ่งมันบ้าการ์ตูนมาก มันชอบมาเอดะ ในการ์ตูนเรื่องจอมเก บลูส์ พอมันไปญี่ปุ่นมันตัดการ์ตูนช่อง ใส่ในสมุดบันทึก แล้วก็ไปไล่ถามคนญี่ปุ่นว่า สถานที่ในรูปนี้ มันอยู่ที่ไหน(หัวเราะ) เพื่อตามไปหาที่จริง แล้วก็ถ่ายรูปโพสต์ท่าเดียวกันกับการ์ตูน แล้วส่งกลับมาให้เราดู ทั้งทริปมันไม่มีอะไรเลย มีแต่การ์ตูนอย่างเดียว นั่นก็เป็นโตเกียวในแบบของมัน แต่อย่างเราไม่ได้โฟกัสที่อะไรเป็นพิเศษเช่นต้องไปกินบะหมี่ร้านนี้นะ คือเราชอบอะไรหลายๆ อย่าง เลยรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปดูพิพิธภัณฑ์หรือว่าไปวัด คือไปเรื่อยๆ อยากเห็นหลายๆ มุม


   "เที่ยวไปตามที่ตัวเองชอบนี่แหละ  
    แล้วก็เดินออกนอกทางบ้าง
    เพราะว่าถ้าเปิดไกด์บุ๊ค
    หรือจากโปรแกรมทัวร์ ก็จะเจอ
    แต่ที่ซ้ำๆ กัน"
 
 
เปิดใจรับสิ่งที่เข้ามา
ใช่ เปิดหูเปิดตา อยากเห็นมากกว่า
 
 
เลยทำให้การท่องเที่ยวของคุณมีลักษณะเฉพาะตัวค่อนข้างสูง
อย่างเพื่อนเราเมื่อกี้ก็เฉพาะตัวนะ (หัวเราะ) เราว่าความสนใจส่วนตัว มุมมองโลกของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ว่า พอเราไปในโลกใบใหม่ ในเมืองใหม่ เราก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนดีเหมือนเราถูกจับไปหย่อนไว้ในโลกอีกใบหนึ่ง เราไม่รู้ว่าซ้ายขวาไปทางไหน เราจึงต้องไปเปิดหาในหนังสือว่าอะไรที่มันน่าสนใจ ก็จะรู้ว่า อ๋อ ถ้าไปโตเกียวต้องไปโตเกียวทาวเวอร์นะ หรือต้องไปถ่ายรูปคู่กับวัดอาซากุสะ หรือไปถ่ายรูปคู่กับตึกอาซาฮี ถึงจะเหมือนไปถึงโตเกียว ความน่าสนใจจึงถูกส่งผ่านมาทางสื่อที่เขาบอกว่าจุดนี้น่าสนใจนะคุณพลาดไม่ได้เลย แต่บางครั้งไปเที่ยวโดยไม่รู้อะไรมาก่อนเลยมันก็ได้ความน่าสนใจของเราเอง หรือสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ คนอื่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่าสนใจก็ได้ เลยรู้สึกว่าเที่ยวไปตามที่ตัวเองชอบนี่แหละ แล้วก็เดินออกนอกทางบ้าง เพราะว่า ถ้าเปิดไกด์บุ๊ค หรือจากโปรแกรมทัวร์ก็จะเจอแต่ที่ซ้ำๆ กัน
 
 
มีแง่มุมไหนของญี่ปุ่นที่รู้สึกไม่ชอบไหม
เวลาไปเที่ยวไม่ค่อยเจอสิ่งไหนที่ไม่ดีครับ คือเราเลิกวิพากษ์วิจารณ์มาหลายปีแล้ว จริงๆ แล้ววิธีคิดกับวิธีรับความรู้สึกของคนเรามันมีสองระดับ ระดับแรกก็คือสัญชาตญาณ เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนสมองของสัตว์เลื้อยคลาน พวกสัญชาตญาณแบบเวลาโดนตบหัวป๊าบ ก็โกรธ คือใครไม่โกรธก็บ้าแล้วอีกระดับหนึ่งคือสมองของมนุษย์ ซึ่งไปไกลกว่าของพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก พอโดนตบแล้ว โป๊ะ โกรธหยุดนิดหนึ่ง แล้วก็คิดว่าจะโกรธทำไมวะ ถ้าคิดได้แบบนั้นมันก็มีความสุขกว่า ก็เหมือนกันช่วงใกล้ๆจะเรียนจบสถาปัตย์ฯ เราดูงานบางอย่างแล้วคิดว่า ไม่เห็นสวยเลย ก็จะถามตัวเองกลับว่าจริงหรือวะมันอาจจะมีคนคิดว่าสวยก็ได้ ก็เหมือนกัน เวลาเดินทางก็ไม่ได้คิดว่ามีอะไรไม่ดี แต่จะชอบสงสัยว่าทำไมมันเป็นแบบนั้น มันไม่เหมือนบ้านเรานะ แต่ไม่ใช่ว่าไม่เหมือนแล้วไม่ดี แล้วก็ไม่ได้เอาตัวเราหรือเกณฑ์ความชอบของเราไปตัดสินในสิ่งที่มันเพิ่งเห็น เพราะมันมีข้างหลังของมัน มีประวัติของมันอยากทำความเข้าใจมากกว่า จริงๆ แล้ว การใช้ชีวิตก็เหมือนกัน อยากเข้าใจว่า ทำไมคนนี้ถึงเป็นแบบนี้ทำไมอย่างนี้มันถึงต้องเป็นแบบนี้ เหมือนกับการฟังเพลง อี๋ เพลงนี้มันป๊อบว่ะไม่เห็นชอบเลยแต่พอเข้าใจว่า เพลงนี้ป๊อบเพราะว่าเขาอยากขาย อยากให้คนชอบก็จะรู้สึกว่าโอเค ตอบสั้นๆคือไม่มีอะไรไม่ถูกใจน่ะครับ
 
 
คุณสามารถทำงานไปด้วยออกเที่ยวไปด้วยได้อย่างไร สองอย่างนี้บางทีก็สวนทางกัน
มันจริงเหรอที่ว่ายาก คนเรามันก็ลางานไปเที่ยวได้อยู่แล้ว ถ้าตอบง่ายๆ ก็คือ ก็หยุดสิแล้วลางานไปเที่ยว ก็จะมีช่วงที่หยุดยาวอยู่แล้วในแต่ล่ะปี ถ้าตอบง่ายๆ นะ แค่เลือกช่วงดีๆ แล้วก็ไปเที่ยวถามว่าจำเป็นไหม เราว่าจำเป็นมาก อย่างที่เขียนไป มันเหมือนการว่ายน้ำ ถ้าแบบจ้วงๆ ไป อาจจะไม่ถึงก็ได้ หรือถึงแล้วแต่ก็ไม่สนุก อาจจะต้องพักเงยหน้ามาหายใจบ้าง เพราะว่าการออกไปจากที่ทำงานมันมีข้อดีสองอย่างคือ มันทำให้ไอ้ที่หมุนๆ อยู่ในหัวเนี่ยได้ตกตะกอน ให้เราเห็นสิ่งที่เราเป็นในวันนี้ชัดขึ้น สนุกกับตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่ทำโดยไม่ได้ดูว่า ฉันทำอะไรอยู่ การหยุดทำให้เราสนุกกับปัจจุบัน พอออกไปจากที่ตรงนี้ ก็ไปเห็นอะไรใหม่ๆ ก็จะได้ส่วนผสมใหม่ๆ มาปั่นใหม่อีกรอบหนึ่งพอได้อะไรใหม่ๆ เห็นอะไรใหม่ๆ จึงมีพลังอยากทำงานว่ะ อยากเอามาใช้ในการทำงาน
 

     "มันจริงเหรอที่ว่ายาก คนเรามันก็
   ลางานไปเที่ยวได้อยู่แล้ว ถ้าตอบ
   ง่ายๆ ก็คือ ก็หยุดสิแล้ว ลางาน
   ไปเที่ยว"
 
เวลาออกเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยคุณกลัวบ้างไหม
ยิ่งไปบ่อย ก็ยิ่งกลัวน้อยลง อย่างตอนไปโตเกียวก็กลัวเหมือนกันนะ คืนแรกที่ไปนอนข้างโรงหนัง ก็กลัวมาก กลัวว่าจะมีใครมาตัดนิ้วเราหรือเปล่า เพราะเขาลือกันว่ายากูซ่าเยอะ แต่ว่าพอผ่านคืนแรกไปได้ หลังจากนั้นก็นอนอีก พอผ่านจากการนอนข้างถนนที่โตเกียวเลยเริ่มมีความมั่นใจในเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เพราะเราไม่ได้ไปทำอะไรเขาหรือดวงของเราดีด้วย คือความกลัวมันจะเกิดจากสองอย่าง อย่างแรกเลยคือกลัวเพราะว่ามีแผล ถ้าเราล้มแล้วเราก็กลัวที่จะล้มอีก เพราะเวลาล้มมันเจ็บ อีกอย่างก็คือกลัวเพราะไม่เคยล้มว่ะ แต่เขาบอกว่ามันเจ็บมาก ดังนั้นเราจะผ่านความกลัวไปได้หรือเปล่าล่ะ ซึ่งถ้าผ่านมาได้ก็ไม่กลัว อย่างไปเขมรคนเดียวก็ไม่มีอะไรไม่ได้โดนโกงหรือโดนอะไร ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ยิ่งไปผ่านการโบกรถมาหนึ่งเดือน ยิ่งรู้สึก
ว่าไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอันตรายเพียงแต่เราไม่เจอมากกว่า คนเราก็เรียนรู้จากประสบการณ์อยู่แล้วน่ะครับ ถ้าไปประเทศแรกโดนจี้ ไปประเทศที่สองโดนแทง เราก็คงแบบรู้สึกแย่กับการเดินทาง เราก็ตอบได้จากประสบการณ์ของเรา ว่าเราไม่กลัวเพราะไม่เจอ แต่ประเทศหน้าเราอาจจะโดนเอาปืนจ่อหัวก็ได้ เราไม่รู้หรอก ยิ่งเดินทางก็ยิ่งเป็นเหมือนแบบจำลองของการใช้ชีวิต เส้นทางที่เราเดินทางก็เหมือนเส้นทางชีวิต ปัญหาก็เหมือนกัน อย่างสมมุติว่ามีอุดมการณ์มากจบครูอยากไปสอนชาวเขา แต่กลัวว่าชีวิตมันจะไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อนเขาได้เงินเดือนเยอะ หรือกลัวที่เขาว่ากันว่าพอถึงอายุ 40เราจะไม่มีบ้านอยู่ แทนที่จะถามว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่ถามว่าเราทำอย่างอื่นเพื่อไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า เราก็ตั้งใจพัฒนาตรงนั้นขึ้นมา พัฒนาวิชาชีพของเรา คือมันก็เหมือนการเดินทาง ถ้ากลัวแล้วไม่ไปมันก็จะไม่ได้ไป แต่ถ้ากลัวแล้วแก้ปัญหาแล้วไปดีกว่า
 
 
คนที่ไม่มีต้นทุนหรือมีโอกาสในชีวิต เขาสามารถที่จะเดินทางแบบคุณได้ไหม
เราว่าทุกคนก็มีกรอบของการมองอยู่ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างเริ่มจากตัวเรา คือพอเรามีต้นทุนน้อยก็ไม่ได้มองไกล เรามีเงินไปแค่เชียงใหม่ แต่เราก็ไม่ถึงขั้นว่าอยากจะไปบราซิล เพียงแต่ว่าต้นทุนมันตายตัวหรือเปล่า ถ้าเป็นเด็กชนบทไกลๆ บนภูเขา เขาอาจจะไม่ได้จินตนาการมาถึงกรุงเทพฯเขาอาจจะดูทีวีแต่ไม่รู้สึกว่าอยากไป จนกระทั่งมีคนพาเขาไป แต่เขาจะชอบไม่ชอบก็อีกเรื่อง เราว่าคนที่ช่างคิดช่างตั้งคำถามที่สุดในโลก คือชนชั้นกลางนี่แหละ คนที่อยู่ตรงกลาง สับสนว่าตัวเองเหมือนจะมีหรือเหมือนจะไม่มี ซึ่งคนตรงนี้ เราว่าเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการได้ ต้นทุนไม่ได้ตายตัว เราเองก็เริ่มจากไม่มีตังค์บ้านขายของชำ อยากไปเที่ยวก็เก็บตังค์ ถ้าจะไปก็ต้องสะสม ไม่ใช่แค่สะสมเงิน เงินน่ะมาทีหลังความรู้และประสบการณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งถ้ามีสองอันนี้ เราว่าอีกหน่อยมันก็มีเงินเองแหละความรู้ประสบการณ์สมอง ความฉลาด ไหวพริบ สะสมไว้แล้วสุดท้ายก็จะมาเอง คนเราจะทำอะไรที่คิดไว้ต้องมีวัตถุดิบ ไม่ใช่ฝันฟุ้งๆ สำคัญที่สุดคือต้องมีความรู้น่ะ ถ้ามียังไงก็ไม่ตาย
 
 

 

