สธ.ย้ำเตือนภัยโควิดระดับ 4 งดรวมกลุ่มสังสรรค์หรือไปที่เสี่ยง และเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนด เพื่อลดการติดเชื้อ พร้อมกับเผยสายพันธุ์โอมิครอน BA.2 มีความรุนแรงใกล้เคียงกับ BA.1 แต่มีข้อมูลเพิ่มว่าจะติดเชื้อและแพร่เร็วกว่า BA.1 ประมาณ 1.4 เท่า และประเทศไทยเริ่มมี BA.2 เพิ่มขึ้นประมาณ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว




เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่แถลงการข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี โดยมีเนื้อหาสรุปได้ดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงต้องช่วยกันชะลอการติดเชื้อ ซึ่งที่ผ่านมาได้แจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 มีคำแนะนำคือ งดไปสถานที่เสี่ยง งดการรวมกลุ่มสังสรรค์ เน้นทำงานที่บ้าน และชะลอการเดินทางข้ามพื้นที่ถ้าไม่จำเป็น  และเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนด จะช่วยป้องกันการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ ส่วนสถานประกอบการต่าง ๆ ให้เข้มมาตรการ COVID Free Setting จึงต้องขอย้ำทุกจังหวัดทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และมีมาตราการเคร่งครัด 

"หากมีอาการหนักให้โทร 1669 หากไปตรวจที่โรงพยาบาลผลเป็นบวก จะได้รับบริการตามระดับอาการ หากตรวจด้วยตนเองและมีผลบวก ให้โทร 1330  โดยหากไม่มีอาการจะส่งเข้าระบบ HI/CI  ซึ่งผู้ที่ตรวจ ATK เป็นบวกแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยัน RT-PCR ซ้ำ ก็สามารถเข้าระบบบริการภาครัฐและเครือข่ายเอกชนที่ร่วมมือได้ทุกแห่ง"

ขณะนี้ทั้งประเทศมีเตียง 1.7 แสนเตียงทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน อัตราครองเตียง 49% เพียงพอรองรับผู้ป่วยโควิดทุกเขตสุขภาพ สำหรับ 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด อัตราครองเตียงยังไม่เกิน 50% เช่นกัน ส่วน กทม.และปริมณฑล มีเตียง 5.5 หมื่นเตียง ใช้เตียงแล้ว 2.6 หมื่นเตียง โดยเป็นกลุ่มสีเขียว 2.4 หมื่นราย จึงยังมีเพียงพอรองรับ อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ติดเชื้อกลุ่มอาการสีเขียวเข้าระบบการรักษาตัวที่บ้านhome isolation ซึ่ง ในกทม.สามารถรับใหม่ได้วันละ 5,540 ราย และยังมี Community isolation รวมอีก 5 พันเตียงรองรับ

พร้อมกันนั้นทาง สธ. ยังได้เปิดเผยว่า ขณะนี้สายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดทั่วโลกมี 2 สายพันธุ์ย่อย คือ BA.1 และ BA.2 ซึ่ง BA.2 มีความรุนแรงใกล้เคียงกับ BA.1 แต่มีข้อมูลเพิ่มว่าจะติดเชื้อและแพร่เร็วกว่า BA.1 ประมาณ 1.4 เท่า และประเทศไทยเริ่มมี BA.2 เพิ่มขึ้นประมาณ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว และประเทศไทยการติดเชื้อยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งลักษณะคลัสเตอร์และสัมผัสใกล้ชิดในครอบครัวและชุมชน ซึ่งการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้มีโอกาสเข้าสู่กลุ่มเสี่ยง ทำให้ปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ หรืออาจเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามมาได้ โดยวันนี้มีรายงานเสียชีวิต 32 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยและมีโรคเรื้อรัง และ 60% ยังไม่ฉีดวัคซีน ส่วนที่เหลือไม่ได้ฉีดบูสเตอร์ จึงต้องรณรงค์ให้กลุ่ม 608 รับการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น เพื่อลดการป่วยหนักและเสียชีวิต


ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข