กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 7 โรค ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป และมีข้อพึงระวัง สำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ความดันโลหิตสูง 160 มม.ปรอท และไม่ควรมีไข้ 37.5 องศา ขึ้นไป ขณะที่คำแนะนำสำหรับแต่ละกลุ่มโรค มีดังนี้


กลุ่มโรคมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิดสามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • ผู้ป่วยรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือด ให้เว้นระยะการให้วัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 3 เดือน

  • ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด ให้วัคซีนห่างจากวันผ่าตัดอย่างน้อย 3 วัน


กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • กรณีผู้ป่วยมีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันที่อาการยังไม่คงที่ และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ให้รอจนกว่าอาการดีขึ้นและคงที่

  • กรณีผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง SEP> 160 mmHg ควรควบคุมความดันโลหิตให้ดีก่อนรับวัคซีน

  • หากรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อพิจารณาเพิ่มความระมัดระวัง


กลุ่มโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง (โรคปอดอุดกั้น โรคหอบหืดที่ควบคุมได้ไม่ดี) ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรังสามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • ฉีดหลังอาการกำเริบ 2-4 สัปดาห์


กลุ่มโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง รวมทั้งผู้ที่ได้รับการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง หรือปลูกถ่ายไต สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • ในกรณีกินยากดภูมิกันขนาดสูง ให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อน


กลุ่มโรคระบบประสาท (โรคหลอดเลือดแดง โรคลมชัก โรคภูมิคุ้มกันระบบประสาท) ผู้ป่วยโรคระบบประสาท สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • ผู้ป่วยต้องมีอาการทางระบบประสาทคงที่ หรือไม่อยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตอย่างน้อย 4 สัปดาห์

  • ในกรณีที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยากดภูมิคุ้มกัน ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการรับวัคซีน


กลุ่มโรคเบาหวานและโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ และโรคอ้วน สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขาดยาหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดอินซูลิน ให้บรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน


กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ถ้าไม่มีข้อห้ามและข้อพึงระวัง สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้


ประชาชนทั่วไป ถ้าไม่มีข้อห้ามและข้อพึงระวัง สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้


รวมถึงทางกระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำการเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ดังนี้

(ขอบคุณรูปภาพจาก : กระทรวงสาธารณสุข)


ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ / กระทรวงสาธารณสุข