คิดว่าตัวเองใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง
ก็คุ้มนะครับ แต่มันก็เป็นช่วงเวลา คือตอนนี้มักจะคิดตลอดว่า เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตได้ดีเป็นช่วงที่คิดว่า ตัวเองในอีกห้าปีสิบปีกลับมามองตัวเองตอนนี้ จะไม่ย้อนมาด่าตัวเอง จะไม่เสียดายแต่ว่าเวลาไปงานลอยกระทงที่จุฬา ไปดูละครสถาปัตย์ หรือไปงานแฟตเรดิโอ จะถามตัวเองตลอดว่าโห ผ่านช่วงเวลานั้นมาโคตรว่างเปล่าเลย ทำไมไม่ทำอะไรให้ดีกว่านี้ เยอะกว่านี้ มันกว่านี้ไม่จีบผู้หญิงเยอะกว่านี้ (หัวเราะ) พอเราสามสิบ เรามองกลับไปตอนยี่สิบ เราก็ถามว่าเราใช้กับมันคุ้มหรือยัง เต็มที่กับมันหรือยัง จะคิดอย่างนี้ตลอด แล้วเพิ่งได้มาอ่านหนังสือ “คุยกับสถาปนิกกลายพันธุ์” ที่รวบรวมบทสัมภาษณ์คนที่เขาเรียนสถาปัตย์ฯหลายๆ คนที่ไม่ได้ทำอาชีพสถาปนิก ก็มีบทสัมภาษณ์ของพี่วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์สัมภาษณ์โดยอาจารย์นิธิ สถาปิตานนท์ ที่คุยกันเรื่องงานซึ่งพี่วิชญ์เขาก็ทำงานมาเยอะมาก ซึ่งอาจารย์นิธิเขาก็บอกพี่วิชญ์ว่าคุณเป็นความหวังของงานด้านศิลปะของเมืองไทย แล้วเขาก็ถามว่าคุณอายุเท่าไร พี่วิชญ์ก็ตอบว่า 32 อาจารย์นิธิก็บอกว่า โอ้โห คุณยังหนุ่มอยู่เลยนะยังมีเวลาอีกเยอะเลย เราเลยคิดว่า เออว่ะ กูก็หนุ่มนะเนี่ย (หัวเราะ) 

เราเคยคิดว่าเราแก่ เวลาเรากลับไปเจอเด็กๆ เราก็คิดว่าเขามีเวลามากเลย กว่าจะมาถึง 30 เขาคงทำอะไรได้อีกเยอะ ใช้ชีวิตได้อีกเยอะ แต่ถ้าคนอายุ 40 มองเราเขาก็จะมองว่า เราทำอะไร ได้อีกเยอะเหมือนกัน ซึ่งเราก็ต้องทำให้มันเต็มที่ แต่ก็อย่างที่บอกว่าวิถีชีวิตที่เลือกใช้ก็มีต่างกันไปอีกถึงวันหนึ่งเราอาจจะมองว่าความคุ้มไม่คุ้ม มันไม่ได้หมายความว่าการทำอะไรเยอะๆ ทำทุกสิ่งที่อยากทำ หรือว่า แบบได้เดินทางไปทุกที่ๆ อยากไป เมื่อวานเราได้คุยกับพี่สมคิด ฟูลสต๊อป ก็รู้สึกว่าชีวิตเขาดีว่ะ เขาน่าจะอายุประมาณ 40 เขาก็ทำสำนักพิมพ์ เขาบอกว่าปีหนึ่งพี่มีช่วงเวาหยุดอยู่ 2 เดือน พี่ก็เดินทาง ไปถ่ายรูป ที่อิตาลี ปารีส แล้วก็เอามาทำหนังสือ เงินก็ไม่ได้เยอะอะไร วันๆ พี่ก็ไม่ทำอะไร ออฟฟิศพี่ คนทำบัญชีเขาเข้ามาสิบโมง บ่ายสามเขาก็กลับแล้ว เราก็เออเฮ้ย มันเป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งนะ คือเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเราที่กระทบเรา แล้วตัวเราเองที่โตขึ้น ก็เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความต้องการ เปลี่ยนนิยามของความสุขมันก็อาจจะต่างไปก็ได้ความสุขในตอนนี้คือการได้เขียนหนังสือ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ถามว่าคุ้มหรือเปล่า ถ้าตอนนี้ก็ตอบว่าคุ้ม


...

 
คุยกับเราเมื่อ กรกฎาคม 2009
ชลธิชา พรหมศิริ / ณัฐชา วิวัฒน์ศิริกุล : เรื่อง
ปฏิภัทร จันทร์ทอง : ภาพ